Sunday, March 6, 2011

นาฬิกาไม่เคยบอก....

หญิงสาวคนหนึ่งทอดสายตามองเวลาที่นาฬิกาข้อมือของเธออย่างช้าๆ.........เธอกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง เธอกำลังรอคอยคนรัก.....หรือรอสายโทรศัพท์จากคนที่คิดถึง......เธอรอให้ยิ้มออก.....หรือรอให้ความเศร้าหายไป
เธอเหลียวดูเวลาแล้วก็สงสัยว่า...ความรักของเธอก็เหมือนเข็มนาฬิกา
เข็มสั้น แน่นิ่งมั่นคงเหมือน...เหตุผลในตัวที่คอยควบคุมใจ
เข็มยาว เดินเร็วหน่อยเหมือน....ความรักที่แปรปรวนเป็นบางเวลา
เข็มวินาที เปลี่ยนแปลงตลอดเหมือน...อารมณ์ที่ขึ้นๆลงไม่แน่นอน

ไม่สิ......มันอาจสลับที่กันก็ได้มั้ง....แต่ที่แน่ๆ มันไม่นิ่ง แกว่งไปแกว่งมา และสวนทางกันอยู่เสมอ?

เธอจ้องดูนาฬิกาแล้วคิดไปว่า.....เราจะปรับอารมณ์และความแน่นอนในตัวให้ตรงเหมือนนาฬิกาได้มั้ย อยากให้เค้ามาหาสมำ่เสมอ อยากให้เค้าดูแล ตลก ใส่ใจ อื่นๆอีกมากมาย


นาฬิกาก็แหงนหน้าดูเธอเช่นกัน เขาอยากบอกอะไรเธอมากมายแต่เขาพูดไม่ได้.......เขาแค่คิดบ้างบ่นในใจบ้าง...ฉันมีกลไกสลับซับซ้อน แต่ฉันให้ความแน่นอนกับเธอได้ ให้ความชัดเจนกับเธอได้และที่แน่ๆ ฉันอยู่ข้างๆเธอเสมอนั่นแหละ ยังไงก็ตามฉันก็มีอายุการใช้งานอยู่ดี แม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่อาจหมุนเวลา
ให้ตัวเองกลับไปเพื่ออยู่กับเธอได้ตลอด

................................ฉันต้องการเพียงใส่ใจเวลาเธอพูดคุย.................

................เสนอตัวทำอะไรก็ได้แทนตอนที่เธอเหนื่อย

ให้ความสนใจเธอมากกว่าคนอื่น........

อยู่ข้างๆเธอเวลาเธอไม่พอใจ.......................และถามคำถามดีดีสักคำว่าเธอกำลังจะทำอะไรต่อไป

แค่อยากดูแล......มันผิดรึไง....

Wednesday, January 5, 2011

กล้องเก่าๆกับเด็กสาวร้านหนังสือ




ลิขสิทธิ์โดย ภูมินทร์ บุตรอินทร์


ช่างภาพอิสระคนหนึ่งตระเวนเก็บภาพบรรยกาศรอบๆตัวเมืองลำปางนครที่ซ่อนเร้นซึ่งเสน่หา เย็นวันนั้นเขาได้เก็บภาพสวยงามมากมายที่ดูมีชีวิตชีวา รวมถึงภาพต่างๆที่ตลาดเก่า....กาดกองต้า ภาพเด็กเล่นชิงช้าสวรรค์ ภาพคนจุดพลุ ภาพร้านของกินมากมาย ภาพคู่รัก คนอกหักไม่สมหวัง ฯลฯ...
ในวันนั้นเอง เขาได้ถ่ายภาพร้านหนังสือเก่าบริเวณตลาด ภาพนี้มีเด็กสาวตัวเล็กๆกำลังนั่งเขียนโปสการ์ดส่งหาเพื่อนที่ต่างเมือง ภาพดังกล่าวแสดงอารมณ์บางอย่างที่ชัดเจนของเด็กสาวผ่านแววตาสะท้อนเลนส์ของกล้อง ดูราวกับภาพเศร้าๆผ่านอารมณ์ของศิลปิน post-impressionism อย่าง Matisse หรือ ศิลปินร่วมสมัยคนอื่นๆ
..........................หลังจากนั้นไม่นานนัก ช่างภาพคนนี้ได้ไปเจอกับเด็กสาวอีกครั้งโดยบังเอิญ ณ ร้านนั่งเล่นกลางตัวเมืองเก่า...............เด็กสาวนั่งอ่านจดหมายอะไรบางอย่าง รอบๆตัวมีกลิ่นหอมของเธอระคนปนกลิ่นของใบชาที่ผ่านการต้มนำ้ร้อน...................

................เขาเขินอายเล็กน้อยแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ที่จะเดินไปหาเด็กสาวพร้อมยื่นภาพถ่ายวันนั้นให้กับหล่อนและกล่าวคำขอบคุณ...เขากล่าวต่อไปว่า “ถ้าในวันนั้นไม่ได้เธอประกอบภาพ ภาพนี้คงไม่ได้อารมณ์ขนาดนี้”

เด็กสาวประหลาดใจยิ่งนัก........เธอจ้องมองภาพดังกล่าวสักครู่ใหญ่และตอบอย่างผิดหวังไปว่า “ทำไมภาพจึงดูหม่นหมอง สีสันก็ดูเก่า บรรยากาศก็ดูเศร้า...ว้าเหว่..หนาวเหน็บ ท้อแท้”

เด็กสาวพูดต่อ...”ฉันคิดว่ากล้องของคุณน่าจะมีปัญหา...ไม่ปัญหาเกี่ยวกับเลนส์ก็เทคนิคการถ่ายที่ทำให้ภาพดูหม่นๆและไม่น่าสนใจ...”

ช่างภาพอิสระอมยิ้มและตอบกลับไปว่า “ช่ายยครับ..กล้องของผมอาจเปลี่ยนเลนส์ ตั้งค่าวัดแสง หรือหามุมกล้องในการถ่ายครั้งใหม่ได้......แต่อารมณ์ ณ ช่วงเวลานั้นมันเปลี่ยนไม่ได้ หาใหม่ก็ไม่ได้......แววตาของคุณมันซ่อนความเศร้า มันสร้างบรรยากาศบางอย่าง เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง แม้ว่าตอนนี้คุณจะดูเข็มแข็ง เสียงคุณหนักแน่นก็ตาม”..................ในใจของเขาคิดเบาๆว่า “ภาพไม่ได้หม่นหมอง แต่ตัวเธอต่างหากละ”

..................กล้องเก่าอาจเปลี่ยนเลนส์ใหม่ได้ เธอก็เช่นกัน ทำไมไม่เปลี่ยนวิธีมองโลกรอบๆตัวเธอเสียที


เธอเองก็คิดในใจเช่นกัน..................”ความรักไม่อาจปรับเปลี่ยนมุมมองได้ง่ายๆเหมือนกล้องซะหน่อย”

Saturday, September 11, 2010

“จิตวิญญาณแห่งรุ่นพี่รุ่นน้อง”(มธก) เป็นศิลปวัตถุอันหนึ่งที่ต้องรู้จักสร้างด้วยนำ้ใจไมตรีระหว่างกัน

ณ ขณะเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ผมหายเหนื่อยล้าไปโดยสิ้นเชิง ภายหลังจากเห็นภาพบางอย่างที่ไม่ประติดประต่อ แต่น่าจดจำยิ่งนัก วันก่อนหน้านี้ นศ นิติศาสตร์ ศูนย์ลำปางรุ่นแรกไปส่งน้องๆขึ้นรถไฟเพื่อไปงานรับเพื่อนใหม่ที่ กทมฯ นศ รุ่น ๑ ดีใจมากเมื่อตนเองได้มีน้องๆ คณะนิติฯเป็นของตัวเองซักที ก่อนหน้านั้นทุกคนทำงานกันอย่างแข็งขันในช่วงก่อนหน้านั้นเพื่อต้อนรับน้องใหม่ บางคนมากระซิบกับผมว่า “อ อย่าซักถามกับรุ่นน้องโหดมากนะครับ(คะ) ก่อนหน้านี้ อ ทำน้องร้องไห้ไปหลายคนแล้ว” (ผมตกเป็นจำเลยในคดีทารุณเด็ก )
วัฒนธรรมของ มธ เป็นเช่นนี้มานานแล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวทุกคณะ เราไม่มีการแบ่งแยก แบ่งชั้น รำ่รวยล้นฟ้า ยากดีมีจน แม้มาจากคนละที่ละทาง ร้อยพ่อพันธ์ุแม่ แต่นำ้ใจไมตรีเป็นตัวหล่อหลอมวัฒนธรรมชาวธรรมศาสตร์ ชาว มธ รู้จักคำว่า “เสรีภาพ เสมอภาคและนำ้ใจไมตรีของรุ่นพี่รุ่นน้อง” พอๆกับความรู้ที่ค่อยๆพอกพูนเพิ่มเพื่อพัฒนาผืนแผ่นดิน
วันก่อนได้คุยกับ ลูกศิษย์ นศ ศูนย์รังสิตยิ่งชื่นใจเมื่อหลายๆคนยินดีช่วยเหลือแนะนำน้องที่มีปัญหาด้านการเรียน บางครั้งนำเรื่องการเรียนไปเล่าให้เพื่อนเก่าที่เป็นทั้ง นักธุรกิจ ที่ปรึกษากฎหมายทั้งภาครัฐและเอกชน ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ฯลฯ ทุกคนต่างยินดีและพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้หรือแนวทางการดำเนินชีวิตให้ “รุ่นน้อง”
อย่าว่าแต่ นศ ใหม่เลยครับ แม้แต่ตัวผมเอง เวลาไปเจอท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคยสอนเรามา ทุกวันนี้หลายท่านก็เรียกผมเป็น “น้อง” เช่น อ แหวว, อ สุดา ฯลฯ
นอกจากตัวผมแล้ว แม้แต่อาจารย์ท่านอื่นๆ เมื่อได้ทราบว่ามีการทำกิจกรรมเพื่อรุ่นน้อง ต่างก็ดีใจมากมาย เช่น อ ฐาฯ มาเล่าให้ผมฟังด้วยความยินดีหลายรอบมากๆ(ซึ่งทั้งผมและ อ ฐาเป็นพวกขี้ลืมทั้งคู่ บางทีเล่าแล้วเล่าอีกด้วยความดีใจ) หรือ อาจารย์รุ่นน้องผมบางท่านมีความตั้งใจ ใส่ใจ ภูมิใจยิ่งนักในการอบรม นศ ให้เป็นคนดี คนเก่ง
บางครั้งผมแอบยิ้ม เวลาเห็น นศ หลายๆคนบุกไปให้กำลังใจท่าน(อดีต)คณบดี หรือ ท่านอาจารย์สมคิด รวมไปถึงการขออะไรตามมาอีกมากมายที่ทางลำปางไม่พร้อม อ สมคิดเองก็สละเวลามาตอบทุกคำถาม ๕๕๕ ผมชอบครับ
แต่อย่างหนึ่งที่ผมเริ่มเป็นกังวลบ้างก็คือ การแบ่งเขาแบ่งเรา ถ้า นศ ท่านใดแอบมาอ่านโน๊ตที่ผมเขียนนี้ ผมขอร้องว่าการจะรักษานำ้ใจไมตรีบางครั้งเราต้องใช้ความอดทน แม้บางครั้งเราอาจถูกเอาเปรียบ รังแก แบ่งแยก แบ่งพวก คิดต่าง คิดแปลก แต่ขอให้อโหสิให้แก่กันครับเพราะผมเชื่อว่า “จิตวิญญาณของรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นศิลปวัตถุที่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจ เข้าใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม แม้คนเหล่านั้นจะไม่เข้าใจ ไม่เสียสละ ไม่เห็นอกเห็นใจเหมือนเราก็ตาม” ถ้าเราแบ่งแยกกันตั้งแต่วันนี้ ก็คงไม่แปลกที่วันข้างหน้าเราจะเห็นความแบ่งแยกทวีคูณเกิดขึ้นในสังคมของเรา

Monday, July 5, 2010

อิฐก้อนแรก

หลังจากครุ่นคิดอยู่นานว่าจะเขียนอะไรให้นักศึกษาที่ทำค่ายพัฒนา ผมก็ได้ไอเดียจากการมองเห็นพวกเขาทำบ้านดิน ก่อนที่จะทำบ้านดินขึ้นเป็นหลังๆด้วยความยากลำบากนี้ สิ่งแรกที่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งก็คือการจัดทำอิฐแต่ละก้อนที่ทำมาจากดินเหนียวผสมกับแกลบและขี้วัว....
กว่าจะได้อิฐแต่ละก้อนต้องผ่านกระบวนการเดินเหยียบ นวดและผสมดินเหนียวจากความสามัคคีของกลุ่มนักศึกษาที่ทำบ้านดินให้กับชุมชนต่างๆที่พวกเขาลงไปพัฒนา หลังจากนั้นต้องนำก้อนดินเหนียวเหล่านี้ไปตากแดดจนแข็งกว่าจะได้อิฐแต่ละก้อน ผมคงต้องเทียบคนกลุ่มแรกที่ไปบุกเบิกอะไรใหม่ๆในสังคมเหมือนดั่งอิฐก้อนแรกที่ใช้ก่อสร้างกำแพง หรือ สิ่งปลูกสร้าง เพราะถ้าไม่มีอิฐก้อนแรกที่เป็นฐานคำ้จุนเหล่านี้ ก็คงไม่มีการก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ยิ่งไปกว่านั้น ผมเชื่อว่าสิ่งปลูกสร้างที่สวยงาม เช่น ปราสาท ราชวัง วัดวาอาราม.......คงจะมีแต่คนชื่นชม แต่คงไม่มีใครรู้ว่าความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจากอิฐก้อนแรกเหล่านี้เอง
กลุ่มนักศึกษาที่มาบุกเบิกอยู่ที่นี่ก็คงเทียบได้กับอิฐก้อนแรก.......ถ้าไม่มี ก็คงไม่มีการสานต่อที่ยิ่งใหญ่

Wednesday, June 2, 2010

ถอดเทปสัมมนาโครงการวิจัยเรื่องรัฐกับแนวทางการบังคับสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

ภาคผนวกงานวิจัย : ถอดเทปสัมมนาโครงการวิจัยเรื่องรัฐกับแนวทางการบังคับสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ วันจันทร์ที่ 24 พค 2553 เวลา 13.00-16.00 น
นำเสนอโดย ภูมินทร์ บุตรอินทร์ หัวหน้าโครงการ
วิจารณ์โดย ดร.จุมพล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
และ
ท่านอาจารย์นันทน อินทนนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัทติเลกี แอนด์กิ้บบิ้น จำกัด


ใครสนใจดาวโหลดได้ครับ- http://www.4shared.com/document/iivGRuvg/_online.html


ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ดร.จุมพล ภิญโญสินวัฒน์
ประเด็นแรกเลยสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ที่ผมได้มีโอกาสอ่าน ต้องบอกว่าเป็นงานวิจัยที่ ตั้งแต่แรกแล้วที่เห็นชื่อเรื่องและเห็นโครงเรื่อง จริงๆ เคยได้คุยกับอาจารย์ภูมินทร์เบื้องต้นมา รู้สึกนึกไว้เหมือนกันว่าจะต้องเป็นงานวิจัยที่ดี แล้วพอได้อ่านตัวงานจริงๆ รู้สึกดีกว่าที่คิดเยอะ ในความเห็นของผมสิ่งสำคัญมากสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ที่เป็นข้อใหญ่ที่งานวิจัยอื่นๆ ไม่ค่อยเห็นมีสองประการ
ประการที่หนึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยลงไปศึกษาในประเด็นทางด้านที่เกี่ยวกับแนวความคิด ข้อเท็จจริง ในเรื่องของประวัติศาสตร์ เรื่องของแนวคิด ในเรื่องกรอบพื้นฐานของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในส่วนของงานวิจัยของไทย เรามีน้อยมาก ส่วนใหญ่งานวิจัยทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยเราจะเข้าไปวิจัยเพื่อหาความรู้ในเชิงของการไปใช้งาน อย่างเช่น ถ้าเกิดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพันธุ์พืช ในเรื่องอะไรก็ตามแต่ ก็จะลงไปวิจัยในส่วนของประเด็นนั้นๆ ท่านก็จะไปวิจัยในส่วนของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาของไทยเราก็เอามาปรับว่ามีข้อเสนอแนะอย่างไร แต่ว่ามันจะมีงานวิจัยน้อยชิ้นมาก ที่ได้มีโอกาสลงไปดูในพื้นฐานแนวความคิดของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอันนี้เป็นเล่มหนึ่ง ตรงส่วนนี้ถือว่ามีเสน่ห์ในงาน สำคัญคือเป็นส่วนที่ยากมาก
ประการที่สองที่ผมถือว่ามีความแตกต่างตัวงานวิจัยชิ้นนี้เนื่องจากนักวิจัยมีความรู้ในเรื่องของกฎหมายฝรั่งเศสและท่านก็ลงไปรายละเอียดของกฎหมายฝรั่งเศสในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา-ซึ่งผมหาไม่เจอ ส่วนตัวผมอาจจะหาได้ในระดับหนึ่งแต่ว่าท่านดูหน้าผม ท่านคงนึกออกว่าผมอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออก งั้นผมก็หาภาษาไทย ภาษาอังกฤษกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของฝรั่งเศส ที่เขียนเป็นเรื่องที่เราพอจะเข้าใจได้มีน้อย เพราะฉะนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นพื้นฐานที่ถ้าเกิดว่าต่อไปใครที่ทำงานวิจัยในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายฝรั่งเศสบางส่วน ผมเชื่อว่าจะเป็นงานที่เป็นประโยชน์มาก อันนั้นคงเป็นข้อแตกต่างหลักสำคัญสองเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในความคิดของผมและก็สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้อันนั้นก็ชมไว้ก่อน แต่ถือว่าเป็นในส่วนที่สำคัญ
ประเด็นหนึ่งที่ท่านอาจารย์พูดถึงไว้ในงานวิจัย หน้า 27 ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์พูดถึงไว้ในเบื้องต้นท่านอาจารย์พูดถึงลักษณะของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยที่ทำอยู่ ณ วันนี้โดยที่ไม่มีการให้ความสำคัญกับการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมา และก็ไม่ได้ศึกษาถึงประโยชน์รากเง้า ความคิด ที่แตกต่างของไทยในเรื่องของ ไอพี ในเรื่องของอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนักวิจัยบอกว่าก็จะได้คล้ายกับ อาจจะเทียบได้กับนิทานอิสปในเรื่อง ลิงกับแผล ซึ่งอันนี้เป็นส่วนที่ผมชอบใจมาก รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าผมเชื่อว่าทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ เราคงทราบถึงปัญหาในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้น ในเรื่องของการบังคับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์และก็แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งนักวิจัยได้พูดถึงการเราเน้นการใช้เงินภาษีมาบังคับสิทธิ คือเราใช้กำลังตำรวจ ใช้ภาษีของรัฐทั้งหมด เพื่อบังคับสิทธิตัวนี้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ รัฐจะต้องมีแนวความคิดในการผลักภาระการบังคับสิทธิให้กับเจ้าของสิทธิ เหมือนกับเจ้าของสิทธิในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสิทธิในการเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ กู้ยืมธนาคาร ซึ่งต้องบังคับสิทธิเอง แต่ว่าของไทยเราจะอยู่บนฐานของการใช้เงินภาษีอากร การบังคับสิทธิให้เจ้าของสิทธิ อันนี้ก็จะเป็นรูปลักษณะพิเศษที่แตกต่าง ประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตพูดถึงนั่นคือ การพูดถึงเรื่องของการล่วงสิทธิ ใช้ภาษาอังกฤษคำว่า อินวินิชเม้น นักกฎหมายไทยคงคุ้นเคยกับว่าการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และจริงๆ คำว่าการล่วงสิทธิ แม้กระทั่งในส่วนตัวผมก็เคยอ่านเจอบ้างแต่ก็ไม่เคยใช้ ผมถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในกรอบเรื่องนี้จริงๆ ประเด็นนี้เคยได้มีโอกาสคุยกับนักกฎหมายทางฝรั่งเศสท่านหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ของผม ท่านก็พูดถึงประเด็นคล้ายๆ กันแบบนี้เหมือนกันแล้วก็ผมรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ว่าก่อนที่จะขออนุญาตคอมเม้นในเรื่องของการล่วงสิทธิในงานชิ้นนี้ ผมขออนุญาตพูดถึงแนวความคิดกว้างๆ ของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาบางประการให้ท่านฟังเพื่อแชข้อมูลกัน
ในประการที่หนึ่งสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจะแปลกไม่เหมือนกับสิทธิทางด้านกรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง หรือว่าในเรื่องทรัพย์ที่เราเรียนกันมามากมาย ลักษณะแปลกของเค้ามีหลายประการประการสำคัญที่เห็นง่ายๆ ที่สุดก็คือ ลักษณะของเค้าคืออันที่หนึ่งคือ ไม่มีรูปร่าง เพราะฉะนั้นชื่อเค้าก็บอกว่าเป็น Interest โดยเฉพาะรูปลักษณะ เป็นสิทธิที่ไม่รู้จะไปผูกกับอะไร เพราะมันไม่มีรูปร่าง เสร็จแล้วข้อดีของการไม่มีรูปร่างก็คือ มันก็กว้าง มันก็ขยายไปคุ้มครอง บังคับที่ไหนก็ได้ อย่างไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ บังคับพร้อมๆ กันกี่คน กี่จังหวัด ทั่วประเทศก็ได้ จริงๆ บังคับข้ามประเทศก็ยังได้ อันนั้นเป็นข้อดี แต่ว่าในลักษณะของการที่ไม่มีรูปร่างของเค้า เค้าก็มีข้อเสียกับตัวเค้าเองเพราะว่า พอมันไม่มีรูปร่าง มันก็ไม่ชัด มันก็จะเริ่ม งง ว่า ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน เราไปใช้เพลงเค้าเท่านั้นโน้ต คือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ไหม แล้วถ้าเราใช้น้อยลงไปอีก แค่นั้นถึงจะละเมิดคือมันจะไม่มีอะไรที่ชัดเจน แต่ว่าถ้าเราไปลักรถยนต์เค้าอันนี้ชัดเจน ว่ารถยนต์มันถูกขโมยไป หรือว่าเอาค้อนไปทุบรถเค้า รถเค้าบุบเราก็เห็นเลยว่ามันมีรอยบุบจากค้อน เราก็จะเห็นว่าอันนี้เป็นการละเมิด แต่ว่าในด้านของทรัพย์สินทางปัญญามันกว้างเพราะไม่มีรูปร่างอันนี้เป็นประการที่หนึ่ง
ประการที่สองก็คือลักษณะของสิทธิทรัพย์สินทางปัญญามันเป็นสิทธิผูกขาดซึ่งเป็นเรื่องตั้งแต่ประวัติศาสตร์ในเรื่องของการเกิดของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะตรงกับประเด็นที่ท่านอาจารย์ได้พูดถึงว่าเราไม่ค่อยได้มองในเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ว่าในเรื่องทางประวัติศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาเกิดมาพร้อมกับลักษณะที่เป็นสิทธิผูกขาดเพื่อจะคุ้มครองเจ้าของสิทธิและก็หวงกันคนอื่น มันถึงได้มีสิทธิที่เค้าเรียกว่าเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive rights)ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของเค้าเป็นสิทธิที่จะมีสิทธิคนเดียวและหวงกันไม่ให้คนอื่นใช้ ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ เยอรมัน ของประเทศต่างๆ ที่พัฒนาในเรื่องของทรัพย์สินย์ทางปัญญา มันเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของการพัฒนาสิทธิผูกขาดทั้งสิ้น คำพิพากษาของอเมริกาส่วนใหญ่เวลาอ้างอิงถึงสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเค้าเรียกว่าเป็นสิทธิผูกขาด(Monopoly rights) ของเราไม่ค่อยได้รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเรามาพูดแล้วเป็นเรื่องแปลก อันนี้เป็นประการที่สองซึ่งอันนี้สำคัญเพราะว่าพอเรารู้ว่ามันเป็นสิทธิผูกขาดลักษณะของการจะให้ใช้สิทธิของเขาไปในทางใดมันจะต้องมีประเด็นอื่นๆ ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ความตกลงทริปส์(TRIPs Agreement)มันเป็น Private rights ก็คือว่าสิทธิผูกขาดตรงนี้มันเป็นสิทธิในทางเอกชนซึ่งพูดได้หลายความหมายในทางเอกชนประการที่หนึ่งเป็นเรื่องของเอกชนควรจะดำเนินการระหว่างเอกชน รัฐไม่ควรจะมายุ่งมากเท่าไรแต่ก็มีข้อยกเว้น สิทธิในความเป็นเอกชนเป็นสิทธิที่มันจะต้องมีข้อขัดแย้งกันระหว่างสิทธิซึ่งเป็นเรื่องเงิน พูดง่ายๆ เจ้าของสิทธิอยากได้เงินมากซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่คนใช้งานอยากเสียเงินน้อย หรือถ้าจะให้ดีไม่ต้องเสียเลยยิ่งดี ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอีก เพราะฉะนั้น เวลาที่เค้าทะเลาะกันในเรื่องของสิทธิเอกชนตัวนี้มันจึงอยู่ในจำนวนเงินที่มันเหมาะสมแล้วก็เป็นธรรมกับคนหลายๆ ฝ่าย เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะโยงเข้ามาสู่ในเรื่องของสิทธิผูกขาดเหมือนกัน ประการสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตพูดซึ่งจริงๆ มีมากกว่านี้
ประการที่สามคือลักษณะสำคัญอันหนึ่งก็คือการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาต้องมีความสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดไว้ในอนุสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาทุกฉบับ และอยู่ในกฎหมายภายในประเทศของหลายๆ ประเทศ ของเราไม่มี แต่อย่างไรก็ตามเป็นแนวคิดพื้นฐานสากลมาก เพราะฉะนั้นความสมดุลในที่นี่ถือว่า พอรัฐ ประเทศ ให้สิทธิผูกขาดกับเจ้าของสิทธิแล้วสิทธิผูกขาดมันจะมีพลังมากเพราะฉะนั้นรัฐพยายามหาทางที่จะสร้างความสมดุลไม่ให้เค้าใช้สิทธิผูกขาดมากจนเกินไป เพราะว่ายิ่งเจ้าของสิทธิมีสิทธิผูกขาดใหญ่สาธารณะหรือว่าคนอื่นในสังคมก็จะมีสิทธิน้อยลง ยิ่งเค้าใหญ่ขึ้นคนที่เหลือในสังคมก็จะมีสิทธิน้อยลง เพราะฉะนั้นใหญ่มากเกินไปไม่ได้ ถามว่าเล็กเกินไปได้ไหม ก็บอกว่าไม่ได้อีก ถ้าสิทธิผูกขาดเค้าเล็กเกินไป หลักของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นคนที่เหลือในสังคมยิ่งมีสิทธิใหญ่ขึ้นใช่ไหม เพราะว่าสิทธิผูกขาดเล็กลง แต่ว่าคนในสังคมเค้าก็จะรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่เอาใครจะไปสร้างงานใหม่เราก็มาใช้ของเค้าดีกว่าให้เค้าทำไป เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีการสร้างความสมดุลตรงนี้ 3 ข้อนี้เป็นหลักเบื้องต้นพื้นฐาน
ย้อนกลับมาก็มาพูดถึงเรื่องของการล่วงสิทธิในประเด็นของการละเมิด การละเมิดสิทธิผมมองว่าที่อาจารย์พูดถึงในกฎหมายไทยเรา เราไปโยงอยู่บน 420 เรื่องละเมิดทั่วๆ ไป ผมเห็นด้วยกับที่ท่านอาจารย์พูดถึงว่าในเรื่องสิทธิของการละเมิดเราจะค่อนข้างมองไปที่ความเสียหายที่มันสามารถจะคำนวณมูลค่าได้ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการละเมิด คือเราจะชดเชยให้เท่าที่เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งความหมายในความจริงก็คือว่าเราจะพยายามมองสิ่งที่เป็นรูปธรรมพอเสร็จเราเอาแนวความคิดนี้(Concept)นี้มาโยนเข้ากับทรัพย์สินทางปัญญา มันก็จะแบบไม่ค่อยลงกันเท่าไรเพราะว่ามันมีความรู้สึกหนึ่ง ทีนี้ท่านอาจารย์พูดถึงว่าในฝรั่งเศส คือการละเมิดของเค้าใช้คำว่า “Infringement” ซึ่งท่านแปลเป็นไทยว่า “การล่วงสิทธิ” การล่วงสิทธิตรงนี้มันก็จะเป็นการเข้าไปก่อกวนสิทธิในระดับที่ผมมองว่า ต่ำกว่าการละเมิดปกติเล็กน้อย เนื่องจากว่าลักษณะพื้นฐานของไอพีอย่างที่ผมเรียนไป 3 ข้อนั้น มันบอกนะว่ามันไม่ใช่สิทธิที่สามารถที่จะให้มีสิทธิผูกขาดได้เต็มๆ เหมือนกับกรรมสิทธิ์ เพราะว่าถ้าเป็นกรรมสิทธิ์ สิทธิของท่าน สมมุติในขวดน้ำ ผมมีกรรมสิทธิ์ในขวดน้ำผมก็อ้างสิทธิได้ตรงนี้เท่านั้น คือสิทธิของผมจะต้องเด็ดขาดเนื่องจากว่ามันจบอยู่แค่นี้ สิทธิที่มันจะผูกกับตัวขวดน้ำตรงนี้ น้ำกินหมดโยนทิ้งไปก็จบ เพราะฉะนั้นสิทธิพวกนี้จะมีความสมบรูณ์มากกว่า ซึ่งเป็นหลักเบื้องต้นแต่ว่าในเรื่องไอพีมันกว้าง มันไม่จบ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็น level ที่ผมว่าเบากว่าในประเด็นนี้จริงๆ ก็จะคล้ายกับประเด็นที่ผมเคยหารือกับอาจารย์อีกท่านหนึ่งซึ่งจบทางฝรั่งเศส ทางภาคพื้นยุโรป อาจจะไม่ใช่ฝรั่งเศสถ้าผมจำไม่ผิด ในความรู้สึกหนึ่งความคิดของท่านก็จะออกมาในลักษณะที่มองในทางเบา แต่ว่าตัวงานวิจัยของท่านอาจารย์ภูมินทร์ผมรู้สึกว่าท่านค่อนข้างจะคือมองในกรอบเดียวกันแต่ว่าท่านค่อนข้างจะผลักตัวการล่วงสิทธิให้มีอำนาจค่อนข้างมาก ซึ่งก็ฝากไว้ จริงๆ ผมนึกถึงท่านหนึ่งมีงานวิจัยของศาสตราจารย์ทางออสเตรเลีย อันที่จริงอยู่ที่ควีน แมรี่ ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดาโฮส (Peter Drahos) ซึ่งเค้าก็จะศึกษาในเรื่องของการหลักปรัชญาพื้นฐานของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และเค้าก็เสนอว่าเค้าขอเรียกว่า “Privilege” ซึ่งไม่รู้เรียกว่าอะไรดี เรียกว่า “เอกสิทธิ” แต่ไม่ค่อยตรงนะ คือเค้าบอกว่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่สิทธิ ไม่ใช่ Right แต่เป็นPrivilege ซึ่งเป็นระดับที่เบากว่า Right พอเป็น Privilege ไม่ใช่ Privilege ธรรมดาแต่ผูกด้วย A burden of duty คือหมายความว่าเป็นเอกสิทธิที่ไม่เด็ดขาดแต่ผูกด้วยหน้าที่หลายๆ อย่าง ที่มันเกิดขึ้นในกฎหมาย ถ้าในกรอบ 2 – 3 อันนี้ จะไปในโทนอันเดียวกันว่ามันน่าจะมองในลักษณะที่กว้างลงมาหน่อย อันนั้นก็จะเป็นในเรื่องทฤษฎีที่ขออนุญาตแชกับท่านอาจารย์
ทีนี้ก็อีกประเด็นหนึ่งก่อนที่จะให้ท่านอาจารย์นันทนพูด ก็คือว่าผมชอบมากในเรื่องของรายละเอียด ขออนุญาตผ่านไปก่อน อีกส่วนหนึ่งเรื่องโทษ บทที่ 8 ซึ่งบทที่ 8 ของงานวิจัยของอาจารย์ภูมินทร์ท่านจะพูดถึงโทษอาญาตามกฎหมายของไทยซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก จะเป็นประโยชน์มากในทางวิชาการหรือถ้าเกิดว่านักศึกษาที่ จะนำไปทำวิจัยต่อ ทีนี้มีเรื่องนึง พรบ. ที่จะขาดไปนิดหนึ่งก็คือว่า ตอนหลังนี้มันมี พรบ. ภาพยนตร์ก็อาจจะฝากท่านอาจารย์ไว้อาจจะมีเรื่องนี้ด้วย คือท่านอาจารย์พูดถึงโทษอาญาหลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง โรงประกอบการอะไรพวกนี้ แต่ว่าปัจจุบันที่กลายเป็นปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าแห่งประเทศกลางเจออยู่ตอนนี้ กลายเป็น พรบ. ภาพยนตร์ เหตุผลเพราะอย่างนี้เพราะว่าอยู่ๆ ตอนช่วง นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ จุฑานนท์ซึ่งมีช่วงหนึ่งถ้าท่านจำได้จะมีช่วงที่บอกว่าปลายๆ สมัยแล้วก็มีการเตรียมผ่านกฎหมายกว่าร้อยฉบับ แล้วก็มีการประท้วงอะไรกัน ช่วงนั้นแหละตัวนี้หลุดออกมาเค้าก็ยกเลิก พรบ .ภาพยนตร์เก่า และก็ยกเลิก พรบ .ควบคุมกิจการวัสดุเทปโทรทัศน์ ทิ้งไป 2 พรบ. และก็รวบเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน ตัวองค์ประกอบความผิดเหมือนเดิม เค้าเปลี่ยนโทษ โทษเดิมเป็นโทษใบอนุญาตเท่านั้น แต่ว่าทำผิดในที่นี้ สมมุติ นาย ก ขายแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ มันก็จะกลายเป็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นความผิด พรบ.ลิขสิทธิ์ชัดเจน จบ ทีนี้เค้าบอกไม่พอกฎหมายตัวนี้บอกว่าไม่เป็นไรความผิดละเมิดลิขสิทธิ์ผิดอยู่แล้ว ยังผิดอยู่ แต่ว่าเราเพิ่มโทษให้อีกเรื่องหนึ่งคือเราบอกว่านาย ก นอกจากละเมิดลิขสิทธิ์แล้วคุณยังขายแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้ก็จะบอกว่านาย ก ผิด 2 เรื่องเลย คือ พรบ.ลิขสิทธิ์ และใบอนุญาต ในเรื่อง พรบ.ลิขสิทธิ์ โทษปรับค่อนข้างแรง เค้ากำหนดโทษขั้นต่ำสุด อยู่ 50,000 บาท ซึ่งหมายความว่าศาลลงโทษน้อยที่สุดก็ได้ 50,000 บาท ทีนี้พอเป็นเรื่องใบอนุญาตซึ่งผมเชื่อว่านักกฎหมายจะรู้ว่าความผิดใบอนุญาตพวกนี้มันเหมือนใบอนุญาตเสียภาษีบำรุงพื้นที่ อย่างเช่น เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ขอใบอนุญาตขายก๋วยเตี๋ยวประมาณนี้ ความผิดพวกนี้มันเป็นความผิดทางเทคนิคซึ่งโทษจะเบามาก ถ้าสมมุติเราขายก๋วยเตี๋ยวแล้วเราทำแบบสะเพร่ามีของที่มันเป็นพิษแล้วคนกินแล้วปวดท้องเข้าโรงพยาบาล คนขายก๋วยเตี๋ยวต้องรับผิดในเรื่องความประมาททำให้บาดเจ็บ สิ่งปลอมปนอะไรก็ว่าไปอยู่แล้วและเค้าก็ยังผิดในฐานไม่มีใบอนุญาตด้วยเพราะฉะนั้นเรื่องใบอนุญาตเป็นเรื่องทางเทคนิคซึ่งโทษก็จะปรับประมาณ 1000 บาท สิ่งที่ต่างก็คือใน พรบ. ภาพยนตร์ เค้าบอกว่าใบอนุญาตเหมือนกันแต่ปรับต่ำสุด 200000 บาท คือฆ่าคนตายยังฆ่าได้หลายคน ซึ่งผมจำไม่ผิด อยู่ระหว่าง 200000 – 1000000 บาท ซึ่งขั้นสูงไม่ต้องพูดถึงซึ่งศาลคงไม่เคยใช้ แต่ศาลติดตรงที่ขั้นต่ำสุดที่ล็อกเอาไว้ ซึ่งศาลใช้ดุลพินิจต่ำกว่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันจะเกิดปัญหาอย่างที่ว่า ถ้าเค้าไปจับแผงอย่างเช่น นาย ก ก็จะผิดในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ สำหรับขายแผ่นและผิดเรื่องใบอนุญาต ซึ่งเรื่องลิขสิทธิ์กลายเป็นว่านาย ก ไม่ค่อยกลัว เพราะมีเรื่องที่ต้องกังวลมากกว่า ก็กลายเป็นเรื่องใบอนุญาตแทน อันนั้นก็เป็นส่วนที่อยากจะฝาก
อีกประเด็นนึงที่ขอเติมนิดนึงคือท่านอาจารย์งานวิจัยจะพูดถึงกรอบความคิดวางกรอบเอาไว้วางประเภทการกระทำ วางโทษ เป็นกรอบใหญ่ทีนี้พอท่านอาจารย์พูดถึงตัวงาน มุ่งที่จะไปดูเรื่องแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาในทางปฏิบัติด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ดี พอกรอบมันครบอย่างนี้ท่านอาจารย์ไปดูในส่วนของ level ของการกระทำความผิดมันค่อนข้างจะเน้นเรื่องความผิดที่เกี่ยวกับการทำผิดที่เรียกว่า “Privacy” เป็นเรื่องของการกระทำละเมิดโดยคนที่เจตนาทำละเมิด ทำซ้ำ เป็นกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าจริงๆ ในเรื่องของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มันหลากหลายมาก คือมันยังมีเรื่องที่ไม่น่าจะผิดแล้วก็เจ้าของสิทธิเป็นฝ่ายที่บอกว่าใช้สิทธิมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือ เร็วๆ นี้ท่านเคยเห็นโฆษณากรณีของ “เบอดี้” ซึ่งไม่รู้จริงหรือไม่ กาแฟเบอดี้มีโปรโมชั่นไปร่วมสนุกแล้วจะได้ตั๋วบอลโลก ไปดูที่แอฟริกาใต้ ถ้าท่านดูในโฆษณาเค้าจะบอกว่า เพื่อไปดูบอลระดับโลก และก็มีหลายยี่ห้อที่ใช้คำนี้ ไม่ใช้คำว่าบอลโลก ถามว่าทำไมไม่ใช้คำว่าบอลโลกเพราะว่าทั้งหมดของโปรเจคก็คือไปบอลโลกนั่นแหละ มีคนเคยบอกว่าซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะว่าทางบริษัท อาเอส บอกว่า เค้ามีสิทธิคนเดียวในการประชาสัมพันธ์เรื่องบอลโลก เพราะฉะนั้นห้ามใช้คำว่าบอลโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็เป็นเรื่องแปลก คือสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นสิทธิผูกขาดวันหนึ่งมันจะขยายไปได้จนกระทั่งเจ้าของสิทธิรู้สึกว่าเค้าเป็นเจ้าของภาษาไทย คำหนึ่งซึ่งบอกว่าคนอื่นใช้ไม่ได้ และที่แปลกว่านั้นมันมีถ้าเป็นเรื่องจริงนะ มันมีบริษัทที่เป็นคนไทยรู้สึกได้ด้วยนะว่าเราใช้ภาษาไทยไม่ได้แล้ว อันนี้ก็ฝากเอาไว้
*********************************จบช่วงแรก*******************************

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ท่านอาจารย์นันทน อินทนนท์
เหมือนท่านอาจารย์จุมพล ความรู้สึกแรกที่ก่อนหน้านี้เคยอ่านบทความของอาจารย์ภูมินทร์มา 2 -3 เรื่องมาก่อนด้วยความ พยายามอ่านด้วยความตั้งใจตั้งแต่ได้รับบทความ 2 – 3 เรื่องที่เคยได้รับ อ่านแล้วก็มีคำถามค้างคาในใจอยู่หลายเรื่อง มีคำถามพร้อมกับความชื่นชมในความวิริยะอุตสาหะของอาจารย์ ผมได้อ่านวิจัยฉบับนี้ก็มีความรู้สึกทำนองเดียวกัน ว่าชื่นชมที่อาจารย์เขียนงานได้ค่อนข้างจะละเอียดลึกซึ่งและก็เป็นงานวิจัยที่คนในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญารอคอย งานชิ้นนี้เป็นอุบัติการของงานวิจัยทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเป็นงานที่ ผมคิดว่ามันมีคุณค่าถึงแม้ว่าบางส่วนหรือ อาจจะไม่น้อยกว่าครึ่งในส่วนที่ผมอาจจะยังติดใจแล้วก็มีคำถามอยู่ ผมอาจจะไม่ใช้เวลามากนักที่จะวิจารณ์ว่าปรัชญาที่อาจารย์คิดค้นมานั้น มันสอดคล้องกับสิ่งที่ผมรู้หรือที่ผมเข้าใจ ผมไม่ใช่นักวิชาการทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาคือไม่ต้องการที่จะเป็น ผมเป็นนักกฎหมายในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทางเทคนิค ผมชอบจับอะไรที่เป็นจุดเล็กๆ มากกว่าที่จะจับเป็นภาพกว้างผมไม่ใช่นักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในภาพกว้างที่ดี แต่ว่าในประเด็นปัญหาแต่ละเรื่องที่ผมอยากจะหยิบยกมาคุย ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับงานวิจัยในหลายๆ เรื่อง คำถามที่ท่านอาจารย์ ตั้งไว้ในงานวิจัยหลายเรื่อง ทั้งในส่วนกฎหมายเอกชน ในส่วนของกฎหมายอาญา ทั้งในส่วนกฎหมายมหาชน และปัญหาในทางปฏิบัติผมคิดว่าท่านอาจารย์กล้าหาญมากๆ ที่ จะบอกว่างานอย่างนี้ มีคนศึกษาไว้อย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ แล้วตัวอาจารย์เห็นอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้แหละคือสิ่งที่ แวดวงวิชาการทรัพย์สินทางปัญญา ต้องการเห็น อาจารย์พยายามเสนอสิ่งที่ท่านอาจารย์จุมพลพูดว่า คำว่า “Infringement” ที่เรานักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใช้มาตลอดมาจะ 40 -50 ปี อาจารย์บอกว่าควรจะเปลี่ยนใหม่เรียกว่า เป็นเรื่องของการล่วงสิทธิดีกว่า นั้นก็เป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำว่า การล่วงสิทธิ ยังเคยปรากฏในแวดวงวิชาการของเราอยู่บ้าง แต่ว่าก็ไม่มีการนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมอย่างในลักษณะนี้มาก่อน อาจารย์พยายามจะมองการล่วงสิทธิในด้านทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งหนึ่งที่อาจารย์เริ่มต้นก็คืออาจารย์พยายามจะบอกว่าเปรียบเทียบการละเมิดหรือว่าการล่วงสิทธิในด้านทรัพย์สินทางปัญญากับการกระทำว่าเป็นบุกรุก หรือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ผมคิดว่าคำถามที่ต้องถามตั้งแต่ตอนต้นก็คือทำไมเราถึงต้องเลือกความผิดฐานบุกรุกกับความผิดฐานลักทรัพย์มาเป็นโจทย์และก็จะบอกว่าการล่วงสิทธิทางด้านไอพีควรจะเปรียบเสมือนการบุกรุกหรือการลักทรัพย์ ผมเข้าใจว่างานของอาจารย์พยายามจะเน้นย้ำมาตลอดของงานวิจัยว่าทรัพย์สินทางปัญญาหรือการล่วงสิทธิทางด้านทรัพย์สินทางปัญญามีรากฐานมีพื้นฐานมาจากความรับผิดในทางแพ่ง แต่พออาจารย์เปรียบเทียบอาจารย์กับใช้ความรับผิดทางอาญามาเป็นฐานในการเปรียบเทียบ ซึ่งมันต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อนก็เมื่ออาจารย์บอกมาตลอดว่าความรับผิดการล่วงสิทธิทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความรับผิดในทางแพ่ง แต่ทำไมอาจารย์ถึงจะเอาความผิดฐานบุกรุกหรือฐานลักทรัพย์มาเปรียบเทียบกับการล่วงสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งผมคิดว่าอันนี้งานวิจัยยังไม่ตอบปัญหานี้
ไปถึงบทสรุปของอาจารย์ที่อาจารย์บอกว่าในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่มีการจดทะเบียน เช่น ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป อาจารย์บอกว่าการล่วงสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องนี้ควรจะเปรียบเทียบกับความผิดฐานลักทรัพย์ ถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีขอบเขตชัดเจน เช่น สิทธิบัตร การคุ้มครองพันธุ์พืช คงจะเปรียบเทียบฐานบุกรุก โดยผมยังมองงานวิจัยไม่ค่อยชัดเจนว่าทำไมเราถึงต้องเอา ขอบเขตของทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นตัวเปรียบเทียบไปชี้ว่าอันนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรืออันนี้เป็นความผิดฐานบุกรุก ผมคิดว่างานวิจัยยังไม่ค่อยได้ให้ความชัดเจนตรงนี้เท่าไร แต่ผมเข้าใจว่างานวิจัยบอกว่า งานวิจัยออกมาในลักษณะทำนองที่ว่าในกรณีที่เป็นความผิดฐานบุกรุกนั้นมันไม่ต้องดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ซึ่งอาจารย์เขียนไว้อย่างนั้น ในหน้า 42 อาจารย์เขียนว่า เพียงแค่บุกรุกก้าวย่างเข้าไปในดินแดนที่มีเจ้าของก็เป็นความผิดแล้ว โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจะต้องเสียหายเท่าไร ผมไม่แน่ใจว่าส่วนนี้เป็นพื้นฐานของกฎหมายฝรั่งเศสหรือกฎหมายไทย แต่ถ้าเป็นกฎหมายไทยผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นความผิดในฐานลักทรัพย์หรือความผิดฐานบุกรุกก็ตาม มันก็ต้องเกิดความเสียหายแก่ตัวเจ้าของแต่จะเสียหายเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือผมเชื่อว่ามันไม่น่าจะมองตรงที่ว่าเสียหายหรือไม่เสียหาย ส่วนตรงนี้ท่านอาจารย์พยายามที่จะเชื่อมต่อไปถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญที่เป็นปัญหาทางวิชาการเรื่องใหญ่ อาจารย์พยายามยกตัวอย่างนักวิชาการในอดีต ท่านอาจารย์แก้วสรร หรือ อาจารย์ ปรีดี เกษมทรัพย์ ซึ่ง ตั้งคำถามไว้ เป็นโจทย์ซึ่งสังคม เป็นโจทย์ที่สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย แล้วไม่มีใครยกประเด็นปัญญาเหล่านี้มาพูดถึงมากนัก ก็คือการละเมิดสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาหรือการล่วงสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญานั้น เป็นความรับผิดเด็ดขาดหรือไม่ ในงานวิจัยของอาจารย์ อาจารย์ไม่ได้ตอบว่าทรัพย์สินทางปัญญาควรหรือไม่ควรที่จะเป็นความรับผิดเด็ดขาด แต่อาจารย์ตอบบอกว่าความผิดฐานลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นความรับผิดเด็ดขาด และก็บอกว่าแต่ว่าความรับผิดเด็ดขาดนั้นควรใช้กับสิทธิบัตร ควรใช้กับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ควรใช้กับความลับทางการค้า จริงๆ ผมเข้าใจว่า บทสรุปของอาจารย์น่าจะอยู่ในหน้า 59 ถ้าผมจำไม่ผิด คิดว่าเป็นข้อสรุปของอาจารย์ผมคิดอย่างนี้เข้าใจว่าสาเหตุที่งานวิจัยนี้ บอกไว้ว่าความผิดหรือว่าการล่วงสิทธิในกรณีของลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นความรับผิดเด็ดขาดเนื่องจากมันเป็นความผิดที่พิสูจน์ได้ยาก เนื่องจากลิขสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่แน่นอน ส่วนอาจารย์ให้เหตุผลของหลักความรับผิดเด็ดขาดในแง่ของสิทธิบัตร การคุ้มครองพันธุ์พืช และความลับทางการค้า เพราะว่าการพิสูจน์เหล่านี้มันเป็นไปได้โดยยาก อาจารย์พูดอย่างนี้ การพิสูจน์ความผิดของสิทธิบัตร การคุ้มครองพันธุ์พืช และความลับทางการค้า เป็นไปได้โดยยาก แต่บุคคลภายนอกสามารถที่จะรู้ได้โดยจากการโฆษณา ซึ่งผมคิดว่าสองอันนี้มันขัดแย้งกัน จริงๆ แล้วถามว่ามันพิสูจน์ยากหรือพิสูจน์ง่ายในกรณีของสิทธิบัตร ถ้าเราบอกว่าสิทธิบัตรเป็นเอกสารมหาชนซึ่งเป็นที่เปิดเผยใครก็ตามสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรได้ เพราะฉะนั้นความผิดทางสิทธิบัตรคนละเมิดจะต้องรู้อยู่เสมอ ในเมื่อตัวเองกำลังทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิบัตรเพราะฉะนั้นการพิสูจน์ความผิดมันจะพิสูจน์ยากหรือง่าย มันมีบางกรณียากบางกรณีง่าย กรณีอย่างสิทธิบัตร หรือสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์การพิสูจน์ความผิดมันไม่ค่อยยากในเนื้อหาของมันเท่าไหร่ ถ้าเราสามารถเอาผลิตภัณฑ์ 2 ตัวมาวางคู่กัน และแยกองค์ประกอบแต่ละผลิตภัณฑ์โดยดูตามข้อ 1 -10 แบบนี้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรในกรรมวิธี ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าโรงงานของฝ่ายตรงข้ามเค้าใช้กรรมวิธีอะไรในการผลิต เพราะฉะนั้นการพิสูจน์อย่างนี้ยาก มันนำไปสู่ปัญหาอย่างนี้ครับอาจารย์ มี 2 เรื่อง ที่ผมคิดว่างานวิจัยอาจจะดูสับสน คือเราพูดถึงมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดคือมาตรฐานของการรับผิด ซึ่งในทางวิชาการเราได้แบ่งเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่หนึ่ง Liability without fault คือ ความรับผิดที่ไม่ต้องมีความผิด หมายถึงไม่ต้องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก็มีความผิดได้ ส่วนกรณีที่สอง Liability with fault คือความผิดที่ต้องการความผิด หมายถึงความรับผิดนั้นมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ ผู้กระทำจงใจประมาทเลินเล่อ ซึ่งในทางวิชาการเราแยกเป็นสองอย่าง คือ 1 เราดูว่ามันมี “Actual knowledge” หรือไม่ หมายความว่าถ้าในกรณีของ Liability with fault จะต้องมีความรู้ตัวของผู้กระทำเสมอที่จะมีความรับผิดเกิดขึ้น อีกอันเรียกว่า “Constructive knowledge” หมายถึง ไม่จำเป็นจะต้องรู้แต่ว่าถ้ามีเหตุอันควรจะรู้ก็ถือว่ามีความผิดแล้วเพราะฉะนั้นจะเกิดความผิดในทางละเมิดได้
แต่อีกแบบหนึ่งเลย คือเรื่องการกำหนดภาระการพิสูจน์หรือมาตรฐานในการพิสูจน์ มาตรฐานในการพิสูจน์ความผิดมีหลายระดับมาก เช่น ในความผิดทางอาญา เรารู้แน่นอนว่าจะเอาจำเลยมารับโทษได้เราต้องพิสูจน์ความผิดจนขณะที่ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ กับบางอย่างอาจจะพิสูจน์ในทางแพ่ง เราเรียกว่า “การชั่งน้ำหนักพยาน” ก็คือพยานโจทย์หรือพยานจำเลยอะไรมีน้ำหนักกว่ากัน ถ้าฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนัก 51 อีกฝ่ายมีน้ำหนัก 49 ฝ่ายที่มีน้ำหนัก 51 ชนะ ฝ่ายที่มีน้ำหนัก 49 ก็แพ้ ถ้าพิสูจน์ได้ 50 – 50 ดูว่าภาระการพิสูจน์มันตกโจทก์หรือตกจำเลย ถ้าตกโจทก์ถ้า 50 -50 โจทก์ก็แพ้ แต่ถ้าตกจำเลยถ้า 50 – 50 จำเลยก็แพ้ อันนั้นเป็นเรื่องมาตรฐานการพิสูจน์สองเรื่องที่อยู่ในกฎหมายไทย แต่มาตรฐานการพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีในกฎหมายไทยคือ เราเรียกว่า “Clear and convincing evidence” ก็คือจะต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ถ้าเราบอกว่า “Beyond reasonable doubt” คือ 100 % “การชั่งน้ำหนักพยาน” คือ 51 % แล้ว เรียกว่า “Clear and convincing evidence” จะอยู่ที่เท่าไร อาจารย์บางท่านบอกว่ามันน่าจะอยู่ประมาณ 80 -90 % อันนี้เป็นเรื่องของมาตรฐานในการพิสูจน์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ซึ่งเราไม่ควรจะเอามาปนกับมาตรฐานความรับผิดเรื่อง “Standard of liability” เมื่อทั้งสองเรื่องถูกเอามาใช้ปนกันว่าพิสูจน์ยากหรือพิสูจน์ง่าย เพราะฉะนั้นมาดูเรื่อง Strict liability ผมคิดว่าเมื่อเราเอาทฤษฎีสองเรื่องนี้มาปะปนกัน ทำให้งานวิจัยบางส่วนมันตอบปัญหานี้ไม่ค่อยได้ชัดแต่ถามว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ถ้าเราดูใน พรบ.สิทธิบัตรเอง ผมเข้าใจว่าท่านอาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องการกลับภาระการพิสูจน์ในมาตรา 77 ตรี ในเรื่องของ การละเมิดสิทธิบัตร แต่ในขณะที่เรื่อง“Standard of liability” คือไม่เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์เลย ผมคิดว่าถ้าเราเอาทั้งสองเรื่องมาปนกันมันค่อนข้างจะสับสน
งานวิจัยของอาจารย์ในหน้า 92 อาจารย์พูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ก่อนที่ผมจะข้ามไปตรงนั้นโดยสรุปผมยังมองไม่ค่อยเห็นด้วยกับข้อสรุปของอาจารย์ในหน้า 55 ที่ว่าลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็น Strict liability ผมอาจจะได้รับการศึกษามาจากประเทศที่ใช้คอมมอนลอร์เป็นหลัก ผมเข้าใจว่า ประเทศที่ใช้คอมมอนลอร์ยังไงความรับผิดในทางลิขสิทธิ์ จริงๆ ลิขสิทธิ์ชัดแจ้งที่สุดว่าต้องเป็น Strict liability แต่พอมาทางฝรั่งเศสผมไม่ค่อยเข้าใจ อาจารย์บอกว่าฝรั่งเศสมีการแยกองค์ประกอบความผิด ตามที่อาจารย์ บอกว่าในฝรั่งเศสจะแยกองค์ประกอบเป็นเรื่องของการกระทำ เป็นเรื่องของเจตนา และเรื่องของกฎหมาย ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าการล่วงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ นั้นหมายว่าเรากำลังดูองค์ประกอบข้อที่สอง คือองค์ประกอบด้านเจตนา ว่าต้องมีเจตนา ต้องมีความจงใจหรือต้องประมาทเลินเล่อหรือไม่ อาจารย์กลับไปแยกว่า 1. เป็นการทำให้เกิดซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาที่มันไปละเมิดการแพร่หลาย หรือว่าการทำให้มันขยายไปสู่มุมกว้าง ถ้าถามกลับไปที่กฎหมายฝรั่งเศสว่าการแยกองค์ประกอบนั้น ในกฎหมายฝรั่งเศสที่ท่านอาจารย์กำลังอธิบาย หนึ่งการกระทำต้องครบองค์ประกอบความผิด เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ หนึ่งต้องมีการทำซ้ำ สองลิขสิทธิ์นั้นยังอยู่ในระยะเวลาของการคุ้มครอง ทางด้านเจตนา ปัญหาคือต้องดูทางด้านเจตนาว่า Strict liability มันดูว่าเจตนาหรือไม่เจตนา คือถ้าเป็น Strict liability ต้องตอบว่าแม้ไม่จงใจหรือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อก็ถือว่าเป็นความผิด สรุปตอนนี้ผมยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับอาจารย์ในเรื่องของการสรุปว่าลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็น Strict liability ขณะที่อาจารย์บอกว่ากฎหมายความลับทางการค้าควรที่จะเป็น Strict liability ซึ่งเป็นคำถามสำหรับผมมาก กฎหมายความลับทางการค้าในระบบกฎหมายคอมมอลลอร์ ไม่มีกฎหมายคอมมอลลอร์ประเทศไหนที่ ถือว่าการเอาไปซึ่งความลับทางการค้าเป็น Strict liability เพราะ คำว่า “เอาไปซึ่ง” ข้อมูลอันเป็นความลับนั้น การเอาไปมันจะต้องมีเจตนาในการเอาไป เรียกว่าต้องจงใจ ต้องมีเจตนาเสมอ แต่พอของอาจารย์กลับกัน อาจารย์เสนอว่ากฎหมายความลับทางการค้าควรที่จะเป็น Strict liability ซึ่งผมมองว่าค่อนข้างแปลกในความเห็นของผม ในกฎหมายสหรัฐอเมริกา ผมต่อไปนิดนึง เราพูดไม่ได้เต็มปากว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็น Strict liability ทุกกรณี เพราะว่าเค้าแยกระหว่าง การละเมิดทางตรงกับการละเมิดทางอ้อม การละเมิดทางตรงเป็น Strict liability ในขณะที่การละเมิดทางอ้อมคือมาตรฐานพิเศษของเราไม่ใช่ Strict liability แต่เป็นสิ่งที่เค้าเรียกว่า Actual damage อย่างที่ผมบอก เพราะฉะนั้นตรงนี้มีความเห็นที่ค่อนข้างจะแตกต่างกับงานวิจัยของอาจารย์ค่อนข้างมาก จริงๆ สิทธิบัตรโดยความคิดแบบทางคอมมอนลอร์ถือว่าเป็น Strict liability แต่ว่าในสหรัฐอเมริกาเค้าถือว่า ระบบกฎหมายในอเมริกาเรียกว่า Modify liability เพราะว่าผู้กระทำจะมีความรับผิดในทางแพ่งต่อเมื่อได้รับการทวงถาม(notice)ก่อนล่วงหน้าว่าการกระทำของคุณเป็นการละเมิดสิทธิบัตร ถ้าผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ทวงถามก่อนมันเป็น Strict liability ก็จริงแต่ว่าจะไม่ได้ค่าเสียหายในทางแพ่ง ซึ่งในระบบกฎหมายในอเมริกาเรียกว่า Modify liability
ส่วนอันอื่นๆ อย่างเช่น เครื่องหมายการค้า ผมคิดว่ากฎหมายคอมมอลลอร์ค่อนข้างคล้ายกับกฎหมายเครื่องหมายการค้าไทย ที่มันจดทะเบียน ถ้าเป็นการละเมิดทางตรงตามมาตรา 108 – 109 เป็น strict liability แต่ถ้าเป็นมาตรา 110 กฎหมายไทยก็เขียนไว้ในทำนองเดียวกันว่ารู้หรือควรจะรู้ว่าของที่ถูกเสนอขายนั้นเป็นของที่ทำขึ้นโดยที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็น without fault liability นั่นเป็นความเห็นของผมในส่วนเรื่องของ strict liability
อาจารย์เสนอหลายๆ เรื่อง ผมคิดว่าหลังจากนี้คงเป็นประเด็นย่อยๆ เช่น ความผิดลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นลิขสิทธิ์ที่ยอมความได้ อยากให้มีความชัดเจนมากกว่านั้นไม่ควรจะยอมความได้อาจารย์หมายความถึงทุกกรณีหรือว่าหมายถึงรวมถึงแค่เฉพาะกรณีของการละเมิดขนาดใหญ่
ในหน้า 187 อาจารย์พยายามจะแบ่งเรื่องประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลำดับสุงสุด ลำดับขั้นกลาง ลำดับขั้นต่ำ อาจเป็นได้ถ้าเรามองในแง่ของอาจารย์ว่า ถ้าเราถามว่าทรัพย์สินทางปัญญาอะไรบ้างที่มีประโยชน์ต่อสังคมมากๆ เราตอบได้ว่า สิทธิบัตรน่าจะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประโยชน์ต่อสังคมมาก เพราะมันสร้างนวัตกรรมใหม่ ลิขสิทธิ์อาจารย์บอกว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลำดับขั้นสูงซึ่งผมคิดว่าผมมีคำถาม เช่น การถ่ายรูปวัดพระแก้วโดยใช้กล้องปัญญาอ่อนมันก็อาจจะเป็นลิขสิทธิ์ได้ แต่ถามว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาลำดับขั้นสูงจริงหรือ การแต่งบทกวีห่วยๆ ขึ้นมาสักบทกวีหนึ่ง ซึ่งไม่มีคุณค่าอะไรมากมายนัก จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลำดับสูงกว่าการผลิตนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะฉะนั้นข้อนี้ก็ค่อนข้างจะมีปัญหาในแง่ของการแยกแยะกันพอสมควร ในทางวิชาการ มันอาจจะถูกต้องในระดับหนึ่งแต่มันไม่เป็นอัมตะ คืออธิบายไม่ได้ทุกคำตอบ หรือว่าอาจารย์แบ่งความลับทางการค้าว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาขั้นต่ำ จริงๆ มันอาจจะเป็นความลับทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงก็ได้ แต่อาจเกิดประโยชน์ต่อสังคมน้อยกว่าทรัพย์สินทางปัญญาขั้นอื่นๆ
สุดท้ายผมคิดว่าเป็นหัวใจของงานว่าดูเหมือนกับว่าอาจารย์พยายามนำเสนอว่า มาตรการทางอาญาไม่ควรจะเป็นมาตรการหลักในการบังคับสิทธิ แต่อาจารย์ทำวิจัยต่อมาจากท่านอาจารย์จุมพล เรื่องของ Over-criminalization การดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ส่วนใหญ่ร้อยละ 95 เป็นการดำเนินคดีทางอาญา ผมเองด้วยความเคารพต่ออาจารย์จุมพล ด้วยนะครับว่า ผมเองค่อนข้างจะมีคำถามกับวิธีการโดยใช้สถิติของศาลทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็นวิธีการในการบอกว่า คดีโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นการดำเนินคดีโดยใช้ทางด้านกฎหมายอาญา ผมคิดว่าเรากำลังเอาทุกอย่างมาเทกองลงในตะกร้า เราก็มานับว่ามีอาญาเท่าไร มีแพ่งเท่าไร แต่เราไม่ได้เลือกว่าใน 100 เปอร์เซ็นที่เราเทลงในตะกร้า มันมีคดีอาญาในลักษณะของผู้ละเมิด กับคนที่เป็นเจ้าของสิทธิเท่าไร กับการละเมิดระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการเท่าไร เช่นมันมีคดีแพ่งจำนวนมากที่สู้กันระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ ซึ่งเค้าไม่ได้ใช้มาตรการทางอาญาในการระงับสิทธิ ถ้าเราจะแบ่ง ในคดีที่เป็นคดี 100 เปอร์เซนระหว่างผู้ละเมิดกับเจ้าของสิทธิฯ มีคดีแพ่งเท่าไร คดีอาญาเท่าไร ในคดีระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ ผมยกตัวอย่าง สีโจตัน กับสี ทีโอเอ คอคอได กับ ลาค๊อต หรือว่า เนสเล่ กับดูเม็ก คุณต้องแบ่งอย่างนี้ เอาคดีระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ มาดูสิว่าเขาดำเนินคดีโดยใช้คดีแพ่งเท่าไร คดีอาญาเท่าไร ผมเชื่อว่าถ้าเป็นระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ โอกาสที่จะใช้คดีแพ่งน่าจะมากกว่าคดีอาญา แต่คำถามก็กลับไปใหม่ มาตรการในทางอาญาไม่ควรจะเป็นมาตรการหลักในการบังคับสิทธิ แล้วมาตรการในทางแพ่งเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่ใช้บังคับสิทธิได้จริงหรือไม่ อาจารย์พูดตอนท้ายเรื่องของมาตรการ Anto pillar order ก็ดี ในเรื่องของRight of information ก็ดี อาจารย์บอกว่ามาตรการเหล่านี้ เมื่อใช้แล้วอาจจะขัดกับนโยบาย ขัดต่อหลักนิติรัฐในทางอาญา อาจารย์บอกว่ามาตรการทางอาญาไม่ควรใช้มาตรการทางแพ่งต้องมีข้อจำกัด สรุปแล้วใช้มาตรการอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่เราต้องการจากงานวิจัยก็คือ ถ้ามาตรการทางอาญาควรจะจำกัด มาตรการทางแพ่งควรจะมีวิธีการในการส่งเสริมอย่างไร อันนี้คงเป็นคำถามว่ามาตรการควรจะขออย่างไร ให้ได้ง่ายให้ขอได้มีประสิทธิภาพ มีหลักประกันคุ้มครองสิทธิของผู้ทรงสิทธิอย่างเพียงพอ และมีหลักประกันของผู้ที่จะถูกใช้มาตรการแอนตอมมิวล่าอย่างเพียงพอ มาตรการเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นความลับในกรณีที่เรามีการขอไรอินฟอเมชั่นอย่างที่อาจารย์ยกตัวอย่าง การเข้าไปเอาบัญชีของธนาคาร ไปเอาใบเสร็จรับเงิน จะมีมาตรการอย่างไรในการคุ้มครองความลับทางการค้าลักษณะนั้นๆ งานวิจัยตอบปัญหาเหล่านี้น้อยเกินไป เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะบอกมาตรการทางอาญาน้อย มาตรการทางแพ่งต้องมีประสิทธิภาพ มาตรการในทางแพ่งควรจะเป็นอย่างไร มีอีกหลายเรื่องที่ผมคิดว่างานวิจัยอาจจะยังไม่ได้ไปพูดถึง
เช่น การคุ้มครองผู้ที่ถูกละเมิด ผมยกตัวอย่างนิดเดียวสั้นๆ อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาเวลาคนถูกฟ้องด้านละเมิดโดนผู้ทรงสิทธิ สิทธิบัตรก็ดี เครื่องหมายการค้าเขาทวงถาม ผู้ถูกทวงถามเขาสามารถที่จะวิ่งไปศาล สามารถบอกได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ใช้อยู่นั้นมันไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ อาจจะวิ่งไปศาลแล้วบอกว่ากรรมวิธีในการผลิตสินค้าของเขานั้นมันแตกต่างจากกรรมวิธีที่จดสิทธิบัตร และขอให้ศาลมีคำพิพากษาเปิดเผยว่าการกระทำของเค้าไม่เป็นละเมิด มาตรการเหล่านี้ยังไม่ถูกใช้ในเมืองไทยในศาลไทย ท่านผู้พิพากษาบอกว่าคนที่วิ่งไปศาลอย่างนี้ยังถือว่าไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามมาตรา 55 ปวพ. ซึ่งผมคิดว่าระบบกฎหมายลักษณะอย่างนี้มันปิดกั้นโอกาสของการดำเนินคดีทางแพ่งแทนที่เขาจะไปสู้การดำเนินคดีทางแพ่งว่าเครื่องหมายการค้ามันสมบรูณ์หรือไม่ เขารอวันที่เจ้าหน้าที่จะมาจับเค้าอย่างเดียว ซึ่งทุกฝ่ายก็อยู่ในภาวะของการหวาดผวา
******************************จบช่วงที่หนึ่ง****************************************

การแสดงความคิดเห็นต่องานวิจัยของผู้เข้าร่วมสัมมนางานวิจัย

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ นางอาวีพรรณ สุขแสงพนมรุ้ง
จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
เห็นงานวิจัยในแบบกว้างๆ ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคตข้างหน้า ขอพูดทางภาคปฏิบัติเพราะในทางวิชาการคงไม่ถนัดนัก เห็นว่าเรื่องที่อาจารย์พูดถึงการละเมิดคดีทางแพ่งกับการละเมิดทางอาญา ซึ่งเห็นว่าในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติงานเห็นว่าน่าจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนโดยเฉพาะกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกฎหมายเฉพาะ ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นกฎหมายเฉพาะหรือกฎหมายพิเศษ แต่ถ้ากฎหมายละเมิดทั่วไปเป็นกฎหมายทั่วไปซึ่งมีลักษณะต่างกัน ไม่น่าจะมาใช้ร่วมกันได้ในเชิงของการละเมิด แม้ว่าความผิดบางอย่างในกฎหมายไอพี ไปเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม แต่ลักษณะของการละเมิดน่าจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดขอบเขตการละเมิด ในเรื่องของไอพีแต่ละชนิด เช่น ลิขสิทธิ์ก็เป็นแบบหนึ่ง สิทธิบัตรก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนภายใต้ลักษณะที่จะถือว่าละเมิดนั้นคืออะไร หรือในกฎหมายเครื่องหมายการค้า การละเมิดกฎหมายการค้าค่อยข้างจะเบาไป ต้องไปอ้างอิงกฎหมายอาญา การใช้กฎหมายหมายแพ่งในเรื่องของชื่อ การทำให้เกิดความเสียหายในเรื่องของชื่อก็เลยรู้สึกว่าจะมีความแตกต่างถ้าเอามาเทียบกันเรื่องลักทรัพย์หรือเรื่องบุกรุก ในเรื่องของแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อาจารย์จัดลำดับทรัพย์สินทางปัญญาโดยคอนเซ็ปของทรัพย์สินทางปัญญาเราจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ก็อบบี้ไรและอีกอันเป็นอินดัลเชี่ยว ซึ่งจะแยกออกเป็นสองกลุ่ม โดยคอนเซ็ปของไอพีเป็นแบบเฉพาะกลุ่ม ทีนี้ก๊อบบี้ไรไม่แน่ใจว่าในทางศิลปะที่เห็นว่าให้อายุการคุ้มครองยาวนานเพราะฉะนั้นตรงนี้ลักษณะของลิขสิทธิ์ก็มีอายุการคุ้มครองค่อนข้างยาวนาน พอดีไม่ได้อ่านในรายละเอียด อ่านแต่หัวข้อ ก็เลยคิดว่าตรงนี้ที่แยกออกมา ไม่รู้ว่าอาจจะรู้สึกว่า ถ้าเราอยู่ในวงไอพีมันจะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ เท่านั้น ก็อบบี้ไรและอินดัลเชี่ยวพ็อบเพอตี้ ซึ่งอินดัลเชี่ยวเป็นเชิงโรตารี่ในด้านการผลิตการอุตสาหกรรม การใช้ประโยชน์ แต่ในทางศิลปะในปัจจุบันแม้ว่าจะนำไปใช้ในเชิงการค้ามากขึ้น แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ อันนี้อาจารย์แยกเป็นหลายชั้นก็เลยไม่แน่ใจว่าตรงนี้เป็นอย่างไรบ้าง และในส่วนเรื่องของโทษก็เห็นว่าโทษค่อนข้างจะสูงบางครั้งได้รับข้อร้องเรียนจากการใช้สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ในเชิงของการบังคับใช้กฎหมายทั้งในทางแพ่งและทางอาญา เช่น เจ้าของสิทธิพอได้สิทธิแล้วใช้สิทธิบังคับและอาจจะมีการดำเนินคดีทางอาญาก่อนและก็มีการยอมความกันทางแพ่ง มีการชดใช้ค่าเสียหายและเลิกรากันไป แต่จริงๆ แล้วในเรื่องของสิทธิแต่ละประเภทของกฎหมายก็ต้องแยกแยะกันออกไป ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในทางตรง และสิทธิในทางอ้อม สิทธิในทางตรงคือการละเมิด ทำซ้ำ สิทธิในทางอ้อม คือ การเผยแพร่ไม่น่าจะใช้โทษเดียวกันกับสิทธิทางตรงซึ่งมันเป็นบทร้ายแรง เค้าแค่เอาแผ่นไปเผยแพร่ปรากฎว่ามีโทษพอกัน ซึ่งในปัจจุบันทางศาลได้ถูกจำกัดด้วยโทษขั้นต่ำ ผลคือผู้บริโภคได้รับผลร้ายค่อนข้างมาก ในปัจจุบันเราใช้มาตรการทางนโยบายของรัฐค่อนข้างจะเข้มข้นโดยใช้เอ็มโอยูอย่างที่ว่าอินฟิเกท กฎหมายหลายๆฉบับเข้ามาแล้วก็มาใช้โดยเจ้าของสิทธิก็จะได้ประโยชน์ แต่ผู้บริโภคที่ถูกกล่าวหาก็ไม่มีช่องทาง อย่างเช่น มาตรการการนำเข้า – ส่งออก มาตรการตรงนี้มีผลต่อการนำเข้าและส่งออก เครื่องหมายการค้าอาจจะเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้แต่ก็ถูกระงับโดยศุลกากรและความเสียหายตรงนี้ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ พอตอนท้ายไปว่ากันในศาลระยะเวลาของคดีก็นาน สินค้าก็เน่าไปแล้ว ต้องมีมาตรการบางอย่าง ไปสอบถามหรือไปดีแคลอย่างไร ถ้ามาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจจะชี้ไม่ได้ชัดเจนว่าเหมือนคล้าย พอขึ้นศาลก็ต้องไปเป็นพยานในศาลก็ไม่กล้าชี้ว่าเหมือนคล้ายจริงหรือไม่ บางครั้งไม่สามารถชี้ได้ ประเทศเราใช้มาตรการค่อนข้างเข้ม อันนี้พูดถึงในทางโทษทางกรมไม่ค่อยจะยุ่งเกี่ยวแต่เราจะเห็นว่าโทษรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับศาลอีกว่า ศาลเห็นว่าจะใช้ดุลพินิจเองได้ซึ่งในปัจจุบันคดีที่เป็นลิขสิทธิ์ที่ใช้มาตรการที่ดีขึ้นหน่อย ขึ้นอยู่กับงานวิจัยว่าโทษที่เหมาะสมจะเป็นอย่างไร


ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล

ประเด็นแรกที่มีความสงสัยไม่ทราบว่าตอนต้นๆ ท่านนักวิจัยได้ตอบปัญหานี้ไปหรือยัง คำว่าทรัพย์สินทางปัญญามันกว้างมาก และมีหลายแบบมาก คนที่อ่าน ซึ่งผมไม่ได้อ่านงาน ผมคิดว่ามันเจาะไปเรื่องอะไรหรือไม่ ถ้าไม่เจาะเรื่องอะไรโดยตรง คือเอาทุกเรื่อง มันเขียนรวมกันทั้งหมดมันก็จะเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า ทรัพย์สินทางปัญญาในแต่ละประเภทที่มันเกิดขึ้นที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ รากเง้าของมัน ที่มาของมันแตกต่างกันมาก พื้นฐานความคิดก็แตกต่างกัน การที่มันเกิดขึ้นมาก็แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นโดยตัวหลักพื้นฐานปรัชญาของมันแล้ว เมื่อมันแตกต่างกัน การที่จะมาวิเคราะห์อยู่ในกลุ่มเดียวกันโดยการเปรียบเทียบกันผมเลยไม่ค่อยแน่ใจตรงนี้ ว่ามันจะตอบคำถามอันนั้นได้ทั้งหมด ซึ่งผมดูจากหัวข้อที่ลงในรายละเอียด เหล่านั้นแล้ว ไม่สามารถเห็นคำตอบอย่างนี้ได้ ในตัวงานอาจจะมีในลักษณะอย่างนั้นอยู่ นั่นเป็นปัญหาอันแรกถ้าดูจากตัวเค้าโครง ไม่สามารถตอบโจทย์แม้กระทั่งจากหัวข้อที่ตั้งเอาไว้ด้วย มันจะสามารถตอบอันนี้ได้ มันดูแล้วทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามันจะไม่มีตัวเนื้องานวิจัยมันจะไม่มีเอกภาพคือตัวเนื้อกับตัวชื่อ อาจจะไม่ไปด้วยกัน คือในตัวงานมีประเด็นแตกย่อยลงไปเยอะมาก ซึ่งผมเห็นหลายหัวข้อแล้ว เฉพาะบทเดียวมันสามารถทำวิทยานิพนธ์ได้เป็นเล่มๆ เฉพาะเป็นบทเดียวก็พอไม่ต้องทำทั้งหมด ประเด็นมันมีเยอะมากจริง ๆ ทำให้เป็นปัญหาหนึ่งที่ตัวงานวิจัยอาจจะไม่ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชื่อหัวข้อ นั่นเป็นปัญหาแรกที่ผมคิด
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมฟังแล้วยังไม่พบ ไม่ทราบว่านักวิจัยมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่อง สิทธิ ในเรื่องของสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา แต่ว่าได้ยินประโยคหนึ่งซึ่งนักวิจัยได้พูดถึงก็คือ การบังคับต้องมีความสมดุลกันระหว่างตัวผู้สร้างสรรค์หรืออะไรอย่างนี้ ผมก็เลยตั้งคำถามในใจผมเองอยู่ลึกๆ ว่า สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสิทธิที่กฎหมายตั้งมันขึ้น ถ้ากฎหมายไม่ตั้งมันขึ้นมันไม่มีเลยสิทธิอย่างนี้ ไม่มีทางมีเลยด้วยซ้ำไป เพราะโดยสภาพของตัวทรัพย์สินทางปัญญาคนที่เป็นเจ้าของไม่สามารถหวงกันมันได้โดยสภาพเพราะฉะนั้นต้องอาศัยมาพึ่งกฎหมาย มันจึงขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายเขียนแบบไหนและกฎหมายจะให้สิทธิมันแค่ไหน ถ้ากฎหมายให้สิทธิน้อยมันก็มีน้อย นั่นเป็นประเด็นหนึ่งซึ่งตามมาว่าเมื่อเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายใต้ที่กฎหมายตั้งมันขึ้น การที่รัฐจะเขียนกฎหมายเพื่อคุ้มครองมันประโยชน์ที่เอกชนแต่ละคนจะได้ซึ่งอันนี้เราเห็นชัดเจน แม้แต่ว่าในทริปก็บอกว่ามันเป็น private right เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่สังคมจะได้อันไหนมันจะมีเหนือมากกว่ากัน ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวผมเองผมว่ามันไม่เท่ากัน รัฐต้องเหนือกว่าเอกชนเพราะเป็นการทำเพื่อส่วนรวมโดยตรง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการคุ้มครองอะไรแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าตัวนักวิจัยมีพื้นฐานแนวคิดในเรื่องนี้อย่างไร จึงจะไปเสนอแนะได้ว่าในรูปแบบของกฎหมายรวมทั้งในเรื่องของการลงโทษ การบังคับจะเป็นแบบไหน อย่างไร นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมไม่ทราบในความคิดเห็นของนักวิจัย อย่างไรก็ตามมีประเด็นย่อย ๆ ที่ผมเห็นแล้วผมก็สงสัย เผอิญท่านอาจารย์นันทน ก็ได้พูดไปถึงแล้วเหมือนกัน
ในเรื่องการจัดลำดับศักดิ์ของตัวทรัพย์สินทางปัญญาผมไม่คิดว่าเราจะสามารถมาชี้ได้ว่า สิทธิบัตรสำคัญกว่าลิขสิทธิ์ หรือความลับทางการค้าสำคัญกว่าสิทธิบัตร มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนมองสิ่งเหล่านั้น ถ้าหากว่าเราจัดลำดับแบบนั้น อย่างเช่นท่านคนนี้ทั้งชีวิตไม่เคยทำเรื่องสิทธิบัตรทำเรื่องลิขสิทธิ์อย่างเดียว แต่งเพลงอย่างเดียวเลย เพราะฉะนั้นเรื่องเพลงสำคัญมากกว่าแน่นอน และการจะไปบอกว่าสิทธิบัตรเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เป็นประโยคที่สามารถถกเถียงกันได้ คนที่เค้าแต่งเพลงเค้าก็บอกว่าถ้าในโลกนี้ไม่มีเพลง คนไม่สามารถมีสติปัญญาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ได้ เพราะมันไม่มีความบันเทิง นี่คือมุมมองที่มันแตกต่าง สามารถถกเถียงกันได้ ทีนี้ปัญหาก็คือว่าพอดูในหัวข้อนี้แล้วนักวิจัยพูดบอกว่า ต้องพิจารณาลักษณะเพื่อกำหนดโทษผมเลยคิดว่าคำนี้น่าจะเป็นคำที่สำคัญ การแบ่งแยกอันนี้ท่านอาจารย์ต้องการแบ่งเพื่อกำหนดโทษของมัน ทีนี้พอมาดูหลายเรื่องพอมาพูดถึงโทษทางอาญา มันเป็นการไปลงโทษคนที่ไปกระทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งอาจารย์คิดว่ามันน่าผิดและจะต้องลงโทษ ผมคิดว่าน่าจะไปดูเรื่องของพฤติกรรมมากกว่าไม่ใช่ไปแบ่งที่ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาแต่น่าจะแบ่งตรงที่พฤติกรรมของคนที่ไปทำในเรื่องนั้นๆ อย่างเช่น การละเมิดลิขสิทธิ์โดยเอาไปใช้ในเชิงการค้าเลย กับการละเมิดลิขสิทธิ์บรรณารักษ์ห้องสมุดทำเกินจำนวนมากไปหน่อย แบบนี้อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่นำมาใช้ในการกำหนดโทษได้ ถ้าไปใช้แบ่งประเภทอาจจะทำให้มีปัญหา
นั่นเป็นประเด็นที่ฝากไว้ ดูจากประเด็นที่เขียนผมยังต้องนับถือจริงๆ ว่าแบบนี้ซุปเปอร์แมน ทำได้ทั้งหมดอย่างนี้ เพราะมันกว้างมากจริงๆ และมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่เยอะมากจริงๆ ดูแต่ละหัวข้อแล้วถ้าได้เห็นภาพรวมอย่างนั้นลงมาผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตามจุดหนึ่งที่ผมเห็นเยอะมาก เรื่องสถิติที่นำมาอ้างอิง ผมไม่แน่ใจว่าการวิจัยทางด้านนิติศาสตร์ การที่จะตอบปัญหาว่าอะไรมันควรจะกำหนดโทษแบบไหน ทำไมถึงควรจะกำหนดโทษแบบนั้น มันไม่น่าจะใช่เรื่องของสถิติหรือตัวเลขเอามาจับ มันน่าจะเป็นเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผลของตัวงานตรงนั้น เพราะอะไร ทำไม เพราะฉะนั้น ถ้าอาจารย์อาจคิดว่ามันสมควรเพราะมันมีเหตุผลแบบนี้ ที่จะต้องกำหนดโทษแบบนี้ ไม่คำนึงถึงเรื่องตัวเลขสถิติหรอกครับ มันไม่น่าเกี่ยวกัน คือถ้ามันถูกมันก็คือถูก ฉะนั้นการที่ตัวเลขมันเยอะๆ ไม่ได้หมายความว่า แบบนั้นมันถูกแล้ว


ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะนันทน อินทนนท์ (รอบสอง)

ตอนนี้ผมทำงานให้ผู้ทรงสิทธิค่อนข้างเยอะ ผู้ทรงสิทธิอยากใช้มาตรการในทางแพ่งถ้ามันเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าปัจจุบันมาตรการทางแพ่งของเรายังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ผมพยายามที่จะแนะนำลูกความว่าให้ ใช้มาตรการทางแพ่งในการบังคับสิทธิ ยกตัวอย่างว่า วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาก็ดี การขอยึดพยานหลักฐานก่อนฟ้องก็ดี มันยังมีความไม่เข้าใจของศาลอยู่ค่อนข้างมาก ผมเข้าใจว่าหนึ่งความรู้ของผู้พิพากษามันเป็นความรู้เฉพาะตัว ความรู้ของผู้พิพากษาในฐานะที่เป็นองค์กรยังจำกัด ในกรณีเราไปยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาที่มีความรู้ก็อาจจะได้รับผลที่น่าพึงพอใจไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่ถ้าไปยื่นกับผู้พิพากษาที่ไม่มีความรู้ท่านก็จะออกมาในแบบที่ไม่ค่อยมีความรู้แล้วมันก็จะดิสคอเร็ต คนที่เป็นเจ้าของสิทธิว่าเค้าจะยื่นต่อไป การใช้มาตรการแอลกอซิล่าไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเคยขอในช่วงปีที่ผ่านมา 2 – 3 ครั้ง การไปยึดของที่โรงงาน โดยเป็นช็อคออเดอร์ของเอกชน โอกาสที่จะข้อมูลรั่วเยอะมาก ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่บังคับคดี และอันตรายมากๆ ยึดข้อมูลบางอย่างที่จำกัด มีเวลาแค่ 3 ชั่วโมง ต้องหาหลักฐาน มาตรการเหล่านี้มันคงต้องการการพัฒนาไปเรื่อยๆ

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดร.จุมพล ภิญโญสินวัฒน์ (รอบสอง)

ขอเพิ่มเติมในส่วนของประเด็นผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล เห็นด้วยกับประเด็นของท่านอาจารย์มาก ตัวงานวิจัยของอาจารย์ภูมินทร์ เริ่มต้นที่ผู้วิจัยมองกรอบแนวคิดทางประวัติศาสตร์คือในเนื้อหาจริงๆ จะเป็นแนวเปรียบเทียบระหว่างของประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสตามสมควร เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ มันจะเป็นส่วนกลางที่จะใช้ได้กับไอพีทั่วๆ ไป พอมาในส่วนของทางปฏิบัติก็จะเกิดปัญหาอย่างที่อาจารย์สมชายว่า ตัวงานมันยากมาก เนื่องจากว่าพอท่านอาจารย์ตั้งเป้าไว้ว่า เราต้องการจะดูไอพีทั่วๆ ไป จัดกรอบตรงนี้ว่าเราควรจะแยกอย่างไร ตัวความหลากหลายกับความเยอะของประเด็นมันก็จะเยอะมาก ซึ่งทางผู้วิจัยทำไว้ดีมาก ในกรอบของความจำกัดของอาจารย์หนึ่งท่าน แต่ในหลายๆ ส่วนผู้วิจัยก็จะตอบคำถาม จะสรุปแล้วก็ตอบคำถามในประเด็นย่อยๆ เหล่านั้น ซึ่งอย่างที่ ท่าน นันทน พูดในตอนต้นเหมือนกันว่า ความดีของงานมันเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหลากหลาย และมีกรอบเริ่มต้นที่ดี ในส่วนรายละเอียดในประเด็นย่อยๆ ที่มันเยอะ อาจจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย จุดที่เรียกว่าเป็นข้อด้อยนิดนึงก็คือว่า ในแต่ละหัวข้อผู้วิจัยไม่สามารถที่จะลงไปให้รายละเอียดในเชิงของการวิเคราะห์ การนำความครบถ้วนของเนื้อหามาตอบได้
อีกประเด็นที่ชอบของอาจารย์สมชายคือ จากกรอบอย่างที่ว่าถ้าเกิดซึ่งอาจารย์ก็พูดถึงเหมือนกันว่าในฝรั่งเศสเค้าจะแยกเป็นกลุ่ม กลุ่มของการกระทำความผิด ตั้งแต่คนที่ผลิต คนจำหน่าย คนที่ใช้งาน เป็นประเด็นที่อาจจะมองว่าเราจะสร้างโมเดลที่เป็นเลเวลของคนได้ไหม ของคนกระทำความผิด ว่ากลุ่มผู้ผลิตเลย กลุ่มดิสทิบิวเตอร์ กลุ่มที่สมอดิสทิบิวเตอร์ เป็นกลุ่มของยูสเซอร์ อะไรทำนองนี้แต่ว่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจจะทำให้เกิดการปรับใช้ได้กับไอพีมากกว่าหนึ่งอย่าง แต่โดยรวมงานวิจัยที่เกิดขึ้น ผมเห็นว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก

Sunday, April 25, 2010

การคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยองค์กรของรัฐ: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส

ภูมินทร์ บุตรอินทร์



บทคัดย่อ
What we are mainly concerned with here is the administrative protection between our public organizations and French public organizations related to Intellectual Property Rights legal enforcement. By way of introduction, let us try to explain the background of two states law enforcement agencies.
In the first place, let us consider the administrative agencies- Department of Intellectual Property, Department of IP and IT Litigation Office of The Attorney General, The Investigation and Suppression Bureau, Economic and Technological Crime Suppression Division and The provincial police Bureau 1-9, Department of Special Investigation. Finally, it is hard to agree with the way of state policies to prevent the problems, especially how they practice to human dignity (IPR violator)

ในบทความนี้ผู้เขียนมุ่งที่จะศึกษาความสัมพันธ์ของรัฐกับการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาผ่านองค์กรต่างๆ ทั้งนี้พิจารณาจากกฎหมายของฝ่ายปกครองที่ควบคุมการทำงานของฝ่ายปกครองโดยตรงและกฎหมายต่างๆที่เป็นแม่บทที่ให้อำนาจดำเนินการแก่สถาบันที่เกี่ยวข้องของทั้งประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส
เนื่องจากมาตรการในการป้องปราบการละเมิดสิทธิของไทยได้ใช้มาตรการของฝ่ายปกครองเป็นหลักมานานแล้ว เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ว่านักกฎหมายไทยส่วนใหญ่(เช่น ท่านอาจารย์วิชัย อารยะนันทกะ,ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ, ท่านอาจารย์จุมพล ภิญโญสินวัฒน์)ต่างเห็นว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกฎหมายเอกชน แต่วิธีปฏิบัติต่อการคุ้มครองของประเทศไทยที่ผ่านมากลับเป็นมาตรการของฝ่ายปกครองในการดำเนินงานมากกว่าดังจะเห็นได้จากสถิติคดีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998-2007 พบว่ามีค่าเฉลี่ยการฟ้องคดีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคดีอาญาเป็นร้อยละ 95 ของคดีทั้งหมด แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ตาม คดีอาญาไม่ได้ลดหย่อนลงเลยซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับคดีในฝรั่งเศส อีกทั้งมาตรการฝ่ายปกครองที่เป็นหัวใจของการป้องปรามยังต่างกันเพราะมาตรการของประเทศฝรั่งเศสคือ มาตรการของฝ่ายศุลกากร ในขณะที่การป้องปรามของประเทศไทยเป็นหน้าที่หลักของกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสถาบันตำรวจ
ผู้เขียนสามารถกล่าวได้ว่าการเกาไม่ถูกที่คันย่อมไม่อาจแก้ปัญหาใดๆได้มากนัก ปัญหาที่เกิดระหว่างสองประเทศนั้นมีที่มาและลักษณะของปัญหาที่แตกต่างกัน ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ปัญหาการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้นจากแหล่งผลิตสินค้าปลอมแปลงนอกประเทศแทบทั้งสิ้น ดังนั้นประเทศฝรั่งเศสจึงมุ่งเน้นความเข็มแข็งขององค์กรฝ่ายปกครองไปที่กรมศุลกากร ซึ่งเป็นการเกาถูกที่คันเนื่องจากเป็นองค์กรต้นทางที่ปิดกั้นไม่ให้ปัญหาการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยนั้นปัญหาดังกล่าวเปรียบเสมือนสนิมเกิดแต่เนื้อในตน เนื่องมาจากการละเมิดสิทธิฯแทบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในประเทศและบางส่วนเกิดจากการทะลักของสินค้าที่มีแหล่งผลิตอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระนั้น ประเทศไทยก็ยังเลือกพัฒนาองค์กรของรัฐในขั้นปลายเหตุเป็นหลัก กล่าวคือไปมุ่งเน้นพัฒนาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแทนที่จะมุ่งพัฒนากลุ่มองค์กรที่เป็นขั้นป้องกันในต้นเหตุให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น กรมศุลกากรและกรมตำรวจ ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและกำลังจะตามมาเรื่อยๆ ก็คือการนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องหลักนิติรัฐในทางอาญากับอำนาจหน้าที่ขององค์กรที่รับผิดชอบ
ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบเบื้องต้นใน 3 หัวข้อคือ
(1.) องค์กรต่างๆที่คุ้มครองการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
(2.)การดำเนินงานของฝ่ายปกครองในการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
(3.) ปัญหาและแนวทางแก้ไข ดังต่อไปนี้


1.สถาบันทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
จากการศึกษาวิจัย ทำให้ผู้วิจัยพบว่าสถาบันทางกฎหมายที่สามารถนำมาศึกษาเปรียบเทียบได้นั้นมีดังต่อไปนี้

ประเทศฝรั่งเศส
1. กรมศุลกากรฝรั่งเศส (La douane en commerce) ทั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 หน่วยงานย่อยๆคือ
1.1. DGDDI (La Direction Générale des Douanes et des Droits Indirects)
1.2. DNRED (La Direction Nationale du Renseignement et des Enquêtes Douanières) เป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยอื่นเพื่อนำเรื่องไปขอออกหมายค้นและคำสั่งขอสืบค้นพยานโดยฉุกเฉิน
1.3. CCD(Le Conseil de Coopération Douanière)
2. สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขันทางการค้า(DGCCRF)
3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(La police Judiciaire et Gendarmerie : Agents d’investigations au service de l’entreprise et de l’Etat) มีหน้าที่หลักในการป้องปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและประสานงานกับองค์กรตำรวจสากล(Interpol) หน้าที่หลักอีกประการก็คือดำเนินเรื่องสืบสวนสอบสวนและติดต่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ และคำสั่งสืบค้นหาพยานจากศาล
4. สมาพันธ์แห่งชาติแนวร่วมคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Le comité national anti contrefaçon-CNAC)
5. คณะกรรมการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล(La Direction des Relations Economiques Extérieures) ทำหน้าที่ประสานงานภายนอกประเทศฝรั่งเศสกับองค์กรภายในประเทศฝรั่งเศสเพื่อให้ข้อมูลการละเมิดสิทธิจากรัฐนอกประเทศอันอาจเป็นต้นทางของการขนส่งสินค้าละเมิดสิทธิ
6. หน่วยคุ้มครองการกระทำผิดในเทคโนโลยีสารสนเทศ (Le service d’enquêtes sur les fraudes aux technologies de l’information-SEFTI)

ในทางปฎิบัตินั้น ฝ่ายปกครองของประเทศฝรั่งเศสจะทำงานร่วมกันกับองค์กรระหว่างประเทศที่มีส่วนร่วมในการปราบปราม เช่น องค์การตำรวจสากลเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญร่วมกัน รวมไปถึงการร่วมมือกับองค์กรตำรวจแห่งสหภาพยุโรป (Europol)
ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรฝ่ายปกครองต่างๆเหล่านี้ยังทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนที่ร่วมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สมาพันธ์คุ้มครองผู้ผลิตสินค้า (L’union des Fabricants-UNIFAB) โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องหมายการค้าและการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ, สมาพันธ์สินค้าอุตสาหกรรมชั้นสูงของประเทศฝรั่งเศส(Le Comité Cobert) สำหรับสินค้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เช่น สินค้าในกลุ่ม LVHM อย่างเช่น Louis vuitton, Hermés,CHANNEL ฯลฯ , องค์กรคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ (L’Agence de protection des programmes-APP) องค์กรคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ทั่วไป (Les sociétés de gestion collective des droits d’auteur) และรวมไปถึงความร่วมมือกับองค์กรลักษณะเดียวกันของประเทศอื่น เช่น สมาพันธ์สินค้าอุตสาหกรรมของประเทศอิตาลี (Le Comité COLC) หรือ EURATEX

ประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยนั้นมีองค์กรที่ถือเป็นหลักในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 5 องค์กรคือ
1. กรมทรัพย์สินทางปัญญา

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2535 (ค.ศ. 1992) ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 18 และเป็นหน่วยงานระดับกรมสังกัดกระทรวงพาณิชย์ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3
ต่อมาได้ก่อตั้งกรรมาธิการร่วมในการป้องปรามการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและดำเนินการป้องปรามโดยฝ่ายปกครองมานานแล้ว ทั้งนี้ปรากฏตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ว่าด้วยเรื่องการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536 ระเบียบดังกล่าวนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้กฎหมาย 3 ฉบับคือ ก) พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ข) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ.2522 ค) พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530
ระเบียบดังกล่าวนี้ให้มีความร่วมมือระหว่าง ก) กระทรวงมหาดไทย ข)กระทรวงพาณิชย์ ค)สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้อำนาจกับ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา”เป็นศูนย์กลางวางระเบียบปฏิบัติและจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (ระเบียบข้อ 6) รวมไปถึงบทบาทในการประสานงานกับองค์กรด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเอกชนที่เกี่ยวข้อง (ระเบียบข้อ 8) ส่วนการกำหนดและตรวจสอบสินค้าที่ควบคุมฉลาก ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเป็นผู้กำหนดว่างานลิขสิทธิ์ลักษณะใดบ้างเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 30-31 เช่น สินค้าประเภทแผ่นบันทึกภาพและเสียง
2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก)

ก่อนหน้าที่จะจัดตั้ง สศก.นั้น ประเทศไทยมีเพียงหน่วยเฉพาะกิจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากคำสั่งที่ 305/2530 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2530 โดยรับผิดชอบคดีเครื่องหมายการค้าด้วย
ต่อมา สศก. นั้นเป็นส่วนราชการที่สังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง กรมตำรวจ ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2535 โดยแบ่งออกเป็น 4 กองกำกับการคือ ก) กองกำกับการอำนวยการ ข) กองกำกับการ 1 ค) กองกำกับการ 2 ง) กองกำกับการ 3 มีอำนาจหน้าที่ดูแลคดีอาญาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและป้องปรามการประกอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการประสานงานกับองค์กร หรือ หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย
เมื่อผู้เขียนนำมาพิจารณาประกอบกับระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยกำหนดหน้าที่การงานในราชการตำรวจ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2535 ประกาศวันที่ 15 เมษายน 2535 ข้อ 15.11.4 ได้กำหนดให้กองกำกับการ 1 ดูแลคดีอาญาที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าและ กองกำกับการ 2 ดูแลคดีอาญาที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ โดยร่วมประสานงานกับกองบัญชาการตำรวจภูธร 71 จังหวัดและกองบัญชาการสอบสวนกลาง(กองปราบ) อย่างไรก็ตามการป้องปรามการละเมิดสิทธิฯนั้นมีหน่วยงานที่ทำงานทับซ้อนกัน กล่าวคือในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา อันมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

3. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (กสพ)
กรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย ( Department of Special Investigation-DSI) เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัด กระทรวงยุติธรรม เพื่อป้องกัน ปราบปราม และควบคุมอาชญากรรมที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม ซึ่งพัฒนาจากการใช้ความรุนแรงเป็นอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายทาง เศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การใช้เทคโนโลยีคุณภาพสูงและช่องว่างของกฎหมายปิดบังความผิดของตน มีอิทธิพลและเครือข่ายองค์กรโยงใยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา (สคป) ภายใต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ตามประกาศ คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ.) ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2547 เรื่อง การกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิด ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ หน้าที่ ภารกิจ และการปฏิบัติราชการของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา มีดังนี้
1. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติการคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม พ.ศ. 2543 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
2. คดีความผิดกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 108 มาตรา 109 มาตรา 110 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่รับซื้อ สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
3. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 69 มาตรา 70 และมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะเป็น สถานที่ผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
4. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 85 มาตรา 86 และมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ที่มีหรือมีมูลเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็น แหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
4. สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด
ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่ดูแลคดีทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะคดีเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร (สค.ส.) ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี สำนักงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและประสานงานร่วมกับสำนักงานอัยการจังหวัดในส่วนภูมิภาค
ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุดเพิ่มเติมขึ้นจากคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 423/2539 ลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2539 เรื่องจากจัดระเบียบบริหารราชการและแบ่งส่วนราชการและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 313/2540 ทำให้อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกว้างขวางกว่าอำนาจอัยการโดยทั่วไป เพราะ
ก)เขตอำนาจของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯอยู่ภายใต้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ทำให้เขตอำนาจในการสั่งคดีขยายไปถึงจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯด้วย
ข)คดีแพ่ง- สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่รัฐตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11
ค)คดีอาญา -เขตอำนาจในการสั่งคดีขยายไปถึงจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯด้วย

5. ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

เดิมทีก่อนที่จะมีการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนั้น การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีปัญหาอย่างมากเนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญพิเศษประกอบกับเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องความลับทางการค้าที่ไม่ต้องการเปิดเผยข้อเท็จจริง แต่กระบวนพิจารณาโดยทั่วไปกลับไม่มีการคุ้มครองในเรื่องดังกล่าวอย่างเพียงพอ ดังนั้นโดยคำสั่งของอธิบดีศาลแพ่งที่ 36/2536 ประกาศเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2536 จึงประกาศออกมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นด้วยการจัดตั้งแผนกคดีชำนาญการพิเศษขึ้นเป็นการภายในศาลแพ่ง แต่ถึงอย่างไรเสียก็ต้องพบกลับปัญหาที่ตามมาเนื่องจากมีการโยกย้ายผู้พิพากษาจากแผนกคดีชำนาญการพิเศษดังกล่าวไปยังศาลชั้นที่สูงขึ้น ทำให้ขาดผู้พิพากษาที่มีความชำนาญการพิเศษอย่างแท้จริง
ต่อมากระทรวงยุติธรรมจึงได้บรรจุโครงการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ไว้ในแผนพัฒนาศาลและกระทรวงยุติธรรม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 – 2539 และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาแนวทางจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ และต่อมาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ฉบับดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 113 ตอนที่ 55 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โดยให้ศาลดังกล่าวเป็นศาลชำนาญการพิเศษในระบบศาลยุติธรรม ในเบื้องต้นให้มีการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯกลางก่อนแล้วจึงขยายออกไปสู่ส่วนภูมิภาคในโอกาสต่อไป
ในทางปฏิบัตินั้น ฝ่ายปกครองของประเทศไทยจะทำงานร่วมกันกับองค์กรเอกชนที่ร่วมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น องค์กรจัดเก็บ

2.การดำเนินการของฝ่ายปกครองในการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
การดำเนินการของฝ่ายปกครองในเรื่องที่เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็น ก) มาตรการของฝ่ายปกครองโดยทั่วไป เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น และ ข)มาตรการของฝ่ายปกครอง ณ จุดผ่านแดนโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

ก) มาตรการของฝ่ายปกครองโดยทั่วไป : กรณีศึกษาของประเทศไทย

ในช่วงของพัฒนาการของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว หน้าที่หลักของภาครัฐ (ผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา) คือการส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากพัฒนาการของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งแรงกดดันจากองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย เป็นผลให้ภาครัฐของไทย (ผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา)ถือว่าหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งของภาครัฐคือ การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้บรรจุหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามเป็นหนึ่งในสามพันธกิจหลักขององค์กรภาครัฐ และในขณะเดียวกัน แรงกดดันต่างๆ จากผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศได้พยายามเบี่ยงเบนรูปแบบการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยให้ใช้การดำเนินคดีอาญาโดยการจับ การค้น และการยึดสิ่งของต่างๆ โดยตำรวจ ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีการบังคับสิทธิตามมาตรฐานสากล ในปัจจุบัน รูปแบบการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเน้นใช้บังคับคือ การดำเนินกระบวนการทางอาญาโดย การตรวจค้น จับกุม และฟ้องคดีอาญาต่อศาล
ตามรายการผลงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปี พ.ศ. 2547 ระบุผลงานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้เป็นมาตรการในทางปฏิบัติจำนวนมาก เช่น มาตรการควบคุมการผลิตซีดี ซึ่งรวมถึงการจัดชุดปฏิบัติการออกตรวจสอบโรงงานผลิตซีดีอย่างสม่ำเสมอ มาตรการควบคุมการจำหน่าย มาตรการให้เงินรางวัลและเงินสินบน มาตรการปราบปรามโดยการจัดชุดปฏิบัติการออกตรวจสอบย่านการค้าและศูนย์การค้าเป้าหมายรวม 7 พื้นที่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดรวม 4 จังหวัดเป้าหมาย เป็นต้น นอกจากนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดตั้งสำนักงานป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อดูแลการปฏิบัติงานบังคับสิทธิโดยตรง โดยมีข้าราชการที่จะออกตรวจตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดเป้าหมายเป็นประจำทุกวัน
ผู้วิจัยขอแบ่งมาตรการฝ่ายปกครองของไทยดังนี้
1. การจัดทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง, ระหว่างองค์กรภาครัฐต่างๆ
2. การออกคู่มือปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดฯ
3. การออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีและควบคุมการผลิต


1. การจัดทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง, ระหว่างองค์กรภาครัฐต่างๆ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ผลักดันให้มีการใช้บังคับกฎหมายอาญากับการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องและมีการจัดทำความตกลง แนวทางปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญากับการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีส่วนในการจัดทำความตกลงและแนวทางต่างๆ
1.) บันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจัดทำขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 กับหน่วยราชการต่างๆ รวม 7 แห่ง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมศุลกากร และกรมสรรพากร
วัตถุประสงค์หลักของบันทึกความตกลงนี้คือ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ โดยมีขอบเขตความตกลงข้อ 3 ได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการกับกลุ่มผู้ประกอบการกิจการให้บริการโทรทัศน์ ประเภทบอกรับเป็นสมาชิกผู้ประกอบกิจการโรงแรม คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ หรืออาคารต่างๆ ทั่วประเทศ และกลุ่มโรงงาน ผู้ผลิตสินค้า หรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการละเมิดลิขสิทธิ์รายการของผู้อื่น
2.) บันทึกความตกลงว่าด้วยการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งจัดทำขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 2547 โดยองค์กรเอกชนรวม 25 องค์กร ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม คือ ภาคเอกชนเจ้าของลิขสิทธิ์ ภาคเอกชนผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ภาคเอกชนผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ และภาคเอกชนผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์
บันทึกความตกลงดังกล่าวแบ่งเป็นสองส่วนคือ ด้านการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และด้านการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ โดยในส่วนของการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์นั้น เป็นการกำหนดหน้าที่ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ของผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ของผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ส่วนด้านการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์นั้น เป็นการกำหนดขั้นตอนของการตั้งผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ไปบังคับสิทธิในทางอาญา โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นศูนย์กลางดูแลกระบวนการต่างๆ ซึ่งปรากฏตามรายละเอียดของบันทึกความตกลงดังกล่าว เช่น ข้อ 2.2.4 เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้รับมอบอำนาจจะแจ้งรายชื่อตัวแทนผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อ 2.2.5 การดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ทางอาญาดังกล่าวจะต้องประสานแจ้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อ 2.2.7 จะต้องแจ้งผลการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวแก่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประจำทุกเดือน เป็นต้น


2. การออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีและควบคุมการผลิต

มาตราฝ่ายปกครองในเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นได้รับการคุ้มครองที่เพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 โดยที่กฎหมายดังกล่าวได้แบ่งส่วนในการควบคุมดังต่อไปนี้คือ
ก. การควบคุมผู้ที่ครอบครองเครื่องจักรการผลิตคอมแพ็คดิส – ตามประกาศกระทรวงฉบับวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้ที่ครอบครองเครื่องจักรผลิตต้องแจ้งปริมาณเครื่องจักรที่สามารถใช้ในการผลิตและสถานที่เก็บเครื่องจักรดังกล่าวภายใน 7 วันนับแต่วันที่ครอบครองโดยแจ้งไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ พาณิชย์จังหวัดโดยทางไปรษณีย์ตอบรับ หรือ โทรสารก็ได้ ผู้ใดไม่แจ้งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทและปรับอีกวันละไม่เกิน 2,000 บาทจนกว่าจะแจ้ง

ข. การควบคุมผู้ผลิตหรือรับผลิตคอมแพ็คดิส ผู้ว่าจ้างผลิตคอมแพ็คดิส - บุคคลเหล่านี้ต้องแจ้งข้อมูลของแต่ละเดือนเป็นประจำทุกๆ เดือนภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการจัดทำบัญชีคุมสินค้าแสดงข้อมูลต่อไปนี้คือ ปริมาณการผลิต รับจ้างผลิตและว่าจ้างผลิต, ปริมาณการจำหน่าย ส่งมอบ, ปริมาณคงเหลือในแต่ละเดือน, รายชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อและว่าจ้างผลิต
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ซีดีได้แก่ Compact Disc, Digital Versatile Disc, Stamper
ส่วนอุปกรณ์ของเครื่องจักรได้แก่ Signal Processing System for Laser Beam Recorder, Equipment for spin coating glass master with a photo resist or non resist for laser beam recorder, Metaliser for laser beam recorder, Mould, Integrated Optical Disc Replication Line ฯลฯ ทั้งนี้อาจได้รับการยกเว้นตามประกาศกระทรวงพานิชย์ เรื่องการทำการผลิตและว่าจ้างทำการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดีที่ไม่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2548 ข้อ 1
ค. การควบคุมผู้จำหน่าย ผู้ให้เช่าคอมแพ็คดิส วัสดุเทปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง- ให้บุคคลดังกล่าวจำหน่ายคอมแพ็คดิส แถบบันทึกภาพบันทึกเสียงที่บรรจุในซอง หรือภาชนะบรรจุที่มีชื่อผู้ผลิต, ผู้ว่าจ้างผลิตและเครื่องหมายการค้าของเจ้าของและผู้จำหน่ายต้องได้จดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งนี้ในกรณีวัสดุเทปหรือโทรทัศน์ต้องมีการขออนุญาติจาก กองทะเบียน สนง ตำรวจแห่งชาติด้วย ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ง. การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สินบน(แก่ผู้ให้เบาะแส)และเงินรางวัลนำจับ(แก่เจ้าพนักงานที่เข้ายึด)- ตามประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง การกำหนดแบบรับแจ้งข้อมูลการกระทำละเมิด แบบขอรับเงินสินบน แบบขอรับเงินรางวัล วันที่ 19 พฤศจิกายน พศ 2547 ได้วางหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินรางวัลนำจับหรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานแก่เจ้าหน้าซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามกำหนดของคณะกรรมการวินิจฉัยจ่ายเงินรางวัล(ข้อ 23)เป็นผู้วางเงื่อนไขการขอรับเงินรางวัล

ตามระเบียบดังกล่าวได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากปัจจัยที่ว่าอัตราการจ่ายเงินรางวัลค่อนข้างสูง กล่าวคือ กรณีจับกุมได้ ณ โรงงานผลิตและสามารถยึดหรืออายัดเครื่องจักรที่ใช้ผลิตได้เครื่องหนึ่งจะได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท(เครื่องละ 1 ล้านบาท) (ข้อ 14.1)
การจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวจะจ่ายให้แก่ผู้ยึดหรืออายัดผลิตภัณฑ์ซีดี หรือ เทป ในอัตราชิ้นละสามบาท ส่วนผู้ที่ให้เบาะแสจะได้เงินสินบนอัตราร้อยละ 10 ของเงินรางวัล(ข้อ 15)
การวางข้อกำหนดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นไปที่เครื่องจักรผลิตอันเป็นต้นเหตุที่สำคัญในการละเมิดสิทธิซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

การแจ้งข้อมูลการทำละเมิดให้แจ้งไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ เจ้าพนักงานสอบสวน หรือ ตำรวจที่มีหน้าที่จับกุม(ในท้องที่ที่เกิดความผิด) (ข้อ 10)(สังเกตว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ศุลกากร) และการจ่ายเงินรางวัลและสินบนเมื่ออัยการสั่งฟ้องกึ่งหนึ่ง และ จ่ายส่วนที่เหลือเมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุด(ข้อ 16) การจ่ายเงินสินบนดังกล่าวต้องทำการร้องขอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินฯ ตามเงื่อนไขข้อ 19

3. การออกคู่มือปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดฯ

ต่อมาได้มีร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามข้อที่ 4 บัญญัติให้ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีใดที่กำหนดไว้แล้ว หรือ ขัดแย้งกับระเบียบดังกล่าวให้มาใช้ระเบียบการบริหารเพียงหนึ่งเดียวทำให้มาตรการป้องปราบของฝ่ายบริหารเกิดความเป็นเอกภาพมากขึ้น
อีกทั้งระเบียบดังกล่าวได้ให้นิยามคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องคุ้มครอง” ครอบคลุมไปทุกประเภทกล่าวคือ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ แบบผังภูมิวงจรรวม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และความลับทางการค้า (ทั้งนี้ไม่รวมถึงกฎหมายคุ้มครองพันธ์พืช) ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจกว้างขวางในการป้องปราม(ข้อ 5)
ระเบียบนี้ยังได้จัดวางองค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการละเมิดที่เป็นหัวใจของการทำงานทั้ง 12 สถาบันได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลังซึ่งรวมถึง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงพาณิชย์ซึ่งรวมถึง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการค้าภายในและกรมการค้านอก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณะสุข กระทรวงอุตสาหกรรมกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ(ข้อ 8)
องค์กรต่างๆ ดังกล่าวมีอำนาจบริหารจัดการตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ 34 ฉบับ (ดูข้อ 7)และมีอำนาจดำเนินการร่วมกันโดยผ่านการจัดการในสองลักษณะคือ

1) คณะกรรมการกลางในการบริหาร(คป ทป) ซึ่งกรรมการถูกแต่งตั้งมาจากองค์กรต่างๆที่กล่าวมา(ข้อ 10) มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องปราบ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อย เสนอแนะปัญหาและอุปสรรคให้รองนายกรัฐมนตรีและออกประกาศหรือระเบียบเพื่อปฏิบัติการ (ข้อ 12) ตามความเห็นส่วนตัวคิดว่าคณะกรรมการ ดังกล่าวมาจากการแต่งตั้งที่ซับซ้อนเกินไปเพราะประกอบด้วยหน่วยงานมากมายดังปรากฏในข้อ 10

2) ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานกลางเป็นศูนย์ประสานงานเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร จัดทำแผนนโยบายการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องและประเมินผลการปฏิบัติงาน อีกทั้งประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อจัดวางระเบียบปฏิบัติและคู่มือเพื่อปฏิบัติงาน ทั้งนี้ให้รายงานผลการปฏิบัติงานแก่ คป ทป และนายกรัฐมนตรีทราบทุกๆ 3 เดือน (ข้อ 16) ทั้งนี้ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดแต่งตั้งบุคลากรและงบประมาณรายจ่ายและจัดส่งผลการปฏิบัติงานแก่กรมทรัพย์สินฯ(ข้อ 9)
ทั้งนี้กรมทรัพย์สินยังมีหน้าที่ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ข่าวสารด้านการปราบปราม สร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนให้เคารพกฎหมายและเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ เช่น การวางนโยบายการป้องปราบ (ข้อ 13)
ให้สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาร่วมกับกรมทรัพย์สินฯส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกเพื่อให้ครู นักเรียนเคารพในสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาไม่ทำการละเมิด

ตามระเบียบดังกล่าวมีสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นความก้าวหน้าในการบริหารงานเรื่องดังกล่าวอย่างยิ่ง ตามข้อที่ 15 นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือกรมทรัพย์สินฯอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานโดยให้ถือเป็นการปฏิบัติงานตามปรกติ ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีอาจกำหนดค่าตอบแทนด้วย คำสั่งโยกย้ายและยืมตัวบุคลากรดังกล่าวก่อให้เกิดความคล่องตัวในการป้องปรามอย่างยิ่ง

เมื่อผู้เสียหายได้ทราบว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้นให้รีบดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมหลักฐานดังนี้
ก) กรณีเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรให้แสดงทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยแสดงต้นฉบับและหนังสือรับรอง กรณีลิขสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการสร้างสรรค์งานและการโฆษณางานครั้งแรก
ข) ตัวอย่างสินค้าจริงและสินค้าปลอมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ เอามาเปรียบเทียบ
ค) หนังสือรับรองสถานะภาพของเจ้าของสิทธิตามกฎหมาย เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคล หรือ บัตรประชาชนพร้อมคำแปลกรณีเป็นภาษาต่างชาติ
ง) กรณีมอบอำนาจให้บุคคลใดทำการแทนต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยมีการรับรองจากโนตารีหรือ กงสุลไทยในกรณีเป็นเอกสารต่างชาติ
และไปร่วมนำชี้เพื่อยึดสินค้าที่ละเมิดในการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปเป็นหลักฐานและกำหนดค่าเสียหายในภายหลัง การเข้าจับกุมและตรวจค้นในที่รโหฐานจะต้องมีคำสั่ง หรือ หมายศาลมาแสดงก่อนจึงจะทำการค้นได้ อีกทั้งการเข้าค้นต้องแจ้งสิทธิขั้นพื้นฐานแก่ผู้ถูกตรวจค้นด้วย

อย่างใดก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวของประเทศไทยกลับมิได้ให้ความสำคัญถึงหลักนิติรัฐ แต่ได้เน้นการดำเนินคดีอาญาเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นผลให้แนวทางการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีลักษณะที่แตกต่างไปประเทศฝรั่งเศส
เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดต่างๆที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านมาของไทยมิได้กระทำในลักษณะภาพรวม ในลักษณะของการวางนโยบาย หรือในลักษณะของการพัฒนาโครงสร้างของกระบวนการที่จะเอื้อต่อการป้องกันและการรักษาสิทธิของปัจเจกชน แต่กลับเป็นการที่องค์กรฝ่ายปกครองของรัฐเข้าไปจัดการและดำเนินการในรายละเอียดของทางปฏิบัติอย่างเจ้าของสิทธิเอง โดยมีการตั้งองค์กรฝ่ายปกครองให้เข้าไปติดตามจับกุมและตรวจค้นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเอง ซึ่งอาจกระทบกับความเป็นกลางในฐานะของรัฐ นอกจากกรณีทั้ง 3 ดังที่ผู้วิจัยได้กล่าวมานี้ ยังมีอีกกรณีที่สมควรนำมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของประเทศทั้งสอง นั่นคือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการกักกันของกรมศุลกากรดังต่อไปนี้

ข)มาตรการของฝ่ายปกครอง ณ จุดผ่านแดนโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งเศส

กรณีศึกษาของประเทศฝรั่งเศส

ในขณะที่ประเทศไทยใช้มาตรการฝ่ายปกครองอย่างจริงจัง ประเทศฝรั่งเศสกลับใช้มาตรการดังกล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นโดยผ่านกรมศุลกากร ทั้งนี้มาตรการหลักของกรมศุลกากรฝรั่งเศสคือการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนด้วยกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

1 ความเป็นมาของระบบศุลกากรฝรั่งเศสและการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของข้อบังคับสหภาพยุโรป

การกักสินค้า คือ มาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนสินค้าจะเข้าสู่ดินแดนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในภายหลัง ก่อนที่จะมีการบังคับคดีซึ่งเทียบได้กับมาตรการสืบค้นหาพยานและคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องอันเป็นมาตรการยับยั้งไม่ให้ความเสียหายบานปลาย ในขณะที่การตรวจค้นยึดโดย เจ้าพนักงานเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เองซึ่งไม่ต้องรอการร้องขอจากฝ่ายผู้เสียหายถ้าน่าเชื่อได้ว่าจะมีการกระทำผิดเกิดขึ้น (อำนาจตาม ประมวลกฎหมายศุลกากร) เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝรั่งเศสมีอำนาจหน้าที่หลักๆ คือ 1) การยึดริบสินค้า ณ จุดผ่านแดนที่เห็นได้โดยชัดแจ้งซึ่งเป็นอำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ 2) การตรวจค้นสินค้าน่าสงสัย ณ ด่านศุลกากรและกักกันสินค้าตามคำร้องขอของผู้เสียหายโดยตรง
ความเป็นมาในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยมาตรการกักสินค้า ณ จุดผ่านแดนตามกฎหมายฝรั่งเศสมีที่มาจากข้อบังคับสหภาพยุโรปฉบับต่างๆ เช่น ข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 3842/86 ( Règlement du Conseil n° 3842/86 du 1er décembre 1986.) และต่อมาได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 3295/94 (Un règlement du Conseil n° 3295/94 ) และต่อมาได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 (règlement du conseil n° 1383/2003 du 22 juillet 2003)

2 การเกิดขึ้นของข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 เกี่ยวกับการกักสินค้า ณ จุดผ่านแดนและความพยายามให้เกิดเอกภาพ

เนื่องจากข้อบังคับสหภาพยุโรปฉบับเดิมใช้เฉพาะเครื่องหมายการค้า และมีข้อจำกัดอื่นๆ ต่อมาจึงได้ออกข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 หลักเกณฑ์ที่ออกโดยข้อปฏิบัติแห่งสหภาพยุโรปฉบับใหม่ได้พัฒนาขอบเขตไปมากโดยการนำเสนอของนาย Bolkenstein ดังต่อไปนี้

ก) การขยายประเภทสินค้าที่สามารถคุ้มครองได้
ข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 บัญญัติถึงการขยายการคุ้มครองไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภทและขยายขอบเขตในการตรวจจับโดยที่สามารถตรวจจับได้แม้แต่นักท่องเที่ยวรายย่อยๆ ที่ทยอยขนมาที่ละน้อย ในกรณีที่ตรวจพบของปลอมในปริมาณพอควร เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจตรวจยึดโดยมองว่าเป็นการนำเข้าเพื่อการค้าได้

ข) ทำให้กระบวนการร้องขอกักกันสินค้าง่ายขึ้น
เมื่อมีเหตุต้องสงสัยว่าสินค้าที่นำเข้ามาดังกล่าวเป็นของปลอม เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถร้องขอต่อต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรโดยเขียนคำร้อง ต่อที่ที่มีเขตอำนาจ ทั้งนี้การปรับใช้หลักการละเมิดสิทธิเป็นไปตามกฎหมายของรัฐที่จับกุมได้ เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจร้องขอพร้อมๆ กันหลายประเทศได้ถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป สินค้าปลอมดังกล่าวไม่สามารถนำเข้ามาในเขตศุลกากร ,นำออกจากเขตศุลกากร ,ปล่อยสินค้าให้เป็นอิสระ ,ส่งออก ,ส่งกลับ ,เก็บไว้ที่เขตปลอดหรือคลังสินค้า
ตามข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003ได้ให้คำจำกัดความของบุคคล นิติบุคคลผู้ที่สามารถเสนอเจ้าของ หรือ ผู้รับมอบอำนาจ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าวและวิธีในการร้องขอ
ตามมาตรา 5-7 ได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการใช้สิทธิของผู้เสียหายสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมด้วยการยกเลิกหลักการวางเงินมัดจำก้อนใหญ่ในกฎหมายเก่าเพื่อเพิ่มความสะดวกแก่องค์กรขนาดเล็กในการร้องขอด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมคำร้องขอกักกันสินค้า กฎหมายใหม่บัญญัติให้แทนที่ด้วยการทำข้อตกลงของฝ่ายผู้ทรงสิทธิในขณะยื่นคำร้องขอกับศุลกากรโดยเขียนยืนยันความรับผิดชอบในกรณีเกิดความเสียหาย
ตามข้อบังคับใหม่ให้อำนาจผู้ร้องริบตัวอย่างสินค้าต้องสงสัยดังกล่าวเพื่อนำไปพิสูจน์ทางเทคนิค และตามมาตรา 11 เพิ่มประสิทธิภาพแก่การกักสินค้าด้วยการให้อำนาจในการทำลายสินค้าที่ถูกกักเพื่อลดปัญหาไม่มีที่เก็บสินค้าและให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้รับผิดชอบ
การร้องขอต่อศุลกากรเพื่อกักกันสินค้า( เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นๆ ) มีกระบวนการในการร้องขอโดยผู้เสียหายต้องร้องขอโดยการเขียนคำร้องยื่นต่อ DNRED ด้วยการเขียนจดหมายและสามารถต่ออายุได้ทุกๆปี โดยในปัจจุบันนี้สามารถร้องขอผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า MUSYC โดยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายสามารถส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน

หลังจากที่มีการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะส่งเรื่องให้อัยการ ผู้ร้องเรียนและผู้ครอบครองสินค้าหรือผู้นำเข้าสินค้าที่ถูกกักกันดังกล่าวมาพร้อมกันเพื่อตรวจสภาพและปริมาณสินค้าดังกล่าว
กรณีที่ตรวจเอกสารสิทธิและผ่านการเห็นชอบแล้ว DNRED จะส่งข้อมูลไปยังศุลกากรเพื่อตรวจสอบสินค้าต่อไป อำนาจของผู้ร้องดังกล่าวมีระยะเวลาใช้สิทธิเพียงหนึ่งปีซึ่งถ้าจะใช้ต่อต้องยื่นคำร้องแสดงความจำนง ในกรณีที่เห็นการนำเข้าสินค้าละเมิดสิทธิฯอย่างเด่นชัด เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีอำนาจกักสินค้าได้เองโดยไม่ต้องผ่านการร้องขอเบื้องต้น (เป็นดุลพินิจ) ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่จะกักสินค้าไว้สามวันรอจนกว่าผู้มีส่วนได้เสียมาดำเนินการซึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าวผู้มีส่วนได้เสียต้องรีบติดต่อกับ DNRED เพื่อแสดงความจำนง
กระบวนการที่ทำการกักสินค้าไว้ (La procédure de retenue en douane) มีหลักดังต่อไปนี้
เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง(Le travail de surveillance des douanes)
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจาก DNRED เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องเข้ามาตรวจสอบสินค้าด้วยความระมัดระวัง สินค้าดังกล่าวคือสินค้าที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ เช่น เครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ เป็นผู้แจ้งเพื่อให้ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบฐานข้อมูลรูปประพรรณทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น สินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้า หรือ สินค้าที่มีลิขสิทธิ์) ได้ที่ฐานข้อมูลกลางออนไลน์ของ DNRED

การกักสินค้าที่สันนิษฐานว่าเป็นของปลอม(La retenue de marchandises présumées contrefaisantes)

Les compétences "ex officio" -อำนาจของศุลกากรในลักษณะนี้เป็นอำนาจสั่งคดีโดยไม่ต้องรอคำร้องขอจากผู้ร้องซึ่งเป็นอำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่สามารถสั่งกักกันสินค้าได้ทันที(คล้ายกับการจับโดยไม่มีหมายจับในกฎหมายไทย)
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฯจะใช้อำนาจดุลพินิจสั่งการดังกล่าวได้ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ชัดแจ้งเพียงพอเมื่อตรวจดูสินค้าแล้ว ทังนี้จะกักกันได้เพียงแค่ 3 วัน ดังนั้นจึงต้องรีบแจ้งแก่เจ้าของสิทธิเพื่อมาตรวจสอบโดยด่วน มิฉะนั้นเมื่อเลยเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่จะปล่อยสินค้า เมื่อใกล้จะเกินกำหนด 3 วัน โจทก์ต้องรีบดำเนินการแบบทั่วไปโดยการร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ (ให้กักกันต่อภายใน 10 วัน) ถ้าตนประสงค์จะกักสินค้าดังกล่าว ถ้าไม่ร้องขอก็ให้ดำเนินการปล่อยสินค้า เมื่อมีการกักสินค้าแล้วต้องรีบแจ้งแก่อัยการ ผู้ร้องและผู้ที่สินค้าถูกกักกันทันที หลังจากตรวจพบสินค้าต้องสงสัยดังกล่าวด้วยตัวเอง และในกรณีที่ผู้ร้องยืนยันว่าให้กักสินค้าก็จะเข้าสู่กระบวนการกักกันผู้ร้องขอต้องดำเนินคดีภายใน 10 วัน

ท่านอาจารย์ Pollaud-Dulian เห็นว่าการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนมีประโยชน์สองอย่างคือ 1. เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการสืบเสาะหาพยานเพราะกรณีดังกล่าวสามารถกักสินค้าเอาไว้เป็นหลักฐาน และ 2. สามารถสืบหาแหล่งที่มาและเจ้าของสินค้าดังกล่าวได้และจุดมุ่งหมายปลายทางของสินค้านั้น
มาตรากักสินค้า ณ จุดผ่านแดนนี้เป็นมาตรการเฉพาะที่แยกออกมาจากกฎหมายทั่วไปในการสืบค้นหาพยานหลักฐานและยังเป็นบทลงโทษด้วย ดังนั้นผู้ร้องจึงควรดำเนินการโดยด่วนภายในระยะเวลา 10 วัน ในกรณีของกฎหมายลิขสิทธิ์ เมื่อเกิน 10 วันแล้วผู้ร้องไม่สามารถหาพยานหลักฐานมายืนยันย่อมทำให้ต้องยกเลิกการกักกันสินค้าดังกล่าวไป แต่ถ้าหาพยานมาชี้ชัดได้ก็ทำให้สามารถกักต่อไปได้อีก (ไม่เกิน 10 วัน) ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา L. 335-10 CPI และ L 716-8 du CPI.
หลักในการเริ่มนับระยะเวลากักกันสินค้าคือ ให้เริ่มนับจากวันที่มีการแจ้งให้กักสินค้าโดยเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาผู้ได้รับความเสียหายที่ร้องขอมา ในเวลาดังกล่าวผู้เสียหายต้องเลือกว่าจะดำเนินการสืบค้นพยานและขอคุ้มครองชั่วคราวสินค้าดังกล่าว หรือ จะดำเนินคดีแพ่งหรืออาญา
เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นแก่ผู้ร้อง เช่น ชื่อ ที่อยู่ของผู้ครอบครองสินค้า, จุดหมายปลายทางและผู้นำเข้า (โดยไม่ขัดต่อมาตรา 59 ประมวลศุลกากร )

กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศไทย

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ผู้เขียนพบว่าแนวทางในการคุ้มครองสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรของประเทศไทยนั้นแตกต่างออกไปและไม่เป็นที่นิยมดังเช่นประเทศฝรั่งเศส แนวทางของประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 1) การกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนสำหรับสินค้าต้องห้ามต้อกำกัดโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร 2) การขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องและขอไต่สวนสืบพยานฉุกเฉินโดยการร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้กักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดน ซึ่งทั้งสองมาตรการดังกล่าวแทบจะไม่มีการใช้งานเนื่องจากความนิยมของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการของฝ่ายปกครองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมุ่งอำนวยความสะดวกในการนำเข้าส่งออกเป็นอย่างมากทำให้มาตรการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนไม่เข้มงวด ทั้งนี้ได้มีการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรลง ตามมาตรา 4 พระราชบัญญัติศุลกากรได้กำหนดด่านศุลกากรแยกตามประเภทคือ ท่าเรือ 17 แห่ง, สนามบิน 14 แห่งและที่เพื่อการนำเข้าส่งออกอันเป็นสถานที่ทางบก ซึ่งรวมไปถึงด่านศุลกากรทางไปรษณีย์ด้วย ดังนั้น การระบุเขตของศุลกากรดังกล่าวมีความสำคัญต่อความรับผิดของจำเลยอย่างมากเพราะตามมาตรา 10 ทวิได้บัญญัติว่า “การจะนำของใดๆเข้ามา จะเป็นผลสำเร็จเมื่อเรือที่นำของเข้าได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของลงจากเรือ” ดังนั้นเขตศุลกากรจึงสำคัญต่อการวิเคราะห์ว่าความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่
เมื่อดูในเรื่องการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ณ จุดผ่านแดน จุดที่มีการเฝ้าระวังเป็นบริเวณพิเศษ(RED ZONE) อยู่ที่ทางภาคเหนือได้แก่ ด่านศุลกากรแม่สาย เชียงของ เชียงแสน แม่สอด ซึ่งจุดดังกล่าวได้มีการลักลอบนำสินค้าปลอมแปลงจากประเทศจีนตอนใต้ (Shenzhen) โดยผ่านมายังประเทศพม่า สินค้าดังกล่าวได้แก่พวกสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ โดยมีการเปิดร้ายค้ามากมายในเขตพม่า ซึ่งผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีด่านศุลกากรทางไปรษณีย์ที่แม่สาย ทั้งๆที่การส่งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ใช้วิธีสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตจากบริเวณดังกล่าว
ส่วนทางภาคใต้ ได้แก่ ด่านศุลกากรสะเดา, ปาดังเมซาร์ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีการลักลอบนำเข้าสินค้าปลอมแปลงเทคโนโลยีสิทธิบัตรอันเนื่องจากโรงงานผลิตสินค้าเหล่านี้อยู่ในประเทศมาเลเซียและบริเวณใกล้เคียง ยิ่งไปกว่านั้น เขตทางตอนใต้ที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรอาชญากรรมได้แก่ด่านศุลกากรปัตตานี นราธิวาส ตากใบ เขตดังกล่าวเป็นเขตอันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากมีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ขายสินค้าปลอมแปลงทั้งยาเสพติดเพื่อแลกกับอาวุธสงคราม
การคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยกรมศุลกากรไทย ณ จุดผ่านแดนนั้นประกอบไปด้วยกฎหมายดังต่อไปนี้

1. พระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2542 (The Thai Custom Act (n°16) BE 2542)
2. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2530(The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2530(14 oct 1987)
3. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์พ.ศ. 2536 (The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2536(N°94)
4. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์พ.ศ. 2536 (The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2536(N°95)
5. ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2536 (Notification of Ministry of Commerce on import goods in the Kingdom (Volume 96) B.E. 2536.)
6. ประกาศกรมศุลกากรว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลขที่ 6/2531( The Notification of Customs Department No. 6/2531)
7. ประกาศกรมศุลกากรว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์เลขที่ 28/2536(The Notification of Customs Department No. 28/2536 (Practical rules on copyright infringement)
สังเกตว่ามาตรการกักกันสินค้าโดยศุลกากรของไทยมุ่งคุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญาประเภทเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์เท่านั้น ในขณะที่กรมศุลกากรฝรั่งเศสมุ่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท และถึงแม้ว่ากรมศุลกากรของทั้งสองประเทศต่างก็มีอำนาจดุลพินิจเหมือนกันในการกักกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่กรมศุลกากรไทยนั้นแทบจะไม่ใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวเลยถ้าไม่มีการร้องขอให้กักกันโดยผู้เสียหายโดยตรง หรือ มีการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องกรณีขอกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนโดยศาล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรไทยไม่สามารถแยกแยะได้เองว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่แท้จริง หรือ สินค้าละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

3. ปัญหาและแนวทางแก้ไข

จากการศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรที่บังคับใช้กฎหมายและมาตรการของรัฐ ทำให้ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นที่องค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจ ศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการ โดยผู้เขียนขออธิบายถึงปัญหาต่างๆและแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้

1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก)

ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น โดยความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับตำรวจนั้นมีอยู่สองประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ
ประเด็นแรก ผู้เขียนพบว่าแม้ตำรวจจะมีอำนาจเต็มในการดำเนินการ แต่ก็เป็นการยากที่ระบุชี้ชัดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือสินค้าปลอมแปลง ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานจะนำเรื่องความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญามาตรา 87 มาพิจารณาย่อมเป็นเรื่องยากและเป็นความเสี่ยงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานด้วย ดังนั้นถ้าเจ้าพนักงานไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ย่อมเป็นเรื่องยาก โดยทั่วไปอำนาจหน้าที่ของตำรวจเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาหรือการสอบสวนคดีอาญานั้นครอบคลุมถึงการกระทำความผิดอาญาทุกประเภท และตำรวจมักดำเนินการไปตามนโยบายของผู้บริหารเป็นสำคัญ ในการดำเนินการกับเรื่องดังกล่าวนี้ตำรวจใช้หลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นหลัก ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินการตามหมายอาญาในคดีอาญาทั่วไป โดยมิได้มีหลักเกณฑ์อื่นเป็นพิเศษ นอกจากนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีต่างๆ เช่น การจับกุม การตรวจค้น เป็นต้น เป็นกรณีๆ ไป โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติและแจ้งให้พนักงานตำรวจปฏิบัติตามปรากฏตามบันทึกข้อความในแต่ละเรื่อง แต่ไม่มีการแบ่งแยกแนวทางปฏิบัติในกรณีของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกต่างหากแต่ประการใด ตัวอย่างแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ เช่น แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ. อาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในการจับ การควบคุม และการค้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเพิ่มเติมรายละเอียดในทางปฏิบัติเข้าไปในแต่ละเรื่อง
ในเรื่องดังกล่าวนี้ ประเทศฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ที่เด่นชัดเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัญหาของฝรั่งเศสไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาการนำเข้าสินค้าละเมิดสิทธิฯจากภายนอกประเทศ
ประเด็นสุดท้ายนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาเรื่องความผิดอาญาอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว เช่น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ มาตรา 66 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 272 สำหรับเครื่องหมายทางการค้า ด้วยเหตุที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติให้เป็นความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาในการทำหน้าที่ของตำรวจอย่างมากเพราะนอกจากตำรวจไม่สามารถเริ่มต้นคดีได้เองถ้าไม่มีผู้ใดร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว ถ้ามีผู้เสียหายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวเมื่อยอมความกัน คดีที่เจ้าหน้าที่ลงแรงมาก็จะสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)
ปัญหาที่กล่าวมานี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะการดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้เสียหายเป็นหลัก ในทางตรงกันข้าม ประเทศฝรั่งเศสนั้นมีหลักกฎหมายเรื่อง Electa una via ซึ่งไม่ยินยอมให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้เองเป็นการส่วนตัว แต่จะต้องเป็นการดำเนินคดีผ่านเจ้าพนักงานอัยการเสมอ การวางหลักดังกล่าวไว้ในกฎหมายอาญาส่งผลดีต่อกระบวนพิจารณามากกว่ากฎหมายไทยเพราะเมื่อไม่มีการดำเนินคดีแบบคู่ขนานเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดปัญหาแบบกฎหมายไทยที่เมื่อผู้เสียหายโดยส่วนตัวนำคดีไปฟ้องเอง แต่หลักฐานไม่เพียงพอจนศาลยกฟ้องไปย่อมตัดอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการอีก

2. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (กสพ)
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นไม่ผิดไปจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษเคยให้ความเห็นเอาไว้ ทั้งนี้ได้ให้เหตุผลไว้ว่า การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายหน่วยงานมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาจะก่อให้เกิดปัญหาการทำงานทับซ้อนกันโดยไม่มีหน่วยงานกลางมาเป็นผู้กำหนดขอบเขตรับผิดชอบในคดีอาญา ในส่วนที่เกี่ยวกับคดีทรัพย์สินทางปัญญานั้น ปัญหาเกิดขึ้นจาก “ประกาศคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ) ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2547” ซึ่งกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 28 (1) ของพระราชบัญญัติกรมสอบสวนคดีพิเศษครอบคลุมไปถึงคดีความผิดตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสิ่งของหรือสินค้าดังกล่าวมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อเป็นดังนี้ย่อมเป็นปัญหาในการตีความว่า “สินค้าอันมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป” จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการวัดมูลค่าของสินค้า เรื่องดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาการทับซ้อนของการทำงานระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรจะแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ให้ชัดเจนด้วย

3. กรมศุลกากร
สำหรับกรมศุลกากร ปัญหาต่างๆที่ควรต้องแก้ไขในกฎหมายไทยนั้น ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้
ก) เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ทางปกครองเลย(Ex offocio) เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ยกเว้นความรับผิดที่ชัดเจนแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการปฏิบัติงานกรณีที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากมากในการแยกแยะสินค้าว่าปลอมแปลงหรือไม่เนื่องจากสินค้าดังกล่าวปลอมแปลงมาจากโรงงานหรือแหล่งผลิตเดียวกันทำให้อาจคิดไปได้ว่าเป็นการนำเข้าซ้อนแทนที่จะเห็นว่าเป็นสินค้าละเมิดสิทธิฯ
ข) กรมศุลกากรไม่มีหน่วยงานกลางในการรับเรื่องคำร้องเพื่อสั่งการไปยังด่านต่างๆ เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับเรื่องไม่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบวินิจฉัยสินค้าจะส่งเรื่องกลับไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้ฝ่ายทะเบียนตรวจดูว่าเป็นสินค้าปลอมแปลงหรือไม่ จึงเป็นการทำงานที่เสียเวลา ในทางตรงกันข้าม กรมศุลกากรประเทศฝรั่งเศสมีหน่วยงานกลางมารับผิดชอบเพื่อตรวจสอบความแท้จริงของสินค้า (DNRED)
ค) หลักเกณฑ์ในการร้องขอกักกันแต่ละครั้งต้องมีการยื่นเอกสารใหม่ทุกครั้ง ซึ่งทำให้การขอล่าช้าและไม่สะดวก ในทางตรงกันข้าม ฝรั่งเศสมีระบบยื่นครั้งเดียวและขอต่อได้ทุกๆ ปีซึ่งสะดวกกว่าหลักเกณฑ์ของไทย
ง) ตามประกาศกรมศุลกากรฯ ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ร้องขอกักกันสินค้าต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดมีราคาสูงมากและไม่มีรายละเอียดกำหนดค่าใช้จ่ายใดๆบ้าง ทำให้ผู้ร้องขอกักกันสินค้าไม่กล้าร้องขอให้กักกันสินค้าดังกล่าว
จ) ไม่มีหลักเกณฑ์ให้อำนาจแก่ศุลกากรสั่งผู้ร้องขอกักกันสินค้าวางทรัพย์เป็นประกันในการร้องขอ
ฉ) การกักกันสินค้าของประเทศไทยนั้น นอกจากการนำเข้าแล้วก็ควรจะรวมไปถึงการส่งออกสินค้าและการส่งผ่านสินค้าด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนที่เป็นสินค้าละเมิดสิทธิฯของนักท่องเที่ยวรายย่อยนั้นก็สมควรที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถใช้ดุลพินิจยึดริบสินค้าดังกล่าวได้ด้วย
4. สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด
โดยหลักแล้ว สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วางแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้
1) อัยการมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 28 แต่อัยการไม่มีอำนาจสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 เว้นแต่คดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาญาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 หรือ คดีที่พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ให้แก่สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา
2) อัยการมีอำนาจดุลพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 (ก) หรือ เห็นควรสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและส่งพยานมาซักถามเพื่อสั่งการต่อไปซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อคดีอย่างมาก

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าพนักงานอัยการนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการสอบสวนคดีความผิดอันยอมความได้ดังที่ได้กล่าวมาในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องมาจากคดีบางประเภท เช่น คดีละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นเป็นความผิดอันยอมความได้ ดังนั้นเจ้าพนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ต่อเมื่อผู้เสียหายได้ดำเนินการร้องทุกข์เสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 และปัญหาที่สำคัญก็คือ ผู้ร้องทุกข์นั้นเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายรึไม่อันเป็นปัญหาการพิจารณาสถานะของผู้เสียหายที่ยากพอสมควรและต้องพิจารณาตามลำดับคือ
ก) งานสร้างสรรค์นั้นอยู่ในงานประเภทที่มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายรึไม่ ซึ่งหากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวก็จะส่งผลให้ไม่มีอำนาจฟ้องได้ และควรพิจารณาประกอบว่างานสร้างสรรค์ดังกล่าวได้มีการโฆษณางานหรือไม่ งานดังกล่าวอยู่ในอายุความคุ้มครองตามกฎหมายรึไม่ และมีข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิด้วยรึไม่
ข) ผู้เสียหายดังกล่าวเป็นผู้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในฐานะใด เช่น เป็นผู้สร้างสรรค์ หรือได้มาด้วยเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย เรื่องดังกล่าวนี้มีข้อสังเกตว่า ถึงแม้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 62 จะมีบทสันนิษฐานที่เป็นคุณแก่โจทก์ว่างานที่มีการฟ้องคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ก็ต้องได้ความในเบื้องต้นด้วยว่าผู้ร้องทุกข์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นพนักงานอัยการก็ไม่มีอำนาจฟ้อง
ค) ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้มาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารึไม่ โดยเฉพาะการมอบอำนาจช่วงของนิติบุคคล ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าผู้ลงนามในนิติบุคคลนั้นมีอำนาจรึไม่และได้มอบอำนาจกับมอบอำนาจช่วงต่อกันมาโดยไม่ขาดสายโดยที่หนังสือมอบอำนาจให้อำนาจกับผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงด้วยรึไม่ หรือในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศเป็นผู้เสียหาย ก็ต้องมีคำแปลอย่างชัดแจ้งด้วย
การพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ในระยะเวลาจำกัดถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เรื่องดังกล่าวยังส่งผลต่อการทำหน้าที่ของพนักงานอัยการเนื่องจากพนักงานอัยการจะไม่บรรยายฟ้องโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวน เพราะอาจเป็นเหตุให้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องจนศาลสั่งยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192
โดยทั่วไปพนักงานอัยการจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมและก่อนที่จะมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ให้พนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดหรือไม่ ถึงแม้จะมีคำรับสารภาพของผู้ต้องหาแล้วก็ตามถ้าไม่เป็นที่แน่ชัดก็สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2528 เปิดช่องให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจสั่งสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเมื่อผู้ต้องหา หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอ
เมื่อปัญหาของคดีละเมิดลิขสิทธิ์เกิดจากการบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ทำให้ประสิทธิภาพของกฎหมายในเรื่องดังกล่าวเกิดความบกพร่องอย่างร้ายแรงแม้จะใช้มาตรการฝ่ายปกครอง(กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ)ที่รุนแรงเพียงใดก็ตาม ผลลัพย์ที่ได้ก็คือความสูญเปล่าทั้งงบประมาณในการปราบปรามและผลเสียต่อสังคม เนื่องจากใช้กฎหมายอาญาจนฟุ่มเฟือย เรื่องดังกล่าวปรากฎชัดในทัศนะคติของผู้ใช้กฎหมาย ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าควรยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวนี้

ประเด็นปัญหาทั้งหมดที่ผู้เขียนกล่าวมานี้เป็นปัญหาที่รัฐควรจะต้องใส่ใจและผู้เขียนหวังว่าแนวทางที่เสนอแนะไปจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาให้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


บรรณานุกรม

หนังสือตำราไทย บทความวิชาการ
1. วัชระ อยู่หุ่น, “ยรรยวง พวงราชกับความเป็นไปได้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญา” เอกสารภาษีอากร 152 (พฤษภาคม 2537)
2. วันชัย ปุสสเด็จ, การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารงานป้องกันและปราบปรามของกรมศุลกากร, วารสารกรมศุลกากร ปีที่ 7 ฉบับที่ 47 (มีนาคม-เมษายน 2538)
3. สุรพล ไตรเวทย์, “การสอบสวนคดีพิเศษ” พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน, มกราคม 2549)
งานวิจัยไทย
1. Jumpol Pinyosinwat, « A Comprehensive Research to Provide The Guideline for IP Enforcement: Copyright Infringement by Performing or Singing The Musical Work », Final Report, The National Research Institution, éd.1, 2006
2. Sataya ARUNTAREE, « The Enforcement of IPRS :The Role of Attorney General “, Final Report, Institution of Justice, Ministry of Justice., 1998
หนังสือตำราต่างประเทศ
1. Phillippe BELLOIR, « Le délit pénal de contrefaçon œuvres logicielles et multimédias », thèse, L’université de Rennes I, 30 Janvier 1999
2. E. Vilmart, « Contrefaçon de marque rôle des douanes », J-Cl. Marque, fasc. 7530.
3. Juris-classeur Propriété littéraire et artistique, Fasc. 1612
4. P. VERON, «Saisie-contrefaçon », Dalloz référence, 2ème édition 2005
5. Frédéric Pollaud-Dulian, Le droit d'auteur, Economica, 1 édition, 2005, n°1300

กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง (ไทย)
1. ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536 ประกาศ ณ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2536
2. คู่มือการปฏิบัติงานตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536
3. ระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536
4. คู่มือการปฏิบัติงานตามระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วย วิธีปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536
5. คำสั่งกรมอัยการ ที่ 244/2530 สั่ง ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2530
6. คำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 442/2540 เรื่องการจัดระเบียบบริหารข้าราชการและการแบ่งส่วนราชการ (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2540
7. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534
8. กฏกระทรวงว่าด้วยการกำหนดผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พศ 2548
9. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการกำหนดผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พศ 2548 มาตรา 1
10. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลหรือเงินสินบนคดีผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีดีหรือผลิตภัณฑ์เทปที่ละเมิดต่อกฎหมาย พ.ศ. 2547 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546
11. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลหรือเงินสินบนคดีผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีดีหรือผลิตภัณฑ์เทปที่ละเมิดต่อกฎหมาย พ.ศ. 2547
12. บันทึกข้อความของกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0004.6/1378 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2548 เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก่ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2547
13. นโยบายและแนวทางในการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งได้ให้ไว้เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2538 ในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาโดยทั่วไปของอัยการ
14. Memorandum of Understanding on the cooperation of the Relevant Government Agencies and the Private Sector to Prevent and Suppress the Smuggling of Infringing Products
15. Memorandum of Understanding on the cooperation of the Relevant Government Agencies on the Enforcement of IPRs
16. Memorandum of Understanding on the Prevention and Suppression of the Distribution of Pirated Products
17. Memorandum of Understanding on the Cooperation for the Prevention and Suppression of Pirated Products

กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง (ต่างประเทศ)

1. Décret n° 2005-1298 du 20 octobre 2005 portant attribution de compétences dans le domaine de la lutte contre la contrefaçon, Journal officiel 246 du 21 octobre 2005.
2. Un décret n°94-836 du 27 septembre 1994 - JO du 29 septembre 1994.
3. La loi du 4 janvier 1991 ou Perben I
4. La loi n°94-102 du 5 févier 1994 ou « LONGUET ».
5. Code de Douanes
6. La loi n° 2007-1544 du 29 octobre 2007
7. La première proposition de la Commission - COM(93) 329 final
8. Règlement (CE) n° 3295/94 du Conseil du 22 décembre 1994, fixant des mesures en vue d'interdire la mise en libre pratique, l'exportation, la réexportation et le placement sous un régime suspensif des marchandises de contrefaçon et des marchandises pirates, JOCE, L. 341 du 30 décembre 1994
9. Règlement 1383/2003 du Conseil du 22 juillet 2003 concernant l'intervention des autorités douanières à l'égard de marchandises soupçonnées de porter atteinte à certains droits de propriété intellectuelle ainsi que les mesures à prendre à l'égard de marchandises portant atteinte à certains droits de propriété intellectuelle, Journal Officiel de l'Union Européenne, L. 196 du 2 août 2003

ข้อมูลสถิติต่างๆ
1. ฝ่ายแผนงานและสารสนเทศ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง, คดีทรัพย์สินทางปัญญาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดู กรมทรัพย์สินทางปัญญา- http://www.ipthailand.org