Monday, February 1, 2010

เรื่องเล่าจากเด็กวัด- วาทะกรรมของคนรากหญ้า

“อาจารย์ครับๆ เข้าใจ๋ที่ผมเว้าบ่อ ผมเฮียนมาน้อยกลัวพูดไปอาจารย์บ่ฮู้” เสียงทักของพี่จ่อยยังสะกิดใจผมเสมอมา
สามปีที่ผมเคยอยู่วัดมานี้ทำให้ผมต้องล้างทฤษฏีเดิมๆ ทิ้งให้หมด ผมต้องละทิ้งและชำระอัตตาที่ติดตัวมาไปจนสิ้น ผมได้พบเจอ เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ร่วมทุกร่วมสุขกับชีวิตอีกหลายมุมที่อยู่แทบจะคนละขั้วของชีวิตเลยก็ว่าได้
สามปีที่ผ่านมานี้ มีคนไทยจำนวนมากมายที่ดิ้นรนมาหางานทำที่ฝรั่งเศส บ้างก็โดนจับกลับ บ้างก็ถูกขัง บ้างก็นอนหนาวตาย บ้างยอมขายตัว และบางส่วนหมดหวัง สิ้นหวัง คนเหล่านี้เป็นครูของผมทั้งนั้น ถ้าคุณได้สัมผัสกับคนที่ถูกเรียกว่ารากหญ้า คุณจะรู้ว่า”รากหญ้านั้นอ่อนโยนและชุ่มชื้น” เพียงไร
ปีที่ผ่านมานี้ผมกลับมาที่วัดและพบว่ามีคนงานมาอาศัยวัดมากมายราวๆ หกเจ็ดคน ทุกคนมาเพราะถูกนายหน้าค้าแรงงานหลอกว่าจะมีงานทำโดยถูกต้องตามกฎหมายด้วยการจ่ายค่าหัวคนละสี่แสนบาท เงินมากถึงเพียงนี้ทำไมถึงยอมจ่าย คำตอบง่ายๆก็คือ อยู่ไปก็อดตาย ออกมาอาจรอดได้บ้าง ทุกคนต้องต่อเครื่องมาหลายประเทศแต่จบท้ายด้วยการนอนข้างถนน หรือ ในรถไฟใต้ดิน
คนแรกที่ต้องเล่าคือ พี่จ่อย ถึงชื่อจะจ่อยแต่ตัวจริงไม่จ่อยเลย กล้ามเนื้อกำยำล่ำสัน ทำงานห่ามรุ่งหามค่ำทุกวัน ถ้าคุณสมมุติตัวเองว่าทำงานก่อสร้างกลางแจ้งสิบสี่ชั่วโมงในอุณหภูมิลบหกองศา คุณก็คงไม่เห็นภาพ คุณจะรู้สึกร่วมไม่ได้ด้วยการแค่คิดตามคำพูด แต่คุณต้องลงไปจับพลั่วที่หนาวเย็นราวกับจับก้อนน้ำแข็ง แบกหามน้ำหนักที่เท่าตัวคุณเป็นวันๆ

ครั้งแรกที่ผมเจอพี่จ่อยผมกลัวเป็นอย่างยิ่ง ด้วยกริยาท่าทางดุดัน เสียงกระโชกโฮกฮากราวกับจะตะคอกใส่เราเสมอ หน้าตาเคร่งขรึมไม่เป็นมิตร แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความดิบเหล่านี้คือความจริงใจครับ ถ้าคุณได้สัมผัส คุณจะรู้ว่าการที่เราไร้การศึกษานั้นสูงค่ากว่าคนมีการศึกษาเสียอีก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้โดนห่อหุ้มด้วยเปลือกแข็งโสโครกอย่างอัตตา ความตอแหล และการแบ่งชนชั้น
พี่จ่อยเรียนจบแค่ ป หก แต่ได้ตระเวนไปแทบจะรอบโลก ไม่ว่าจะอิสราเอล ซาอุฯ ออสเตรเลย ญี่ปุ่น เกาหลี แต่มาจบลงที่คุกสวิสเซอแลนด์ อย่าถามนะครับว่าไปพลาดท่าอย่างไร ก็ด้วยความซื่อนี่แหละ พี่จ่อยเล่าว่าด้วยเหตุเพราะไปรักแหม่มสวิสที่พบกันในย่านจีนกลางเมืองปารีส เพราะสาวแหม่มเกิดไปติดใจความจริงใจที่แท้จริงและท่าเต้นชูวีดูวับผสมเซิ้งกระติ้บสุดเท่ของพี่จ่อย (ขนาดผมยังทึ่งในความเท่สุดๆ)
พี่จ่อยเล่าว่าหลังจากเจอแหม่มก็ได้ติดต่อผ่านทางจดหมาย ด้วยลายมือของเพื่อนชาวลาวและถ้อยทำนองการแปลภาษา ทำให้พี่จ่อยได้ส่งความอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ไปถึงสาวแหม่มเป็นระยะๆ ความรักไม่ขาดช่วง ความรู้สึกไม่มีพรหมแดนจริงๆครับ แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะด้วยกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งขึ้นมันมีพรหมแดน……..
พี่จ่อยเริ่มหยุดยั้งความรู้สึกไม่อยู่ ตัดสินใจเดินทางไปสวิสเซอแลนด์ ด้วยรถโดยสารบ้าง เดินไปบ้าง โบกไปบ้าง ด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เก็บออมมานั้นเอง ด้วยความซื่อที่หักห้ามหัวใจไม่ได้ ชายหนุ่มร่างกายกำยำผิวคล้ำ บึกบึนเลือกที่จะไปตามหาหัวใจ แต่ด้วยความตรงไปตรงมา พี่จ่อยลืมนึกไปว่าตัวเองนั้นไม่มีพาสพอร์ตและวีซ่า เมื่อไปถึงด่านตรงคนเข้าเมือง ด้วยความที่จิตใจเร่งรีบและรอคอยจึงเดินตรงลี่ไปที่ด่านโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พี่จ่อยเล่าว่าตำรวจตกใจและวิ่งมาล๊อคตัวว่าเขาจะทำอะไรผิด ด้วยความตรงไปตรงมาพี่จ่อยพูดเป็นภาษาไทยอีสานแบบน้ำเสียงกระโชกก้าวร้าวกับตำรวจเพื่ออธิบายไปเฉยๆ ว่าจะไปหาแหม่มที่รัก ผลลัพธ์แห่งรักที่รอคอยคือไปอยู่คุกสวิสฯสองเดือนครับ ระหว่างนั้นความรู้สึกที่ร้อนรนก็ถูกละลายลง อ่อนตัวลงและเย็นลง
ทุกครั้งที่ผมถามไถ่เรื่องราวชีวิต พี่จ่อยจะพยายามพูดสุภาพราวกับว่าผมเป็นผู้ที่อยู่สูงกว่าเสมอและให้เกียรติผู้มีการศึกษาอย่างยิ่ง ประโยคหนึ่งที่ผมจะพูดกันเสมอก็คือ “เราก็คนเหมือนกัน สองตีนติดดิน อย่าทำให้มันมีชนชั้นอีกเลย” แต่สิ่งที่พี่จ่อยและคนอื่นๆ ตอบกลับมาเสมอก็คือ “ผมเฮียนมาน้อยกลัวพูดไปอาจารย์บ่ฮู้” คนเหล่านี้ให้เกียรติเราที่การศึกษาและคุณธรรม ไม่ใช่เพียงระดับของการศึกษาแต่เพราะเราได้ถ่ายทอดการศึกษาด้วย วาทะกรรมของรากหญ้าช่างยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์จริงๆ

2 comments:

T said...

"รากหญ้านั้นอ่อนโยนและชุ่มชื้น"

ชอบประโยคนี้มากๆเลยค่ะ

คำว่า "รากหญ้า" ไม่ได้มีแค่ความหมายโดยตรง แต่ก็มีความหมายแฝงเร้นที่เป็นคำติดหูและติดปากในสังคมไทยเราตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เหมือนกันนะคะ (^_^")กลุ่มคนที่ถูกจัดระดับไปอีกสังคมแบบหนึ่ง มีวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่ง มีการศึกษาอีกแบบหนึ่ง พวกเราถูกจัดให้อยู่ในใต้ดินลงไป แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นส่วนที่สำคัญมากๆ อาจารย์คิดเห็นอย่างนั้นมั๊ยคะ เป็นรากหญ้าที่คอยใช้ร่างกายส่วนตนทำงานอย่างเต็มที่ในหน้าที่ ที่ลำต้นและใบไม่อาจจะทำได้(หรือทำได้แต่ไม่ทำให้เต็มที่)เพื่อให้ทุกๆส่วนที่ประกอบเป็นต้นหญ้านั้นดำรงคงอยู่ได้ เป็นรากฐานที่ยึดต้นหญ้าให้มั่นคงบนผืนดิน เป็นสิ่งแรกที่ถือกำเนิดขึ้นได้และถูกทับถมไว้ด้วยดิน แต่ถึงแม้มิได้ถูกพบเห็นด้วยว่าถูกมองข้ามผ่านเลยไปเพราะอยู่ใต้ดินก็ยังโชดดีที่มีใครเห็นรากเหล่านี้และเห็นคุณค่าของราก

แม้ไม่อาจจะรู้ว่าได้อย่างละเอียดลึกซึ้งมากนักว่าคนรากหญ้าเป็นเช่นไร แต่การได้อ่านจากบทความของอาจารย์ก็ทำให้ได้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตได้น่าประทับใจค่ะ

ขอบคุณที่เล่าเรื่องนี้นะคะ ความเห็นนี้อาจจะรกๆไปบ้างก็อย่าถือสาหาความกันเลยนะคะ ท่านอาจารย์ ^^

Mr.Bhumindr BUTR-INDR said...

ขอบคุณมากเลยนะครับ
คำอธิบายได้ละเอียดดีครับ ดีที่มีคนเข้าใจชนชั้นที่มากที่สุดในสังคมไทยครับ ผมเองค่อนข้างเห็นใจเลยทีเดียวเพราะประเทศจะเข็มแข็งไม่ได้ถ้าคนกลุ่มนี้ยังอยู่ไม่ได้นะครับเพราะถือเป็นชนชั้นที่ยึดให้ประเทศเราทรงตัวอยู่ได้
ปุ๋ยที่ดีคือ การศึกษาขั้นพื้นฐานและการยอมรับนับถือ(โอกาสที่เข้าถึงความต้องการพื้นฐานอย่างเท่าเทียม)ครับ