<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871</id><updated>2012-01-04T20:37:38.144-08:00</updated><title type='text'>มุมมองโดมห้างฉัตร</title><subtitle type='html'>ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน แลกเปลี่ยนมุมมองทางกฎหมาย ทัศนะคติส่วนตัวและเผยแพร่งานวิชาการ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>61</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-6796956056617395387</id><published>2011-03-06T16:05:00.000-08:00</published><updated>2011-03-06T16:06:53.179-08:00</updated><title type='text'>นาฬิกาไม่เคยบอก....</title><content type='html'>หญิงสาวคนหนึ่งทอดสายตามองเวลาที่นาฬิกาข้อมือของเธออย่างช้าๆ.........เธอกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง เธอกำลังรอคอยคนรัก.....หรือรอสายโทรศัพท์จากคนที่คิดถึง......เธอรอให้ยิ้มออก.....หรือรอให้ความเศร้าหายไป&lt;br /&gt;เธอเหลียวดูเวลาแล้วก็สงสัยว่า...ความรักของเธอก็เหมือนเข็มนาฬิกา&lt;br /&gt;เข็มสั้น แน่นิ่งมั่นคงเหมือน...เหตุผลในตัวที่คอยควบคุมใจ&lt;br /&gt;เข็มยาว เดินเร็วหน่อยเหมือน....ความรักที่แปรปรวนเป็นบางเวลา&lt;br /&gt;เข็มวินาที เปลี่ยนแปลงตลอดเหมือน...อารมณ์ที่ขึ้นๆลงไม่แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่สิ......มันอาจสลับที่กันก็ได้มั้ง....แต่ที่แน่ๆ มันไม่นิ่ง แกว่งไปแกว่งมา และสวนทางกันอยู่เสมอ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอจ้องดูนาฬิกาแล้วคิดไปว่า.....เราจะปรับอารมณ์และความแน่นอนในตัวให้ตรงเหมือนนาฬิกาได้มั้ย อยากให้เค้ามาหาสมำ่เสมอ อยากให้เค้าดูแล ตลก ใส่ใจ อื่นๆอีกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นาฬิกาก็แหงนหน้าดูเธอเช่นกัน เขาอยากบอกอะไรเธอมากมายแต่เขาพูดไม่ได้.......เขาแค่คิดบ้างบ่นในใจบ้าง...ฉันมีกลไกสลับซับซ้อน แต่ฉันให้ความแน่นอนกับเธอได้ ให้ความชัดเจนกับเธอได้และที่แน่ๆ ฉันอยู่ข้างๆเธอเสมอนั่นแหละ ยังไงก็ตามฉันก็มีอายุการใช้งานอยู่ดี แม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่อาจหมุนเวลา&lt;br /&gt;ให้ตัวเองกลับไปเพื่ออยู่กับเธอได้ตลอด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;................................ฉันต้องการเพียงใส่ใจเวลาเธอพูดคุย.................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;................เสนอตัวทำอะไรก็ได้แทนตอนที่เธอเหนื่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้ความสนใจเธอมากกว่าคนอื่น........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ข้างๆเธอเวลาเธอไม่พอใจ.......................และถามคำถามดีดีสักคำว่าเธอกำลังจะทำอะไรต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่อยากดูแล......มันผิดรึไง....&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-6796956056617395387?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/6796956056617395387/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=6796956056617395387' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/6796956056617395387'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/6796956056617395387'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2011/03/blog-post.html' title='นาฬิกาไม่เคยบอก....'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4656565042991001238</id><published>2011-01-05T18:39:00.000-08:00</published><updated>2011-01-05T18:41:45.334-08:00</updated><title type='text'>กล้องเก่าๆกับเด็กสาวร้านหนังสือ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TSUrpETDUSI/AAAAAAAAAI4/zreNIWH9wOk/s1600/IMG_0214.JPG"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TSUrpETDUSI/AAAAAAAAAI4/zreNIWH9wOk/s320/IMG_0214.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5558897299587027234" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลิขสิทธิ์โดย   ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างภาพอิสระคนหนึ่งตระเวนเก็บภาพบรรยกาศรอบๆตัวเมืองลำปางนครที่ซ่อนเร้นซึ่งเสน่หา เย็นวันนั้นเขาได้เก็บภาพสวยงามมากมายที่ดูมีชีวิตชีวา  รวมถึงภาพต่างๆที่ตลาดเก่า....กาดกองต้า  ภาพเด็กเล่นชิงช้าสวรรค์ ภาพคนจุดพลุ ภาพร้านของกินมากมาย ภาพคู่รัก คนอกหักไม่สมหวัง ฯลฯ...&lt;br /&gt; ในวันนั้นเอง เขาได้ถ่ายภาพร้านหนังสือเก่าบริเวณตลาด ภาพนี้มีเด็กสาวตัวเล็กๆกำลังนั่งเขียนโปสการ์ดส่งหาเพื่อนที่ต่างเมือง ภาพดังกล่าวแสดงอารมณ์บางอย่างที่ชัดเจนของเด็กสาวผ่านแววตาสะท้อนเลนส์ของกล้อง ดูราวกับภาพเศร้าๆผ่านอารมณ์ของศิลปิน post-impressionism อย่าง Matisse หรือ ศิลปินร่วมสมัยคนอื่นๆ&lt;br /&gt;..........................หลังจากนั้นไม่นานนัก ช่างภาพคนนี้ได้ไปเจอกับเด็กสาวอีกครั้งโดยบังเอิญ ณ ร้านนั่งเล่นกลางตัวเมืองเก่า...............เด็กสาวนั่งอ่านจดหมายอะไรบางอย่าง  รอบๆตัวมีกลิ่นหอมของเธอระคนปนกลิ่นของใบชาที่ผ่านการต้มนำ้ร้อน...................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;................เขาเขินอายเล็กน้อยแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ที่จะเดินไปหาเด็กสาวพร้อมยื่นภาพถ่ายวันนั้นให้กับหล่อนและกล่าวคำขอบคุณ...เขากล่าวต่อไปว่า “ถ้าในวันนั้นไม่ได้เธอประกอบภาพ ภาพนี้คงไม่ได้อารมณ์ขนาดนี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; เด็กสาวประหลาดใจยิ่งนัก........เธอจ้องมองภาพดังกล่าวสักครู่ใหญ่และตอบอย่างผิดหวังไปว่า “ทำไมภาพจึงดูหม่นหมอง สีสันก็ดูเก่า บรรยากาศก็ดูเศร้า...ว้าเหว่..หนาวเหน็บ ท้อแท้” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กสาวพูดต่อ...”ฉันคิดว่ากล้องของคุณน่าจะมีปัญหา...ไม่ปัญหาเกี่ยวกับเลนส์ก็เทคนิคการถ่ายที่ทำให้ภาพดูหม่นๆและไม่น่าสนใจ...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่างภาพอิสระอมยิ้มและตอบกลับไปว่า “ช่ายยครับ..กล้องของผมอาจเปลี่ยนเลนส์  ตั้งค่าวัดแสง หรือหามุมกล้องในการถ่ายครั้งใหม่ได้......แต่อารมณ์ ณ ช่วงเวลานั้นมันเปลี่ยนไม่ได้ หาใหม่ก็ไม่ได้......แววตาของคุณมันซ่อนความเศร้า  มันสร้างบรรยากาศบางอย่าง เปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง   แม้ว่าตอนนี้คุณจะดูเข็มแข็ง เสียงคุณหนักแน่นก็ตาม”..................ในใจของเขาคิดเบาๆว่า “ภาพไม่ได้หม่นหมอง แต่ตัวเธอต่างหากละ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..................กล้องเก่าอาจเปลี่ยนเลนส์ใหม่ได้   เธอก็เช่นกัน  ทำไมไม่เปลี่ยนวิธีมองโลกรอบๆตัวเธอเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เธอเองก็คิดในใจเช่นกัน..................”ความรักไม่อาจปรับเปลี่ยนมุมมองได้ง่ายๆเหมือนกล้องซะหน่อย”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4656565042991001238?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4656565042991001238/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4656565042991001238' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4656565042991001238'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4656565042991001238'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2011/01/blog-post.html' title='กล้องเก่าๆกับเด็กสาวร้านหนังสือ'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TSUrpETDUSI/AAAAAAAAAI4/zreNIWH9wOk/s72-c/IMG_0214.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-6179880301410848967</id><published>2010-09-11T02:17:00.000-07:00</published><updated>2010-09-11T02:19:40.304-07:00</updated><title type='text'>“จิตวิญญาณแห่งรุ่นพี่รุ่นน้อง”(มธก) เป็นศิลปวัตถุอันหนึ่งที่ต้องรู้จักสร้างด้วยนำ้ใจไมตรีระหว่างกัน</title><content type='html'>ณ ขณะเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ผมหายเหนื่อยล้าไปโดยสิ้นเชิง ภายหลังจากเห็นภาพบางอย่างที่ไม่ประติดประต่อ แต่น่าจดจำยิ่งนัก วันก่อนหน้านี้ นศ นิติศาสตร์ ศูนย์ลำปางรุ่นแรกไปส่งน้องๆขึ้นรถไฟเพื่อไปงานรับเพื่อนใหม่ที่ กทมฯ นศ รุ่น ๑ ดีใจมากเมื่อตนเองได้มีน้องๆ คณะนิติฯเป็นของตัวเองซักที ก่อนหน้านั้นทุกคนทำงานกันอย่างแข็งขันในช่วงก่อนหน้านั้นเพื่อต้อนรับน้องใหม่ บางคนมากระซิบกับผมว่า “อ อย่าซักถามกับรุ่นน้องโหดมากนะครับ(คะ) ก่อนหน้านี้ อ ทำน้องร้องไห้ไปหลายคนแล้ว” (ผมตกเป็นจำเลยในคดีทารุณเด็ก )&lt;br /&gt;วัฒนธรรมของ มธ เป็นเช่นนี้มานานแล้ว เราเป็นหนึ่งเดียวทุกคณะ เราไม่มีการแบ่งแยก แบ่งชั้น รำ่รวยล้นฟ้า ยากดีมีจน แม้มาจากคนละที่ละทาง ร้อยพ่อพันธ์ุแม่ แต่นำ้ใจไมตรีเป็นตัวหล่อหลอมวัฒนธรรมชาวธรรมศาสตร์ ชาว มธ รู้จักคำว่า “เสรีภาพ เสมอภาคและนำ้ใจไมตรีของรุ่นพี่รุ่นน้อง” พอๆกับความรู้ที่ค่อยๆพอกพูนเพิ่มเพื่อพัฒนาผืนแผ่นดิน &lt;br /&gt;วันก่อนได้คุยกับ ลูกศิษย์ นศ ศูนย์รังสิตยิ่งชื่นใจเมื่อหลายๆคนยินดีช่วยเหลือแนะนำน้องที่มีปัญหาด้านการเรียน บางครั้งนำเรื่องการเรียนไปเล่าให้เพื่อนเก่าที่เป็นทั้ง นักธุรกิจ ที่ปรึกษากฎหมายทั้งภาครัฐและเอกชน ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา ฯลฯ ทุกคนต่างยินดีและพร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้หรือแนวทางการดำเนินชีวิตให้ “รุ่นน้อง”&lt;br /&gt;อย่าว่าแต่ นศ ใหม่เลยครับ แม้แต่ตัวผมเอง เวลาไปเจอท่านอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคยสอนเรามา ทุกวันนี้หลายท่านก็เรียกผมเป็น “น้อง” เช่น อ แหวว, อ สุดา ฯลฯ&lt;br /&gt;นอกจากตัวผมแล้ว แม้แต่อาจารย์ท่านอื่นๆ เมื่อได้ทราบว่ามีการทำกิจกรรมเพื่อรุ่นน้อง ต่างก็ดีใจมากมาย เช่น อ ฐาฯ มาเล่าให้ผมฟังด้วยความยินดีหลายรอบมากๆ(ซึ่งทั้งผมและ อ ฐาเป็นพวกขี้ลืมทั้งคู่ บางทีเล่าแล้วเล่าอีกด้วยความดีใจ) หรือ อาจารย์รุ่นน้องผมบางท่านมีความตั้งใจ ใส่ใจ ภูมิใจยิ่งนักในการอบรม นศ ให้เป็นคนดี คนเก่ง&lt;br /&gt;บางครั้งผมแอบยิ้ม เวลาเห็น นศ หลายๆคนบุกไปให้กำลังใจท่าน(อดีต)คณบดี หรือ ท่านอาจารย์สมคิด รวมไปถึงการขออะไรตามมาอีกมากมายที่ทางลำปางไม่พร้อม อ สมคิดเองก็สละเวลามาตอบทุกคำถาม ๕๕๕ ผมชอบครับ&lt;br /&gt;แต่อย่างหนึ่งที่ผมเริ่มเป็นกังวลบ้างก็คือ การแบ่งเขาแบ่งเรา ถ้า นศ ท่านใดแอบมาอ่านโน๊ตที่ผมเขียนนี้ ผมขอร้องว่าการจะรักษานำ้ใจไมตรีบางครั้งเราต้องใช้ความอดทน แม้บางครั้งเราอาจถูกเอาเปรียบ รังแก แบ่งแยก แบ่งพวก คิดต่าง คิดแปลก แต่ขอให้อโหสิให้แก่กันครับเพราะผมเชื่อว่า “จิตวิญญาณของรุ่นพี่รุ่นน้องเป็นศิลปวัตถุที่ต้องใช้เวลาและความตั้งใจ เข้าใจ เสียสละเพื่อส่วนรวม แม้คนเหล่านั้นจะไม่เข้าใจ ไม่เสียสละ ไม่เห็นอกเห็นใจเหมือนเราก็ตาม” ถ้าเราแบ่งแยกกันตั้งแต่วันนี้ ก็คงไม่แปลกที่วันข้างหน้าเราจะเห็นความแบ่งแยกทวีคูณเกิดขึ้นในสังคมของเรา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-6179880301410848967?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/6179880301410848967/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=6179880301410848967' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/6179880301410848967'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/6179880301410848967'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='“จิตวิญญาณแห่งรุ่นพี่รุ่นน้อง”(มธก) เป็นศิลปวัตถุอันหนึ่งที่ต้องรู้จักสร้างด้วยนำ้ใจไมตรีระหว่างกัน'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-3255237369841058841</id><published>2010-07-05T09:22:00.001-07:00</published><updated>2010-07-05T09:22:37.259-07:00</updated><title type='text'>อิฐก้อนแรก</title><content type='html'>หลังจากครุ่นคิดอยู่นานว่าจะเขียนอะไรให้นักศึกษาที่ทำค่ายพัฒนา   ผมก็ได้ไอเดียจากการมองเห็นพวกเขาทำบ้านดิน   ก่อนที่จะทำบ้านดินขึ้นเป็นหลังๆด้วยความยากลำบากนี้  สิ่งแรกที่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งก็คือการจัดทำอิฐแต่ละก้อนที่ทำมาจากดินเหนียวผสมกับแกลบและขี้วัว....&lt;br /&gt; กว่าจะได้อิฐแต่ละก้อนต้องผ่านกระบวนการเดินเหยียบ นวดและผสมดินเหนียวจากความสามัคคีของกลุ่มนักศึกษาที่ทำบ้านดินให้กับชุมชนต่างๆที่พวกเขาลงไปพัฒนา  หลังจากนั้นต้องนำก้อนดินเหนียวเหล่านี้ไปตากแดดจนแข็งกว่าจะได้อิฐแต่ละก้อน    ผมคงต้องเทียบคนกลุ่มแรกที่ไปบุกเบิกอะไรใหม่ๆในสังคมเหมือนดั่งอิฐก้อนแรกที่ใช้ก่อสร้างกำแพง หรือ สิ่งปลูกสร้าง   เพราะถ้าไม่มีอิฐก้อนแรกที่เป็นฐานคำ้จุนเหล่านี้  ก็คงไม่มีการก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง   ยิ่งไปกว่านั้น  ผมเชื่อว่าสิ่งปลูกสร้างที่สวยงาม เช่น ปราสาท ราชวัง วัดวาอาราม.......คงจะมีแต่คนชื่นชม  แต่คงไม่มีใครรู้ว่าความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจากอิฐก้อนแรกเหล่านี้เอง&lt;br /&gt; กลุ่มนักศึกษาที่มาบุกเบิกอยู่ที่นี่ก็คงเทียบได้กับอิฐก้อนแรก.......ถ้าไม่มี  ก็คงไม่มีการสานต่อที่ยิ่งใหญ่&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-3255237369841058841?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/3255237369841058841/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=3255237369841058841' title='22 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3255237369841058841'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3255237369841058841'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='อิฐก้อนแรก'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>22</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-3030323619453868376</id><published>2010-06-02T02:51:00.000-07:00</published><updated>2010-06-02T02:53:38.147-07:00</updated><title type='text'>ถอดเทปสัมมนาโครงการวิจัยเรื่องรัฐกับแนวทางการบังคับสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา</title><content type='html'>ภาคผนวกงานวิจัย : ถอดเทปสัมมนาโครงการวิจัยเรื่องรัฐกับแนวทางการบังคับสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt; ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ วันจันทร์ที่ 24 พค 2553 เวลา 13.00-16.00 น&lt;br /&gt;นำเสนอโดย ภูมินทร์ บุตรอินทร์ หัวหน้าโครงการ&lt;br /&gt;วิจารณ์โดย ดร.จุมพล ภิญโญสินวัฒน์  ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์&lt;br /&gt;และ&lt;br /&gt;ท่านอาจารย์นันทน อินทนนท์ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัทติเลกี แอนด์กิ้บบิ้น จำกัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครสนใจดาวโหลดได้ครับ- http://www.4shared.com/document/iivGRuvg/_online.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ดร.จุมพล  ภิญโญสินวัฒน์&lt;br /&gt;ประเด็นแรกเลยสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ที่ผมได้มีโอกาสอ่าน ต้องบอกว่าเป็นงานวิจัยที่ ตั้งแต่แรกแล้วที่เห็นชื่อเรื่องและเห็นโครงเรื่อง  จริงๆ เคยได้คุยกับอาจารย์ภูมินทร์เบื้องต้นมา รู้สึกนึกไว้เหมือนกันว่าจะต้องเป็นงานวิจัยที่ดี  แล้วพอได้อ่านตัวงานจริงๆ รู้สึกดีกว่าที่คิดเยอะ ในความเห็นของผมสิ่งสำคัญมากสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ที่เป็นข้อใหญ่ที่งานวิจัยอื่นๆ ไม่ค่อยเห็นมีสองประการ &lt;br /&gt;ประการที่หนึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยลงไปศึกษาในประเด็นทางด้านที่เกี่ยวกับแนวความคิด ข้อเท็จจริง ในเรื่องของประวัติศาสตร์ เรื่องของแนวคิด ในเรื่องกรอบพื้นฐานของการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในส่วนของงานวิจัยของไทย เรามีน้อยมาก ส่วนใหญ่งานวิจัยทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยเราจะเข้าไปวิจัยเพื่อหาความรู้ในเชิงของการไปใช้งาน อย่างเช่น ถ้าเกิดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพันธุ์พืช ในเรื่องอะไรก็ตามแต่ ก็จะลงไปวิจัยในส่วนของประเด็นนั้นๆ  ท่านก็จะไปวิจัยในส่วนของกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาของไทยเราก็เอามาปรับว่ามีข้อเสนอแนะอย่างไร แต่ว่ามันจะมีงานวิจัยน้อยชิ้นมาก ที่ได้มีโอกาสลงไปดูในพื้นฐานแนวความคิดของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอันนี้เป็นเล่มหนึ่ง ตรงส่วนนี้ถือว่ามีเสน่ห์ในงาน สำคัญคือเป็นส่วนที่ยากมาก &lt;br /&gt;ประการที่สองที่ผมถือว่ามีความแตกต่างตัวงานวิจัยชิ้นนี้เนื่องจากนักวิจัยมีความรู้ในเรื่องของกฎหมายฝรั่งเศสและท่านก็ลงไปรายละเอียดของกฎหมายฝรั่งเศสในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา-ซึ่งผมหาไม่เจอ ส่วนตัวผมอาจจะหาได้ในระดับหนึ่งแต่ว่าท่านดูหน้าผม ท่านคงนึกออกว่าผมอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออก งั้นผมก็หาภาษาไทย ภาษาอังกฤษกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของฝรั่งเศส ที่เขียนเป็นเรื่องที่เราพอจะเข้าใจได้มีน้อย เพราะฉะนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นพื้นฐานที่ถ้าเกิดว่าต่อไปใครที่ทำงานวิจัยในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายฝรั่งเศสบางส่วน  ผมเชื่อว่าจะเป็นงานที่เป็นประโยชน์มาก อันนั้นคงเป็นข้อแตกต่างหลักสำคัญสองเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากในความคิดของผมและก็สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้อันนั้นก็ชมไว้ก่อน แต่ถือว่าเป็นในส่วนที่สำคัญ&lt;br /&gt;ประเด็นหนึ่งที่ท่านอาจารย์พูดถึงไว้ในงานวิจัย หน้า 27  ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์พูดถึงไว้ในเบื้องต้นท่านอาจารย์พูดถึงลักษณะของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยที่ทำอยู่ ณ วันนี้โดยที่ไม่มีการให้ความสำคัญกับการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมา และก็ไม่ได้ศึกษาถึงประโยชน์รากเง้า ความคิด ที่แตกต่างของไทยในเรื่องของ ไอพี ในเรื่องของอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนักวิจัยบอกว่าก็จะได้คล้ายกับ อาจจะเทียบได้กับนิทานอิสปในเรื่อง ลิงกับแผล ซึ่งอันนี้เป็นส่วนที่ผมชอบใจมาก รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะว่าผมเชื่อว่าทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้ เราคงทราบถึงปัญหาในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้น  ในเรื่องของการบังคับสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์และก็แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งนักวิจัยได้พูดถึงการเราเน้นการใช้เงินภาษีมาบังคับสิทธิ  คือเราใช้กำลังตำรวจ ใช้ภาษีของรัฐทั้งหมด เพื่อบังคับสิทธิตัวนี้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ รัฐจะต้องมีแนวความคิดในการผลักภาระการบังคับสิทธิให้กับเจ้าของสิทธิ  เหมือนกับเจ้าของสิทธิในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิผูกขาด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสิทธิในการเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ กู้ยืมธนาคาร ซึ่งต้องบังคับสิทธิเอง แต่ว่าของไทยเราจะอยู่บนฐานของการใช้เงินภาษีอากร การบังคับสิทธิให้เจ้าของสิทธิ อันนี้ก็จะเป็นรูปลักษณะพิเศษที่แตกต่าง ประเด็นใหญ่ประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตพูดถึงนั่นคือ การพูดถึงเรื่องของการล่วงสิทธิ ใช้ภาษาอังกฤษคำว่า อินวินิชเม้น นักกฎหมายไทยคงคุ้นเคยกับว่าการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และจริงๆ คำว่าการล่วงสิทธิ แม้กระทั่งในส่วนตัวผมก็เคยอ่านเจอบ้างแต่ก็ไม่เคยใช้  ผมถือว่าเป็นประเด็นสำคัญในกรอบเรื่องนี้จริงๆ ประเด็นนี้เคยได้มีโอกาสคุยกับนักกฎหมายทางฝรั่งเศสท่านหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ของผม ท่านก็พูดถึงประเด็นคล้ายๆ กันแบบนี้เหมือนกันแล้วก็ผมรู้สึกว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ว่าก่อนที่จะขออนุญาตคอมเม้นในเรื่องของการล่วงสิทธิในงานชิ้นนี้ ผมขออนุญาตพูดถึงแนวความคิดกว้างๆ ของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาบางประการให้ท่านฟังเพื่อแชข้อมูลกัน&lt;br /&gt;ในประการที่หนึ่งสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจะแปลกไม่เหมือนกับสิทธิทางด้านกรรมสิทธิ์  สิทธิครอบครอง หรือว่าในเรื่องทรัพย์ที่เราเรียนกันมามากมาย ลักษณะแปลกของเค้ามีหลายประการประการสำคัญที่เห็นง่ายๆ ที่สุดก็คือ ลักษณะของเค้าคืออันที่หนึ่งคือ ไม่มีรูปร่าง เพราะฉะนั้นชื่อเค้าก็บอกว่าเป็น Interest โดยเฉพาะรูปลักษณะ เป็นสิทธิที่ไม่รู้จะไปผูกกับอะไร เพราะมันไม่มีรูปร่าง เสร็จแล้วข้อดีของการไม่มีรูปร่างก็คือ มันก็กว้าง มันก็ขยายไปคุ้มครอง บังคับที่ไหนก็ได้ อย่างไรก็ได้ เมื่อไรก็ได้ บังคับพร้อมๆ กันกี่คน กี่จังหวัด ทั่วประเทศก็ได้ จริงๆ บังคับข้ามประเทศก็ยังได้ อันนั้นเป็นข้อดี แต่ว่าในลักษณะของการที่ไม่มีรูปร่างของเค้า เค้าก็มีข้อเสียกับตัวเค้าเองเพราะว่า พอมันไม่มีรูปร่าง มันก็ไม่ชัด มันก็จะเริ่ม งง ว่า ขอบเขตมันอยู่ตรงไหน เราไปใช้เพลงเค้าเท่านั้นโน้ต คือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ไหม แล้วถ้าเราใช้น้อยลงไปอีก แค่นั้นถึงจะละเมิดคือมันจะไม่มีอะไรที่ชัดเจน แต่ว่าถ้าเราไปลักรถยนต์เค้าอันนี้ชัดเจน ว่ารถยนต์มันถูกขโมยไป หรือว่าเอาค้อนไปทุบรถเค้า รถเค้าบุบเราก็เห็นเลยว่ามันมีรอยบุบจากค้อน เราก็จะเห็นว่าอันนี้เป็นการละเมิด แต่ว่าในด้านของทรัพย์สินทางปัญญามันกว้างเพราะไม่มีรูปร่างอันนี้เป็นประการที่หนึ่ง&lt;br /&gt;ประการที่สองก็คือลักษณะของสิทธิทรัพย์สินทางปัญญามันเป็นสิทธิผูกขาดซึ่งเป็นเรื่องตั้งแต่ประวัติศาสตร์ในเรื่องของการเกิดของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะตรงกับประเด็นที่ท่านอาจารย์ได้พูดถึงว่าเราไม่ค่อยได้มองในเรื่องประวัติศาสตร์ แต่ว่าในเรื่องทางประวัติศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาเกิดมาพร้อมกับลักษณะที่เป็นสิทธิผูกขาดเพื่อจะคุ้มครองเจ้าของสิทธิและก็หวงกันคนอื่น มันถึงได้มีสิทธิที่เค้าเรียกว่าเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive rights)ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของเค้าเป็นสิทธิที่จะมีสิทธิคนเดียวและหวงกันไม่ให้คนอื่นใช้  ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ เยอรมัน ของประเทศต่างๆ ที่พัฒนาในเรื่องของทรัพย์สินย์ทางปัญญา มันเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของการพัฒนาสิทธิผูกขาดทั้งสิ้น  คำพิพากษาของอเมริกาส่วนใหญ่เวลาอ้างอิงถึงสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเค้าเรียกว่าเป็นสิทธิผูกขาด(Monopoly rights) ของเราไม่ค่อยได้รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเรามาพูดแล้วเป็นเรื่องแปลก อันนี้เป็นประการที่สองซึ่งอันนี้สำคัญเพราะว่าพอเรารู้ว่ามันเป็นสิทธิผูกขาดลักษณะของการจะให้ใช้สิทธิของเขาไปในทางใดมันจะต้องมีประเด็นอื่นๆ ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ความตกลงทริปส์(TRIPs Agreement)มันเป็น Private rights ก็คือว่าสิทธิผูกขาดตรงนี้มันเป็นสิทธิในทางเอกชนซึ่งพูดได้หลายความหมายในทางเอกชนประการที่หนึ่งเป็นเรื่องของเอกชนควรจะดำเนินการระหว่างเอกชน รัฐไม่ควรจะมายุ่งมากเท่าไรแต่ก็มีข้อยกเว้น สิทธิในความเป็นเอกชนเป็นสิทธิที่มันจะต้องมีข้อขัดแย้งกันระหว่างสิทธิซึ่งเป็นเรื่องเงิน  พูดง่ายๆ เจ้าของสิทธิอยากได้เงินมากซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะที่คนใช้งานอยากเสียเงินน้อย หรือถ้าจะให้ดีไม่ต้องเสียเลยยิ่งดี ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาอีก เพราะฉะนั้น เวลาที่เค้าทะเลาะกันในเรื่องของสิทธิเอกชนตัวนี้มันจึงอยู่ในจำนวนเงินที่มันเหมาะสมแล้วก็เป็นธรรมกับคนหลายๆ ฝ่าย เท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะโยงเข้ามาสู่ในเรื่องของสิทธิผูกขาดเหมือนกัน ประการสุดท้ายที่ผมจะขออนุญาตพูดซึ่งจริงๆ มีมากกว่านี้&lt;br /&gt; ประการที่สามคือลักษณะสำคัญอันหนึ่งก็คือการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาต้องมีความสมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดไว้ในอนุสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาทุกฉบับ และอยู่ในกฎหมายภายในประเทศของหลายๆ ประเทศ ของเราไม่มี แต่อย่างไรก็ตามเป็นแนวคิดพื้นฐานสากลมาก เพราะฉะนั้นความสมดุลในที่นี่ถือว่า พอรัฐ ประเทศ ให้สิทธิผูกขาดกับเจ้าของสิทธิแล้วสิทธิผูกขาดมันจะมีพลังมากเพราะฉะนั้นรัฐพยายามหาทางที่จะสร้างความสมดุลไม่ให้เค้าใช้สิทธิผูกขาดมากจนเกินไป เพราะว่ายิ่งเจ้าของสิทธิมีสิทธิผูกขาดใหญ่สาธารณะหรือว่าคนอื่นในสังคมก็จะมีสิทธิน้อยลง ยิ่งเค้าใหญ่ขึ้นคนที่เหลือในสังคมก็จะมีสิทธิน้อยลง เพราะฉะนั้นใหญ่มากเกินไปไม่ได้ ถามว่าเล็กเกินไปได้ไหม ก็บอกว่าไม่ได้อีก ถ้าสิทธิผูกขาดเค้าเล็กเกินไป หลักของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาก็บอกว่า  ถ้าอย่างนั้นคนที่เหลือในสังคมยิ่งมีสิทธิใหญ่ขึ้นใช่ไหม เพราะว่าสิทธิผูกขาดเล็กลง  แต่ว่าคนในสังคมเค้าก็จะรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่เอาใครจะไปสร้างงานใหม่เราก็มาใช้ของเค้าดีกว่าให้เค้าทำไป เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีการสร้างความสมดุลตรงนี้ 3 ข้อนี้เป็นหลักเบื้องต้นพื้นฐาน&lt;br /&gt;ย้อนกลับมาก็มาพูดถึงเรื่องของการล่วงสิทธิในประเด็นของการละเมิด การละเมิดสิทธิผมมองว่าที่อาจารย์พูดถึงในกฎหมายไทยเรา เราไปโยงอยู่บน 420 เรื่องละเมิดทั่วๆ ไป ผมเห็นด้วยกับที่ท่านอาจารย์พูดถึงว่าในเรื่องสิทธิของการละเมิดเราจะค่อนข้างมองไปที่ความเสียหายที่มันสามารถจะคำนวณมูลค่าได้ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของการละเมิด คือเราจะชดเชยให้เท่าที่เกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งความหมายในความจริงก็คือว่าเราจะพยายามมองสิ่งที่เป็นรูปธรรมพอเสร็จเราเอาแนวความคิดนี้(Concept)นี้มาโยนเข้ากับทรัพย์สินทางปัญญา มันก็จะแบบไม่ค่อยลงกันเท่าไรเพราะว่ามันมีความรู้สึกหนึ่ง ทีนี้ท่านอาจารย์พูดถึงว่าในฝรั่งเศส คือการละเมิดของเค้าใช้คำว่า “Infringement” ซึ่งท่านแปลเป็นไทยว่า “การล่วงสิทธิ”  การล่วงสิทธิตรงนี้มันก็จะเป็นการเข้าไปก่อกวนสิทธิในระดับที่ผมมองว่า ต่ำกว่าการละเมิดปกติเล็กน้อย เนื่องจากว่าลักษณะพื้นฐานของไอพีอย่างที่ผมเรียนไป 3 ข้อนั้น มันบอกนะว่ามันไม่ใช่สิทธิที่สามารถที่จะให้มีสิทธิผูกขาดได้เต็มๆ เหมือนกับกรรมสิทธิ์  เพราะว่าถ้าเป็นกรรมสิทธิ์  สิทธิของท่าน สมมุติในขวดน้ำ ผมมีกรรมสิทธิ์ในขวดน้ำผมก็อ้างสิทธิได้ตรงนี้เท่านั้น คือสิทธิของผมจะต้องเด็ดขาดเนื่องจากว่ามันจบอยู่แค่นี้ สิทธิที่มันจะผูกกับตัวขวดน้ำตรงนี้ น้ำกินหมดโยนทิ้งไปก็จบ เพราะฉะนั้นสิทธิพวกนี้จะมีความสมบรูณ์มากกว่า ซึ่งเป็นหลักเบื้องต้นแต่ว่าในเรื่องไอพีมันกว้าง มันไม่จบ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็น level ที่ผมว่าเบากว่าในประเด็นนี้จริงๆ ก็จะคล้ายกับประเด็นที่ผมเคยหารือกับอาจารย์อีกท่านหนึ่งซึ่งจบทางฝรั่งเศส ทางภาคพื้นยุโรป อาจจะไม่ใช่ฝรั่งเศสถ้าผมจำไม่ผิด ในความรู้สึกหนึ่งความคิดของท่านก็จะออกมาในลักษณะที่มองในทางเบา  แต่ว่าตัวงานวิจัยของท่านอาจารย์ภูมินทร์ผมรู้สึกว่าท่านค่อนข้างจะคือมองในกรอบเดียวกันแต่ว่าท่านค่อนข้างจะผลักตัวการล่วงสิทธิให้มีอำนาจค่อนข้างมาก  ซึ่งก็ฝากไว้ จริงๆ ผมนึกถึงท่านหนึ่งมีงานวิจัยของศาสตราจารย์ทางออสเตรเลีย อันที่จริงอยู่ที่ควีน แมรี่  ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดาโฮส (Peter Drahos) ซึ่งเค้าก็จะศึกษาในเรื่องของการหลักปรัชญาพื้นฐานของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และเค้าก็เสนอว่าเค้าขอเรียกว่า “Privilege” ซึ่งไม่รู้เรียกว่าอะไรดี เรียกว่า “เอกสิทธิ” แต่ไม่ค่อยตรงนะ คือเค้าบอกว่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่สิทธิ  ไม่ใช่ Right แต่เป็นPrivilege ซึ่งเป็นระดับที่เบากว่า Right  พอเป็น Privilege ไม่ใช่ Privilege ธรรมดาแต่ผูกด้วย A burden of duty คือหมายความว่าเป็นเอกสิทธิที่ไม่เด็ดขาดแต่ผูกด้วยหน้าที่หลายๆ อย่าง ที่มันเกิดขึ้นในกฎหมาย ถ้าในกรอบ 2 – 3 อันนี้ จะไปในโทนอันเดียวกันว่ามันน่าจะมองในลักษณะที่กว้างลงมาหน่อย อันนั้นก็จะเป็นในเรื่องทฤษฎีที่ขออนุญาตแชกับท่านอาจารย์&lt;br /&gt;ทีนี้ก็อีกประเด็นหนึ่งก่อนที่จะให้ท่านอาจารย์นันทนพูด ก็คือว่าผมชอบมากในเรื่องของรายละเอียด ขออนุญาตผ่านไปก่อน อีกส่วนหนึ่งเรื่องโทษ บทที่ 8 ซึ่งบทที่ 8 ของงานวิจัยของอาจารย์ภูมินทร์ท่านจะพูดถึงโทษอาญาตามกฎหมายของไทยซึ่งมีรายละเอียดเยอะมาก จะเป็นประโยชน์มากในทางวิชาการหรือถ้าเกิดว่านักศึกษาที่ จะนำไปทำวิจัยต่อ ทีนี้มีเรื่องนึง พรบ. ที่จะขาดไปนิดหนึ่งก็คือว่า ตอนหลังนี้มันมี พรบ. ภาพยนตร์ก็อาจจะฝากท่านอาจารย์ไว้อาจจะมีเรื่องนี้ด้วย คือท่านอาจารย์พูดถึงโทษอาญาหลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง โรงประกอบการอะไรพวกนี้ แต่ว่าปัจจุบันที่กลายเป็นปัญหาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าแห่งประเทศกลางเจออยู่ตอนนี้  กลายเป็น พรบ. ภาพยนตร์ เหตุผลเพราะอย่างนี้เพราะว่าอยู่ๆ ตอนช่วง นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ จุฑานนท์ซึ่งมีช่วงหนึ่งถ้าท่านจำได้จะมีช่วงที่บอกว่าปลายๆ สมัยแล้วก็มีการเตรียมผ่านกฎหมายกว่าร้อยฉบับ แล้วก็มีการประท้วงอะไรกัน ช่วงนั้นแหละตัวนี้หลุดออกมาเค้าก็ยกเลิก พรบ .ภาพยนตร์เก่า และก็ยกเลิก พรบ .ควบคุมกิจการวัสดุเทปโทรทัศน์ ทิ้งไป 2 พรบ. และก็รวบเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน  ตัวองค์ประกอบความผิดเหมือนเดิม เค้าเปลี่ยนโทษ โทษเดิมเป็นโทษใบอนุญาตเท่านั้น แต่ว่าทำผิดในที่นี้ สมมุติ นาย ก ขายแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ มันก็จะกลายเป็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นความผิด พรบ.ลิขสิทธิ์ชัดเจน จบ ทีนี้เค้าบอกไม่พอกฎหมายตัวนี้บอกว่าไม่เป็นไรความผิดละเมิดลิขสิทธิ์ผิดอยู่แล้ว ยังผิดอยู่  แต่ว่าเราเพิ่มโทษให้อีกเรื่องหนึ่งคือเราบอกว่านาย ก นอกจากละเมิดลิขสิทธิ์แล้วคุณยังขายแผ่นละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย  เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้ก็จะบอกว่านาย ก ผิด 2 เรื่องเลย คือ พรบ.ลิขสิทธิ์ และใบอนุญาต ในเรื่อง พรบ.ลิขสิทธิ์ โทษปรับค่อนข้างแรง เค้ากำหนดโทษขั้นต่ำสุด อยู่ 50,000 บาท ซึ่งหมายความว่าศาลลงโทษน้อยที่สุดก็ได้ 50,000 บาท ทีนี้พอเป็นเรื่องใบอนุญาตซึ่งผมเชื่อว่านักกฎหมายจะรู้ว่าความผิดใบอนุญาตพวกนี้มันเหมือนใบอนุญาตเสียภาษีบำรุงพื้นที่ อย่างเช่น เปิดร้านก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ขอใบอนุญาตขายก๋วยเตี๋ยวประมาณนี้  ความผิดพวกนี้มันเป็นความผิดทางเทคนิคซึ่งโทษจะเบามาก  ถ้าสมมุติเราขายก๋วยเตี๋ยวแล้วเราทำแบบสะเพร่ามีของที่มันเป็นพิษแล้วคนกินแล้วปวดท้องเข้าโรงพยาบาล คนขายก๋วยเตี๋ยวต้องรับผิดในเรื่องความประมาททำให้บาดเจ็บ สิ่งปลอมปนอะไรก็ว่าไปอยู่แล้วและเค้าก็ยังผิดในฐานไม่มีใบอนุญาตด้วยเพราะฉะนั้นเรื่องใบอนุญาตเป็นเรื่องทางเทคนิคซึ่งโทษก็จะปรับประมาณ 1000 บาท สิ่งที่ต่างก็คือใน พรบ. ภาพยนตร์ เค้าบอกว่าใบอนุญาตเหมือนกันแต่ปรับต่ำสุด 200000 บาท คือฆ่าคนตายยังฆ่าได้หลายคน ซึ่งผมจำไม่ผิด อยู่ระหว่าง 200000 – 1000000 บาท ซึ่งขั้นสูงไม่ต้องพูดถึงซึ่งศาลคงไม่เคยใช้ แต่ศาลติดตรงที่ขั้นต่ำสุดที่ล็อกเอาไว้ ซึ่งศาลใช้ดุลพินิจต่ำกว่านี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันจะเกิดปัญหาอย่างที่ว่า ถ้าเค้าไปจับแผงอย่างเช่น นาย ก ก็จะผิดในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ สำหรับขายแผ่นและผิดเรื่องใบอนุญาต ซึ่งเรื่องลิขสิทธิ์กลายเป็นว่านาย ก ไม่ค่อยกลัว เพราะมีเรื่องที่ต้องกังวลมากกว่า ก็กลายเป็นเรื่องใบอนุญาตแทน อันนั้นก็เป็นส่วนที่อยากจะฝาก &lt;br /&gt;อีกประเด็นนึงที่ขอเติมนิดนึงคือท่านอาจารย์งานวิจัยจะพูดถึงกรอบความคิดวางกรอบเอาไว้วางประเภทการกระทำ วางโทษ เป็นกรอบใหญ่ทีนี้พอท่านอาจารย์พูดถึงตัวงาน มุ่งที่จะไปดูเรื่องแนวทางปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาในทางปฏิบัติด้วยซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  พอกรอบมันครบอย่างนี้ท่านอาจารย์ไปดูในส่วนของ level ของการกระทำความผิดมันค่อนข้างจะเน้นเรื่องความผิดที่เกี่ยวกับการทำผิดที่เรียกว่า “Privacy” เป็นเรื่องของการกระทำละเมิดโดยคนที่เจตนาทำละเมิด ทำซ้ำ เป็นกลุ่มหนึ่ง แต่ว่าจริงๆ ในเรื่องของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มันหลากหลายมาก คือมันยังมีเรื่องที่ไม่น่าจะผิดแล้วก็เจ้าของสิทธิเป็นฝ่ายที่บอกว่าใช้สิทธิมากเกินไป  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือ เร็วๆ นี้ท่านเคยเห็นโฆษณากรณีของ “เบอดี้”  ซึ่งไม่รู้จริงหรือไม่  กาแฟเบอดี้มีโปรโมชั่นไปร่วมสนุกแล้วจะได้ตั๋วบอลโลก ไปดูที่แอฟริกาใต้ ถ้าท่านดูในโฆษณาเค้าจะบอกว่า เพื่อไปดูบอลระดับโลก  และก็มีหลายยี่ห้อที่ใช้คำนี้  ไม่ใช้คำว่าบอลโลก ถามว่าทำไมไม่ใช้คำว่าบอลโลกเพราะว่าทั้งหมดของโปรเจคก็คือไปบอลโลกนั่นแหละ  มีคนเคยบอกว่าซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เพราะว่าทางบริษัท อาเอส บอกว่า เค้ามีสิทธิคนเดียวในการประชาสัมพันธ์เรื่องบอลโลก เพราะฉะนั้นห้ามใช้คำว่าบอลโลก ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็เป็นเรื่องแปลก  คือสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นสิทธิผูกขาดวันหนึ่งมันจะขยายไปได้จนกระทั่งเจ้าของสิทธิรู้สึกว่าเค้าเป็นเจ้าของภาษาไทย  คำหนึ่งซึ่งบอกว่าคนอื่นใช้ไม่ได้ และที่แปลกว่านั้นมันมีถ้าเป็นเรื่องจริงนะ มันมีบริษัทที่เป็นคนไทยรู้สึกได้ด้วยนะว่าเราใช้ภาษาไทยไม่ได้แล้ว อันนี้ก็ฝากเอาไว้  &lt;br /&gt;*********************************จบช่วงแรก*******************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ท่านอาจารย์นันทน  อินทนนท์&lt;br /&gt;เหมือนท่านอาจารย์จุมพล ความรู้สึกแรกที่ก่อนหน้านี้เคยอ่านบทความของอาจารย์ภูมินทร์มา 2 -3 เรื่องมาก่อนด้วยความ  พยายามอ่านด้วยความตั้งใจตั้งแต่ได้รับบทความ 2 – 3 เรื่องที่เคยได้รับ อ่านแล้วก็มีคำถามค้างคาในใจอยู่หลายเรื่อง  มีคำถามพร้อมกับความชื่นชมในความวิริยะอุตสาหะของอาจารย์ ผมได้อ่านวิจัยฉบับนี้ก็มีความรู้สึกทำนองเดียวกัน ว่าชื่นชมที่อาจารย์เขียนงานได้ค่อนข้างจะละเอียดลึกซึ่งและก็เป็นงานวิจัยที่คนในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญารอคอย งานชิ้นนี้เป็นอุบัติการของงานวิจัยทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเป็นงานที่ ผมคิดว่ามันมีคุณค่าถึงแม้ว่าบางส่วนหรือ อาจจะไม่น้อยกว่าครึ่งในส่วนที่ผมอาจจะยังติดใจแล้วก็มีคำถามอยู่ ผมอาจจะไม่ใช้เวลามากนักที่จะวิจารณ์ว่าปรัชญาที่อาจารย์คิดค้นมานั้น มันสอดคล้องกับสิ่งที่ผมรู้หรือที่ผมเข้าใจ ผมไม่ใช่นักวิชาการทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาคือไม่ต้องการที่จะเป็น   ผมเป็นนักกฎหมายในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทางเทคนิค ผมชอบจับอะไรที่เป็นจุดเล็กๆ มากกว่าที่จะจับเป็นภาพกว้างผมไม่ใช่นักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในภาพกว้างที่ดี  แต่ว่าในประเด็นปัญหาแต่ละเรื่องที่ผมอยากจะหยิบยกมาคุย ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับงานวิจัยในหลายๆ เรื่อง  คำถามที่ท่านอาจารย์ ตั้งไว้ในงานวิจัยหลายเรื่อง ทั้งในส่วนกฎหมายเอกชน ในส่วนของกฎหมายอาญา ทั้งในส่วนกฎหมายมหาชน และปัญหาในทางปฏิบัติผมคิดว่าท่านอาจารย์กล้าหาญมากๆ ที่ จะบอกว่างานอย่างนี้ มีคนศึกษาไว้อย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ แล้วตัวอาจารย์เห็นอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้แหละคือสิ่งที่ แวดวงวิชาการทรัพย์สินทางปัญญา ต้องการเห็น อาจารย์พยายามเสนอสิ่งที่ท่านอาจารย์จุมพลพูดว่า คำว่า “Infringement” ที่เรานักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาใช้มาตลอดมาจะ 40 -50 ปี อาจารย์บอกว่าควรจะเปลี่ยนใหม่เรียกว่า เป็นเรื่องของการล่วงสิทธิดีกว่า นั้นก็เป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำว่า การล่วงสิทธิ ยังเคยปรากฏในแวดวงวิชาการของเราอยู่บ้าง แต่ว่าก็ไม่มีการนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมอย่างในลักษณะนี้มาก่อน อาจารย์พยายามจะมองการล่วงสิทธิในด้านทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งหนึ่งที่อาจารย์เริ่มต้นก็คืออาจารย์พยายามจะบอกว่าเปรียบเทียบการละเมิดหรือว่าการล่วงสิทธิในด้านทรัพย์สินทางปัญญากับการกระทำว่าเป็นบุกรุก หรือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ผมคิดว่าคำถามที่ต้องถามตั้งแต่ตอนต้นก็คือทำไมเราถึงต้องเลือกความผิดฐานบุกรุกกับความผิดฐานลักทรัพย์มาเป็นโจทย์และก็จะบอกว่าการล่วงสิทธิทางด้านไอพีควรจะเปรียบเสมือนการบุกรุกหรือการลักทรัพย์ ผมเข้าใจว่างานของอาจารย์พยายามจะเน้นย้ำมาตลอดของงานวิจัยว่าทรัพย์สินทางปัญญาหรือการล่วงสิทธิทางด้านทรัพย์สินทางปัญญามีรากฐานมีพื้นฐานมาจากความรับผิดในทางแพ่ง  แต่พออาจารย์เปรียบเทียบอาจารย์กับใช้ความรับผิดทางอาญามาเป็นฐานในการเปรียบเทียบ  ซึ่งมันต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อนก็เมื่ออาจารย์บอกมาตลอดว่าความรับผิดการล่วงสิทธิทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความรับผิดในทางแพ่ง  แต่ทำไมอาจารย์ถึงจะเอาความผิดฐานบุกรุกหรือฐานลักทรัพย์มาเปรียบเทียบกับการล่วงสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งผมคิดว่าอันนี้งานวิจัยยังไม่ตอบปัญหานี้&lt;br /&gt; ไปถึงบทสรุปของอาจารย์ที่อาจารย์บอกว่าในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่มีการจดทะเบียน เช่น ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป อาจารย์บอกว่าการล่วงสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องนี้ควรจะเปรียบเทียบกับความผิดฐานลักทรัพย์  ถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีขอบเขตชัดเจน เช่น สิทธิบัตร การคุ้มครองพันธุ์พืช คงจะเปรียบเทียบฐานบุกรุก โดยผมยังมองงานวิจัยไม่ค่อยชัดเจนว่าทำไมเราถึงต้องเอา ขอบเขตของทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นตัวเปรียบเทียบไปชี้ว่าอันนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรืออันนี้เป็นความผิดฐานบุกรุก  ผมคิดว่างานวิจัยยังไม่ค่อยได้ให้ความชัดเจนตรงนี้เท่าไร  แต่ผมเข้าใจว่างานวิจัยบอกว่า งานวิจัยออกมาในลักษณะทำนองที่ว่าในกรณีที่เป็นความผิดฐานบุกรุกนั้นมันไม่ต้องดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ซึ่งอาจารย์เขียนไว้อย่างนั้น  ในหน้า 42 อาจารย์เขียนว่า เพียงแค่บุกรุกก้าวย่างเข้าไปในดินแดนที่มีเจ้าของก็เป็นความผิดแล้ว  โดยไม่ต้องพิจารณาว่าจะต้องเสียหายเท่าไร  ผมไม่แน่ใจว่าส่วนนี้เป็นพื้นฐานของกฎหมายฝรั่งเศสหรือกฎหมายไทย แต่ถ้าเป็นกฎหมายไทยผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นความผิดในฐานลักทรัพย์หรือความผิดฐานบุกรุกก็ตาม มันก็ต้องเกิดความเสียหายแก่ตัวเจ้าของแต่จะเสียหายเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่สำคัญคือผมเชื่อว่ามันไม่น่าจะมองตรงที่ว่าเสียหายหรือไม่เสียหาย  ส่วนตรงนี้ท่านอาจารย์พยายามที่จะเชื่อมต่อไปถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญที่เป็นปัญหาทางวิชาการเรื่องใหญ่  อาจารย์พยายามยกตัวอย่างนักวิชาการในอดีต ท่านอาจารย์แก้วสรร  หรือ อาจารย์ ปรีดี เกษมทรัพย์ ซึ่ง ตั้งคำถามไว้ เป็นโจทย์ซึ่งสังคม เป็นโจทย์ที่สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย แล้วไม่มีใครยกประเด็นปัญญาเหล่านี้มาพูดถึงมากนัก ก็คือการละเมิดสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาหรือการล่วงสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญานั้น เป็นความรับผิดเด็ดขาดหรือไม่ ในงานวิจัยของอาจารย์ อาจารย์ไม่ได้ตอบว่าทรัพย์สินทางปัญญาควรหรือไม่ควรที่จะเป็นความรับผิดเด็ดขาด แต่อาจารย์ตอบบอกว่าความผิดฐานลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นความรับผิดเด็ดขาด และก็บอกว่าแต่ว่าความรับผิดเด็ดขาดนั้นควรใช้กับสิทธิบัตร ควรใช้กับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ควรใช้กับความลับทางการค้า จริงๆ ผมเข้าใจว่า บทสรุปของอาจารย์น่าจะอยู่ในหน้า 59 ถ้าผมจำไม่ผิด คิดว่าเป็นข้อสรุปของอาจารย์ผมคิดอย่างนี้เข้าใจว่าสาเหตุที่งานวิจัยนี้ บอกไว้ว่าความผิดหรือว่าการล่วงสิทธิในกรณีของลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นความรับผิดเด็ดขาดเนื่องจากมันเป็นความผิดที่พิสูจน์ได้ยาก เนื่องจากลิขสิทธิ์ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่แน่นอน ส่วนอาจารย์ให้เหตุผลของหลักความรับผิดเด็ดขาดในแง่ของสิทธิบัตร การคุ้มครองพันธุ์พืช และความลับทางการค้า เพราะว่าการพิสูจน์เหล่านี้มันเป็นไปได้โดยยาก อาจารย์พูดอย่างนี้ การพิสูจน์ความผิดของสิทธิบัตร การคุ้มครองพันธุ์พืช และความลับทางการค้า เป็นไปได้โดยยาก แต่บุคคลภายนอกสามารถที่จะรู้ได้โดยจากการโฆษณา ซึ่งผมคิดว่าสองอันนี้มันขัดแย้งกัน  จริงๆ แล้วถามว่ามันพิสูจน์ยากหรือพิสูจน์ง่ายในกรณีของสิทธิบัตร  ถ้าเราบอกว่าสิทธิบัตรเป็นเอกสารมหาชนซึ่งเป็นที่เปิดเผยใครก็ตามสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรได้ เพราะฉะนั้นความผิดทางสิทธิบัตรคนละเมิดจะต้องรู้อยู่เสมอ ในเมื่อตัวเองกำลังทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิบัตรเพราะฉะนั้นการพิสูจน์ความผิดมันจะพิสูจน์ยากหรือง่าย  มันมีบางกรณียากบางกรณีง่าย กรณีอย่างสิทธิบัตร หรือสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์การพิสูจน์ความผิดมันไม่ค่อยยากในเนื้อหาของมันเท่าไหร่  ถ้าเราสามารถเอาผลิตภัณฑ์ 2 ตัวมาวางคู่กัน  และแยกองค์ประกอบแต่ละผลิตภัณฑ์โดยดูตามข้อ 1 -10 แบบนี้ไม่ยาก แต่ถ้าเป็นการละเมิดสิทธิบัตรในกรรมวิธี ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าโรงงานของฝ่ายตรงข้ามเค้าใช้กรรมวิธีอะไรในการผลิต เพราะฉะนั้นการพิสูจน์อย่างนี้ยาก มันนำไปสู่ปัญหาอย่างนี้ครับอาจารย์ มี 2 เรื่อง ที่ผมคิดว่างานวิจัยอาจจะดูสับสน  คือเราพูดถึงมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดคือมาตรฐานของการรับผิด ซึ่งในทางวิชาการเราได้แบ่งเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่หนึ่ง Liability without fault คือ ความรับผิดที่ไม่ต้องมีความผิด หมายถึงไม่ต้องจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก็มีความผิดได้  ส่วนกรณีที่สอง Liability with fault คือความผิดที่ต้องการความผิด หมายถึงความรับผิดนั้นมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ ผู้กระทำจงใจประมาทเลินเล่อ  ซึ่งในทางวิชาการเราแยกเป็นสองอย่าง คือ 1 เราดูว่ามันมี “Actual knowledge” หรือไม่ หมายความว่าถ้าในกรณีของ Liability with fault จะต้องมีความรู้ตัวของผู้กระทำเสมอที่จะมีความรับผิดเกิดขึ้น  อีกอันเรียกว่า “Constructive knowledge” หมายถึง ไม่จำเป็นจะต้องรู้แต่ว่าถ้ามีเหตุอันควรจะรู้ก็ถือว่ามีความผิดแล้วเพราะฉะนั้นจะเกิดความผิดในทางละเมิดได้&lt;br /&gt;แต่อีกแบบหนึ่งเลย คือเรื่องการกำหนดภาระการพิสูจน์หรือมาตรฐานในการพิสูจน์  มาตรฐานในการพิสูจน์ความผิดมีหลายระดับมาก เช่น ในความผิดทางอาญา เรารู้แน่นอนว่าจะเอาจำเลยมารับโทษได้เราต้องพิสูจน์ความผิดจนขณะที่ปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ กับบางอย่างอาจจะพิสูจน์ในทางแพ่ง เราเรียกว่า “การชั่งน้ำหนักพยาน” ก็คือพยานโจทย์หรือพยานจำเลยอะไรมีน้ำหนักกว่ากัน ถ้าฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนัก 51 อีกฝ่ายมีน้ำหนัก 49 ฝ่ายที่มีน้ำหนัก 51 ชนะ ฝ่ายที่มีน้ำหนัก 49 ก็แพ้ ถ้าพิสูจน์ได้ 50 – 50 ดูว่าภาระการพิสูจน์มันตกโจทก์หรือตกจำเลย  ถ้าตกโจทก์ถ้า 50 -50  โจทก์ก็แพ้  แต่ถ้าตกจำเลยถ้า 50 – 50 จำเลยก็แพ้ อันนั้นเป็นเรื่องมาตรฐานการพิสูจน์สองเรื่องที่อยู่ในกฎหมายไทย แต่มาตรฐานการพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่มีในกฎหมายไทยคือ เราเรียกว่า “Clear and convincing evidence” ก็คือจะต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ถ้าเราบอกว่า “Beyond reasonable doubt” คือ 100 %  “การชั่งน้ำหนักพยาน” คือ 51 %  แล้ว เรียกว่า “Clear and convincing evidence” จะอยู่ที่เท่าไร อาจารย์บางท่านบอกว่ามันน่าจะอยู่ประมาณ 80 -90 % อันนี้เป็นเรื่องของมาตรฐานในการพิสูจน์การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน  ซึ่งเราไม่ควรจะเอามาปนกับมาตรฐานความรับผิดเรื่อง “Standard of liability” เมื่อทั้งสองเรื่องถูกเอามาใช้ปนกันว่าพิสูจน์ยากหรือพิสูจน์ง่าย  เพราะฉะนั้นมาดูเรื่อง Strict liability  ผมคิดว่าเมื่อเราเอาทฤษฎีสองเรื่องนี้มาปะปนกัน ทำให้งานวิจัยบางส่วนมันตอบปัญหานี้ไม่ค่อยได้ชัดแต่ถามว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาแก้ไขปัญหานี้อย่างไร  ถ้าเราดูใน พรบ.สิทธิบัตรเอง ผมเข้าใจว่าท่านอาจารย์ยกตัวอย่างเรื่องการกลับภาระการพิสูจน์ในมาตรา 77 ตรี ในเรื่องของ การละเมิดสิทธิบัตร แต่ในขณะที่เรื่อง“Standard of liability” คือไม่เกี่ยวกับภาระการพิสูจน์เลย ผมคิดว่าถ้าเราเอาทั้งสองเรื่องมาปนกันมันค่อนข้างจะสับสน&lt;br /&gt; งานวิจัยของอาจารย์ในหน้า 92 อาจารย์พูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ก่อนที่ผมจะข้ามไปตรงนั้นโดยสรุปผมยังมองไม่ค่อยเห็นด้วยกับข้อสรุปของอาจารย์ในหน้า 55 ที่ว่าลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็น Strict liability  ผมอาจจะได้รับการศึกษามาจากประเทศที่ใช้คอมมอนลอร์เป็นหลัก ผมเข้าใจว่า ประเทศที่ใช้คอมมอนลอร์ยังไงความรับผิดในทางลิขสิทธิ์  จริงๆ ลิขสิทธิ์ชัดแจ้งที่สุดว่าต้องเป็น Strict liability  แต่พอมาทางฝรั่งเศสผมไม่ค่อยเข้าใจ  อาจารย์บอกว่าฝรั่งเศสมีการแยกองค์ประกอบความผิด  ตามที่อาจารย์ บอกว่าในฝรั่งเศสจะแยกองค์ประกอบเป็นเรื่องของการกระทำ เป็นเรื่องของเจตนา และเรื่องของกฎหมาย  ถ้าเราตั้งโจทย์ว่าการล่วงสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ นั้นหมายว่าเรากำลังดูองค์ประกอบข้อที่สอง คือองค์ประกอบด้านเจตนา ว่าต้องมีเจตนา ต้องมีความจงใจหรือต้องประมาทเลินเล่อหรือไม่  อาจารย์กลับไปแยกว่า 1. เป็นการทำให้เกิดซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาที่มันไปละเมิดการแพร่หลาย หรือว่าการทำให้มันขยายไปสู่มุมกว้าง  ถ้าถามกลับไปที่กฎหมายฝรั่งเศสว่าการแยกองค์ประกอบนั้น ในกฎหมายฝรั่งเศสที่ท่านอาจารย์กำลังอธิบาย หนึ่งการกระทำต้องครบองค์ประกอบความผิด เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ หนึ่งต้องมีการทำซ้ำ สองลิขสิทธิ์นั้นยังอยู่ในระยะเวลาของการคุ้มครอง  ทางด้านเจตนา ปัญหาคือต้องดูทางด้านเจตนาว่า Strict liability มันดูว่าเจตนาหรือไม่เจตนา คือถ้าเป็น Strict liability  ต้องตอบว่าแม้ไม่จงใจหรือว่าเป็นการประมาทเลินเล่อก็ถือว่าเป็นความผิด สรุปตอนนี้ผมยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับอาจารย์ในเรื่องของการสรุปว่าลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็น Strict liability  ขณะที่อาจารย์บอกว่ากฎหมายความลับทางการค้าควรที่จะเป็น Strict liability  ซึ่งเป็นคำถามสำหรับผมมาก กฎหมายความลับทางการค้าในระบบกฎหมายคอมมอลลอร์ ไม่มีกฎหมายคอมมอลลอร์ประเทศไหนที่ ถือว่าการเอาไปซึ่งความลับทางการค้าเป็น Strict liability เพราะ คำว่า “เอาไปซึ่ง” ข้อมูลอันเป็นความลับนั้น การเอาไปมันจะต้องมีเจตนาในการเอาไป เรียกว่าต้องจงใจ ต้องมีเจตนาเสมอ แต่พอของอาจารย์กลับกัน อาจารย์เสนอว่ากฎหมายความลับทางการค้าควรที่จะเป็น Strict liability  ซึ่งผมมองว่าค่อนข้างแปลกในความเห็นของผม ในกฎหมายสหรัฐอเมริกา ผมต่อไปนิดนึง เราพูดไม่ได้เต็มปากว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็น Strict liability  ทุกกรณี  เพราะว่าเค้าแยกระหว่าง การละเมิดทางตรงกับการละเมิดทางอ้อม การละเมิดทางตรงเป็น Strict liability  ในขณะที่การละเมิดทางอ้อมคือมาตรฐานพิเศษของเราไม่ใช่ Strict liability  แต่เป็นสิ่งที่เค้าเรียกว่า Actual damage  อย่างที่ผมบอก  เพราะฉะนั้นตรงนี้มีความเห็นที่ค่อนข้างจะแตกต่างกับงานวิจัยของอาจารย์ค่อนข้างมาก  จริงๆ สิทธิบัตรโดยความคิดแบบทางคอมมอนลอร์ถือว่าเป็น Strict liability  แต่ว่าในสหรัฐอเมริกาเค้าถือว่า ระบบกฎหมายในอเมริกาเรียกว่า Modify liability เพราะว่าผู้กระทำจะมีความรับผิดในทางแพ่งต่อเมื่อได้รับการทวงถาม(notice)ก่อนล่วงหน้าว่าการกระทำของคุณเป็นการละเมิดสิทธิบัตร ถ้าผู้ทรงสิทธิบัตรไม่ทวงถามก่อนมันเป็น Strict liability  ก็จริงแต่ว่าจะไม่ได้ค่าเสียหายในทางแพ่ง ซึ่งในระบบกฎหมายในอเมริกาเรียกว่า Modify liability&lt;br /&gt; ส่วนอันอื่นๆ อย่างเช่น เครื่องหมายการค้า ผมคิดว่ากฎหมายคอมมอลลอร์ค่อนข้างคล้ายกับกฎหมายเครื่องหมายการค้าไทย ที่มันจดทะเบียน ถ้าเป็นการละเมิดทางตรงตามมาตรา 108 – 109 เป็น strict liability   แต่ถ้าเป็นมาตรา 110 กฎหมายไทยก็เขียนไว้ในทำนองเดียวกันว่ารู้หรือควรจะรู้ว่าของที่ถูกเสนอขายนั้นเป็นของที่ทำขึ้นโดยที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็น without fault liability นั่นเป็นความเห็นของผมในส่วนเรื่องของ strict liability  &lt;br /&gt;  อาจารย์เสนอหลายๆ เรื่อง ผมคิดว่าหลังจากนี้คงเป็นประเด็นย่อยๆ เช่น ความผิดลิขสิทธิ์ไม่ควรจะเป็นลิขสิทธิ์ที่ยอมความได้  อยากให้มีความชัดเจนมากกว่านั้นไม่ควรจะยอมความได้อาจารย์หมายความถึงทุกกรณีหรือว่าหมายถึงรวมถึงแค่เฉพาะกรณีของการละเมิดขนาดใหญ่ &lt;br /&gt; ในหน้า 187 อาจารย์พยายามจะแบ่งเรื่องประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลำดับสุงสุด ลำดับขั้นกลาง ลำดับขั้นต่ำ อาจเป็นได้ถ้าเรามองในแง่ของอาจารย์ว่า ถ้าเราถามว่าทรัพย์สินทางปัญญาอะไรบ้างที่มีประโยชน์ต่อสังคมมากๆ เราตอบได้ว่า สิทธิบัตรน่าจะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประโยชน์ต่อสังคมมาก เพราะมันสร้างนวัตกรรมใหม่  ลิขสิทธิ์อาจารย์บอกว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลำดับขั้นสูงซึ่งผมคิดว่าผมมีคำถาม เช่น การถ่ายรูปวัดพระแก้วโดยใช้กล้องปัญญาอ่อนมันก็อาจจะเป็นลิขสิทธิ์ได้ แต่ถามว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาลำดับขั้นสูงจริงหรือ การแต่งบทกวีห่วยๆ ขึ้นมาสักบทกวีหนึ่ง ซึ่งไม่มีคุณค่าอะไรมากมายนัก จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีลำดับสูงกว่าการผลิตนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะฉะนั้นข้อนี้ก็ค่อนข้างจะมีปัญหาในแง่ของการแยกแยะกันพอสมควร ในทางวิชาการ  มันอาจจะถูกต้องในระดับหนึ่งแต่มันไม่เป็นอัมตะ คืออธิบายไม่ได้ทุกคำตอบ หรือว่าอาจารย์แบ่งความลับทางการค้าว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาขั้นต่ำ จริงๆ มันอาจจะเป็นความลับทางด้านเทคโนโลยีขั้นสูงก็ได้  แต่อาจเกิดประโยชน์ต่อสังคมน้อยกว่าทรัพย์สินทางปัญญาขั้นอื่นๆ &lt;br /&gt; สุดท้ายผมคิดว่าเป็นหัวใจของงานว่าดูเหมือนกับว่าอาจารย์พยายามนำเสนอว่า มาตรการทางอาญาไม่ควรจะเป็นมาตรการหลักในการบังคับสิทธิ แต่อาจารย์ทำวิจัยต่อมาจากท่านอาจารย์จุมพล เรื่องของ Over-criminalization การดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ส่วนใหญ่ร้อยละ 95 เป็นการดำเนินคดีทางอาญา ผมเองด้วยความเคารพต่ออาจารย์จุมพล ด้วยนะครับว่า ผมเองค่อนข้างจะมีคำถามกับวิธีการโดยใช้สถิติของศาลทรัพย์สินทางปัญญา มาเป็นวิธีการในการบอกว่า คดีโดยส่วนใหญ่ของประเทศไทย 95 เปอร์เซ็นต์ เป็นการดำเนินคดีโดยใช้ทางด้านกฎหมายอาญา ผมคิดว่าเรากำลังเอาทุกอย่างมาเทกองลงในตะกร้า เราก็มานับว่ามีอาญาเท่าไร มีแพ่งเท่าไร แต่เราไม่ได้เลือกว่าใน 100 เปอร์เซ็นที่เราเทลงในตะกร้า  มันมีคดีอาญาในลักษณะของผู้ละเมิด กับคนที่เป็นเจ้าของสิทธิเท่าไร กับการละเมิดระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการเท่าไร เช่นมันมีคดีแพ่งจำนวนมากที่สู้กันระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ ซึ่งเค้าไม่ได้ใช้มาตรการทางอาญาในการระงับสิทธิ  ถ้าเราจะแบ่ง ในคดีที่เป็นคดี 100 เปอร์เซนระหว่างผู้ละเมิดกับเจ้าของสิทธิฯ มีคดีแพ่งเท่าไร คดีอาญาเท่าไร  ในคดีระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ ผมยกตัวอย่าง สีโจตัน กับสี ทีโอเอ คอคอได กับ ลาค๊อต หรือว่า เนสเล่ กับดูเม็ก คุณต้องแบ่งอย่างนี้ เอาคดีระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ มาดูสิว่าเขาดำเนินคดีโดยใช้คดีแพ่งเท่าไร คดีอาญาเท่าไร ผมเชื่อว่าถ้าเป็นระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ โอกาสที่จะใช้คดีแพ่งน่าจะมากกว่าคดีอาญา แต่คำถามก็กลับไปใหม่ มาตรการในทางอาญาไม่ควรจะเป็นมาตรการหลักในการบังคับสิทธิ  แล้วมาตรการในทางแพ่งเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่ใช้บังคับสิทธิได้จริงหรือไม่  อาจารย์พูดตอนท้ายเรื่องของมาตรการ Anto pillar order ก็ดี  ในเรื่องของRight of information ก็ดี อาจารย์บอกว่ามาตรการเหล่านี้ เมื่อใช้แล้วอาจจะขัดกับนโยบาย ขัดต่อหลักนิติรัฐในทางอาญา อาจารย์บอกว่ามาตรการทางอาญาไม่ควรใช้มาตรการทางแพ่งต้องมีข้อจำกัด  สรุปแล้วใช้มาตรการอะไรไม่ได้เลย สิ่งที่เราต้องการจากงานวิจัยก็คือ ถ้ามาตรการทางอาญาควรจะจำกัด มาตรการทางแพ่งควรจะมีวิธีการในการส่งเสริมอย่างไร  อันนี้คงเป็นคำถามว่ามาตรการควรจะขออย่างไร ให้ได้ง่ายให้ขอได้มีประสิทธิภาพ มีหลักประกันคุ้มครองสิทธิของผู้ทรงสิทธิอย่างเพียงพอ และมีหลักประกันของผู้ที่จะถูกใช้มาตรการแอนตอมมิวล่าอย่างเพียงพอ มาตรการเก็บรักษาข้อมูลที่เป็นความลับในกรณีที่เรามีการขอไรอินฟอเมชั่นอย่างที่อาจารย์ยกตัวอย่าง  การเข้าไปเอาบัญชีของธนาคาร ไปเอาใบเสร็จรับเงิน จะมีมาตรการอย่างไรในการคุ้มครองความลับทางการค้าลักษณะนั้นๆ งานวิจัยตอบปัญหาเหล่านี้น้อยเกินไป เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะบอกมาตรการทางอาญาน้อย มาตรการทางแพ่งต้องมีประสิทธิภาพ มาตรการในทางแพ่งควรจะเป็นอย่างไร มีอีกหลายเรื่องที่ผมคิดว่างานวิจัยอาจจะยังไม่ได้ไปพูดถึง&lt;br /&gt;เช่น การคุ้มครองผู้ที่ถูกละเมิด ผมยกตัวอย่างนิดเดียวสั้นๆ อย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาเวลาคนถูกฟ้องด้านละเมิดโดนผู้ทรงสิทธิ สิทธิบัตรก็ดี เครื่องหมายการค้าเขาทวงถาม  ผู้ถูกทวงถามเขาสามารถที่จะวิ่งไปศาล สามารถบอกได้ว่าเครื่องหมายการค้าที่ใช้อยู่นั้นมันไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ อาจจะวิ่งไปศาลแล้วบอกว่ากรรมวิธีในการผลิตสินค้าของเขานั้นมันแตกต่างจากกรรมวิธีที่จดสิทธิบัตร และขอให้ศาลมีคำพิพากษาเปิดเผยว่าการกระทำของเค้าไม่เป็นละเมิด  มาตรการเหล่านี้ยังไม่ถูกใช้ในเมืองไทยในศาลไทย ท่านผู้พิพากษาบอกว่าคนที่วิ่งไปศาลอย่างนี้ยังถือว่าไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามมาตรา 55 ปวพ. ซึ่งผมคิดว่าระบบกฎหมายลักษณะอย่างนี้มันปิดกั้นโอกาสของการดำเนินคดีทางแพ่งแทนที่เขาจะไปสู้การดำเนินคดีทางแพ่งว่าเครื่องหมายการค้ามันสมบรูณ์หรือไม่ เขารอวันที่เจ้าหน้าที่จะมาจับเค้าอย่างเดียว ซึ่งทุกฝ่ายก็อยู่ในภาวะของการหวาดผวา &lt;br /&gt;******************************จบช่วงที่หนึ่ง****************************************&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแสดงความคิดเห็นต่องานวิจัยของผู้เข้าร่วมสัมมนางานวิจัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ  นางอาวีพรรณ สุขแสงพนมรุ้ง  &lt;br /&gt;จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์&lt;br /&gt;เห็นงานวิจัยในแบบกว้างๆ  ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคตข้างหน้า   ขอพูดทางภาคปฏิบัติเพราะในทางวิชาการคงไม่ถนัดนัก เห็นว่าเรื่องที่อาจารย์พูดถึงการละเมิดคดีทางแพ่งกับการละเมิดทางอาญา ซึ่งเห็นว่าในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติงานเห็นว่าน่าจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนโดยเฉพาะกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกฎหมายเฉพาะ ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นกฎหมายเฉพาะหรือกฎหมายพิเศษ  แต่ถ้ากฎหมายละเมิดทั่วไปเป็นกฎหมายทั่วไปซึ่งมีลักษณะต่างกัน ไม่น่าจะมาใช้ร่วมกันได้ในเชิงของการละเมิด แม้ว่าความผิดบางอย่างในกฎหมายไอพี ไปเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม  แต่ลักษณะของการละเมิดน่าจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน  โดยเฉพาะการกำหนดขอบเขตการละเมิด ในเรื่องของไอพีแต่ละชนิด เช่น ลิขสิทธิ์ก็เป็นแบบหนึ่ง สิทธิบัตรก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง  ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนภายใต้ลักษณะที่จะถือว่าละเมิดนั้นคืออะไร หรือในกฎหมายเครื่องหมายการค้า การละเมิดกฎหมายการค้าค่อยข้างจะเบาไป ต้องไปอ้างอิงกฎหมายอาญา  การใช้กฎหมายหมายแพ่งในเรื่องของชื่อ การทำให้เกิดความเสียหายในเรื่องของชื่อก็เลยรู้สึกว่าจะมีความแตกต่างถ้าเอามาเทียบกันเรื่องลักทรัพย์หรือเรื่องบุกรุก  ในเรื่องของแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องที่อาจารย์จัดลำดับทรัพย์สินทางปัญญาโดยคอนเซ็ปของทรัพย์สินทางปัญญาเราจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ก็อบบี้ไรและอีกอันเป็นอินดัลเชี่ยว ซึ่งจะแยกออกเป็นสองกลุ่ม โดยคอนเซ็ปของไอพีเป็นแบบเฉพาะกลุ่ม  ทีนี้ก๊อบบี้ไรไม่แน่ใจว่าในทางศิลปะที่เห็นว่าให้อายุการคุ้มครองยาวนานเพราะฉะนั้นตรงนี้ลักษณะของลิขสิทธิ์ก็มีอายุการคุ้มครองค่อนข้างยาวนาน พอดีไม่ได้อ่านในรายละเอียด อ่านแต่หัวข้อ ก็เลยคิดว่าตรงนี้ที่แยกออกมา  ไม่รู้ว่าอาจจะรู้สึกว่า ถ้าเราอยู่ในวงไอพีมันจะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ  เท่านั้น  ก็อบบี้ไรและอินดัลเชี่ยวพ็อบเพอตี้  ซึ่งอินดัลเชี่ยวเป็นเชิงโรตารี่ในด้านการผลิตการอุตสาหกรรม การใช้ประโยชน์ แต่ในทางศิลปะในปัจจุบันแม้ว่าจะนำไปใช้ในเชิงการค้ามากขึ้น แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ อันนี้อาจารย์แยกเป็นหลายชั้นก็เลยไม่แน่ใจว่าตรงนี้เป็นอย่างไรบ้าง และในส่วนเรื่องของโทษก็เห็นว่าโทษค่อนข้างจะสูงบางครั้งได้รับข้อร้องเรียนจากการใช้สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ในเชิงของการบังคับใช้กฎหมายทั้งในทางแพ่งและทางอาญา  เช่น เจ้าของสิทธิพอได้สิทธิแล้วใช้สิทธิบังคับและอาจจะมีการดำเนินคดีทางอาญาก่อนและก็มีการยอมความกันทางแพ่ง  มีการชดใช้ค่าเสียหายและเลิกรากันไป แต่จริงๆ แล้วในเรื่องของสิทธิแต่ละประเภทของกฎหมายก็ต้องแยกแยะกันออกไป ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิในทางตรง และสิทธิในทางอ้อม สิทธิในทางตรงคือการละเมิด ทำซ้ำ สิทธิในทางอ้อม คือ การเผยแพร่ไม่น่าจะใช้โทษเดียวกันกับสิทธิทางตรงซึ่งมันเป็นบทร้ายแรง  เค้าแค่เอาแผ่นไปเผยแพร่ปรากฎว่ามีโทษพอกัน ซึ่งในปัจจุบันทางศาลได้ถูกจำกัดด้วยโทษขั้นต่ำ ผลคือผู้บริโภคได้รับผลร้ายค่อนข้างมาก ในปัจจุบันเราใช้มาตรการทางนโยบายของรัฐค่อนข้างจะเข้มข้นโดยใช้เอ็มโอยูอย่างที่ว่าอินฟิเกท กฎหมายหลายๆฉบับเข้ามาแล้วก็มาใช้โดยเจ้าของสิทธิก็จะได้ประโยชน์  แต่ผู้บริโภคที่ถูกกล่าวหาก็ไม่มีช่องทาง อย่างเช่น มาตรการการนำเข้า – ส่งออก   มาตรการตรงนี้มีผลต่อการนำเข้าและส่งออก เครื่องหมายการค้าอาจจะเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้แต่ก็ถูกระงับโดยศุลกากรและความเสียหายตรงนี้ก็ไม่มีใครรับผิดชอบ พอตอนท้ายไปว่ากันในศาลระยะเวลาของคดีก็นาน สินค้าก็เน่าไปแล้ว  ต้องมีมาตรการบางอย่าง ไปสอบถามหรือไปดีแคลอย่างไร ถ้ามาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจจะชี้ไม่ได้ชัดเจนว่าเหมือนคล้าย พอขึ้นศาลก็ต้องไปเป็นพยานในศาลก็ไม่กล้าชี้ว่าเหมือนคล้ายจริงหรือไม่  บางครั้งไม่สามารถชี้ได้  ประเทศเราใช้มาตรการค่อนข้างเข้ม  อันนี้พูดถึงในทางโทษทางกรมไม่ค่อยจะยุ่งเกี่ยวแต่เราจะเห็นว่าโทษรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับศาลอีกว่า ศาลเห็นว่าจะใช้ดุลพินิจเองได้ซึ่งในปัจจุบันคดีที่เป็นลิขสิทธิ์ที่ใช้มาตรการที่ดีขึ้นหน่อย   ขึ้นอยู่กับงานวิจัยว่าโทษที่เหมาะสมจะเป็นอย่างไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ  ผศ.ดร.สมชาย  รัตนชื่อสกุล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นแรกที่มีความสงสัยไม่ทราบว่าตอนต้นๆ ท่านนักวิจัยได้ตอบปัญหานี้ไปหรือยัง คำว่าทรัพย์สินทางปัญญามันกว้างมาก และมีหลายแบบมาก คนที่อ่าน ซึ่งผมไม่ได้อ่านงาน  ผมคิดว่ามันเจาะไปเรื่องอะไรหรือไม่  ถ้าไม่เจาะเรื่องอะไรโดยตรง คือเอาทุกเรื่อง มันเขียนรวมกันทั้งหมดมันก็จะเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า ทรัพย์สินทางปัญญาในแต่ละประเภทที่มันเกิดขึ้นที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ รากเง้าของมัน ที่มาของมันแตกต่างกันมาก พื้นฐานความคิดก็แตกต่างกัน การที่มันเกิดขึ้นมาก็แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นโดยตัวหลักพื้นฐานปรัชญาของมันแล้ว เมื่อมันแตกต่างกัน การที่จะมาวิเคราะห์อยู่ในกลุ่มเดียวกันโดยการเปรียบเทียบกันผมเลยไม่ค่อยแน่ใจตรงนี้  ว่ามันจะตอบคำถามอันนั้นได้ทั้งหมด ซึ่งผมดูจากหัวข้อที่ลงในรายละเอียด เหล่านั้นแล้ว ไม่สามารถเห็นคำตอบอย่างนี้ได้ ในตัวงานอาจจะมีในลักษณะอย่างนั้นอยู่ นั่นเป็นปัญหาอันแรกถ้าดูจากตัวเค้าโครง ไม่สามารถตอบโจทย์แม้กระทั่งจากหัวข้อที่ตั้งเอาไว้ด้วย มันจะสามารถตอบอันนี้ได้ มันดูแล้วทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามันจะไม่มีตัวเนื้องานวิจัยมันจะไม่มีเอกภาพคือตัวเนื้อกับตัวชื่อ อาจจะไม่ไปด้วยกัน คือในตัวงานมีประเด็นแตกย่อยลงไปเยอะมาก ซึ่งผมเห็นหลายหัวข้อแล้ว เฉพาะบทเดียวมันสามารถทำวิทยานิพนธ์ได้เป็นเล่มๆ  เฉพาะเป็นบทเดียวก็พอไม่ต้องทำทั้งหมด ประเด็นมันมีเยอะมากจริง ๆ ทำให้เป็นปัญหาหนึ่งที่ตัวงานวิจัยอาจจะไม่ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับตัวชื่อหัวข้อ นั่นเป็นปัญหาแรกที่ผมคิด &lt;br /&gt; อีกประเด็นหนึ่งที่ผมฟังแล้วยังไม่พบ ไม่ทราบว่านักวิจัยมีความคิดเห็นอย่างไรในเรื่อง สิทธิ ในเรื่องของสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา  แต่ว่าได้ยินประโยคหนึ่งซึ่งนักวิจัยได้พูดถึงก็คือ การบังคับต้องมีความสมดุลกันระหว่างตัวผู้สร้างสรรค์หรืออะไรอย่างนี้ ผมก็เลยตั้งคำถามในใจผมเองอยู่ลึกๆ ว่า สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เป็นสิทธิที่กฎหมายตั้งมันขึ้น ถ้ากฎหมายไม่ตั้งมันขึ้นมันไม่มีเลยสิทธิอย่างนี้ ไม่มีทางมีเลยด้วยซ้ำไป เพราะโดยสภาพของตัวทรัพย์สินทางปัญญาคนที่เป็นเจ้าของไม่สามารถหวงกันมันได้โดยสภาพเพราะฉะนั้นต้องอาศัยมาพึ่งกฎหมาย มันจึงขึ้นอยู่กับว่ากฎหมายเขียนแบบไหนและกฎหมายจะให้สิทธิมันแค่ไหน ถ้ากฎหมายให้สิทธิน้อยมันก็มีน้อย นั่นเป็นประเด็นหนึ่งซึ่งตามมาว่าเมื่อเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายใต้ที่กฎหมายตั้งมันขึ้น  การที่รัฐจะเขียนกฎหมายเพื่อคุ้มครองมันประโยชน์ที่เอกชนแต่ละคนจะได้ซึ่งอันนี้เราเห็นชัดเจน แม้แต่ว่าในทริปก็บอกว่ามันเป็น private right เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่สังคมจะได้อันไหนมันจะมีเหนือมากกว่ากัน ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวผมเองผมว่ามันไม่เท่ากัน  รัฐต้องเหนือกว่าเอกชนเพราะเป็นการทำเพื่อส่วนรวมโดยตรง เพราะฉะนั้นในเรื่องของการคุ้มครองอะไรแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าตัวนักวิจัยมีพื้นฐานแนวคิดในเรื่องนี้อย่างไร จึงจะไปเสนอแนะได้ว่าในรูปแบบของกฎหมายรวมทั้งในเรื่องของการลงโทษ  การบังคับจะเป็นแบบไหน อย่างไร นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่ผมไม่ทราบในความคิดเห็นของนักวิจัย อย่างไรก็ตามมีประเด็นย่อย ๆ ที่ผมเห็นแล้วผมก็สงสัย เผอิญท่านอาจารย์นันทน ก็ได้พูดไปถึงแล้วเหมือนกัน &lt;br /&gt; ในเรื่องการจัดลำดับศักดิ์ของตัวทรัพย์สินทางปัญญาผมไม่คิดว่าเราจะสามารถมาชี้ได้ว่า สิทธิบัตรสำคัญกว่าลิขสิทธิ์  หรือความลับทางการค้าสำคัญกว่าสิทธิบัตร มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนมองสิ่งเหล่านั้น ถ้าหากว่าเราจัดลำดับแบบนั้น อย่างเช่นท่านคนนี้ทั้งชีวิตไม่เคยทำเรื่องสิทธิบัตรทำเรื่องลิขสิทธิ์อย่างเดียว แต่งเพลงอย่างเดียวเลย  เพราะฉะนั้นเรื่องเพลงสำคัญมากกว่าแน่นอน และการจะไปบอกว่าสิทธิบัตรเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ เป็นประโยคที่สามารถถกเถียงกันได้ คนที่เค้าแต่งเพลงเค้าก็บอกว่าถ้าในโลกนี้ไม่มีเพลง คนไม่สามารถมีสติปัญญาคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ได้ เพราะมันไม่มีความบันเทิง นี่คือมุมมองที่มันแตกต่าง สามารถถกเถียงกันได้ ทีนี้ปัญหาก็คือว่าพอดูในหัวข้อนี้แล้วนักวิจัยพูดบอกว่า ต้องพิจารณาลักษณะเพื่อกำหนดโทษผมเลยคิดว่าคำนี้น่าจะเป็นคำที่สำคัญ  การแบ่งแยกอันนี้ท่านอาจารย์ต้องการแบ่งเพื่อกำหนดโทษของมัน  ทีนี้พอมาดูหลายเรื่องพอมาพูดถึงโทษทางอาญา  มันเป็นการไปลงโทษคนที่ไปกระทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งอาจารย์คิดว่ามันน่าผิดและจะต้องลงโทษ ผมคิดว่าน่าจะไปดูเรื่องของพฤติกรรมมากกว่าไม่ใช่ไปแบ่งที่ประเภทของทรัพย์สินทางปัญญาแต่น่าจะแบ่งตรงที่พฤติกรรมของคนที่ไปทำในเรื่องนั้นๆ  อย่างเช่น การละเมิดลิขสิทธิ์โดยเอาไปใช้ในเชิงการค้าเลย กับการละเมิดลิขสิทธิ์บรรณารักษ์ห้องสมุดทำเกินจำนวนมากไปหน่อย แบบนี้อาจจะเป็นประเด็นหนึ่งที่นำมาใช้ในการกำหนดโทษได้ ถ้าไปใช้แบ่งประเภทอาจจะทำให้มีปัญหา&lt;br /&gt;นั่นเป็นประเด็นที่ฝากไว้ ดูจากประเด็นที่เขียนผมยังต้องนับถือจริงๆ  ว่าแบบนี้ซุปเปอร์แมน ทำได้ทั้งหมดอย่างนี้ เพราะมันกว้างมากจริงๆ และมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่เยอะมากจริงๆ ดูแต่ละหัวข้อแล้วถ้าได้เห็นภาพรวมอย่างนั้นลงมาผมเชื่อว่าน่าจะเป็นประเด็นสำคัญ  อย่างไรก็ตามจุดหนึ่งที่ผมเห็นเยอะมาก เรื่องสถิติที่นำมาอ้างอิง ผมไม่แน่ใจว่าการวิจัยทางด้านนิติศาสตร์ การที่จะตอบปัญหาว่าอะไรมันควรจะกำหนดโทษแบบไหน ทำไมถึงควรจะกำหนดโทษแบบนั้น มันไม่น่าจะใช่เรื่องของสถิติหรือตัวเลขเอามาจับ มันน่าจะเป็นเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผลของตัวงานตรงนั้น เพราะอะไร ทำไม เพราะฉะนั้น ถ้าอาจารย์อาจคิดว่ามันสมควรเพราะมันมีเหตุผลแบบนี้  ที่จะต้องกำหนดโทษแบบนี้ ไม่คำนึงถึงเรื่องตัวเลขสถิติหรอกครับ มันไม่น่าเกี่ยวกัน คือถ้ามันถูกมันก็คือถูก ฉะนั้นการที่ตัวเลขมันเยอะๆ ไม่ได้หมายความว่า แบบนั้นมันถูกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะนันทน  อินทนนท์ (รอบสอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้ผมทำงานให้ผู้ทรงสิทธิค่อนข้างเยอะ ผู้ทรงสิทธิอยากใช้มาตรการในทางแพ่งถ้ามันเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ผมคิดว่าปัจจุบันมาตรการทางแพ่งของเรายังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ผมพยายามที่จะแนะนำลูกความว่าให้ ใช้มาตรการทางแพ่งในการบังคับสิทธิ ยกตัวอย่างว่า วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาก็ดี การขอยึดพยานหลักฐานก่อนฟ้องก็ดี มันยังมีความไม่เข้าใจของศาลอยู่ค่อนข้างมาก ผมเข้าใจว่าหนึ่งความรู้ของผู้พิพากษามันเป็นความรู้เฉพาะตัว  ความรู้ของผู้พิพากษาในฐานะที่เป็นองค์กรยังจำกัด ในกรณีเราไปยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาที่มีความรู้ก็อาจจะได้รับผลที่น่าพึงพอใจไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่ถ้าไปยื่นกับผู้พิพากษาที่ไม่มีความรู้ท่านก็จะออกมาในแบบที่ไม่ค่อยมีความรู้แล้วมันก็จะดิสคอเร็ต คนที่เป็นเจ้าของสิทธิว่าเค้าจะยื่นต่อไป การใช้มาตรการแอลกอซิล่าไม่ใช่เรื่องง่าย  ผมเคยขอในช่วงปีที่ผ่านมา 2 – 3 ครั้ง การไปยึดของที่โรงงาน โดยเป็นช็อคออเดอร์ของเอกชน โอกาสที่จะข้อมูลรั่วเยอะมาก ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ศาล เจ้าหน้าที่บังคับคดี และอันตรายมากๆ ยึดข้อมูลบางอย่างที่จำกัด มีเวลาแค่ 3 ชั่วโมง ต้องหาหลักฐาน  มาตรการเหล่านี้มันคงต้องการการพัฒนาไปเรื่อยๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะดร.จุมพล  ภิญโญสินวัฒน์ (รอบสอง)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอเพิ่มเติมในส่วนของประเด็นผศ.ดร.สมชาย  รัตนชื่อสกุล  เห็นด้วยกับประเด็นของท่านอาจารย์มาก ตัวงานวิจัยของอาจารย์ภูมินทร์ เริ่มต้นที่ผู้วิจัยมองกรอบแนวคิดทางประวัติศาสตร์คือในเนื้อหาจริงๆ จะเป็นแนวเปรียบเทียบระหว่างของประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสตามสมควร เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้  มันจะเป็นส่วนกลางที่จะใช้ได้กับไอพีทั่วๆ ไป  พอมาในส่วนของทางปฏิบัติก็จะเกิดปัญหาอย่างที่อาจารย์สมชายว่า ตัวงานมันยากมาก เนื่องจากว่าพอท่านอาจารย์ตั้งเป้าไว้ว่า เราต้องการจะดูไอพีทั่วๆ ไป จัดกรอบตรงนี้ว่าเราควรจะแยกอย่างไร ตัวความหลากหลายกับความเยอะของประเด็นมันก็จะเยอะมาก ซึ่งทางผู้วิจัยทำไว้ดีมาก ในกรอบของความจำกัดของอาจารย์หนึ่งท่าน แต่ในหลายๆ ส่วนผู้วิจัยก็จะตอบคำถาม จะสรุปแล้วก็ตอบคำถามในประเด็นย่อยๆ เหล่านั้น ซึ่งอย่างที่ ท่าน นันทน พูดในตอนต้นเหมือนกันว่า ความดีของงานมันเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหลากหลาย และมีกรอบเริ่มต้นที่ดี ในส่วนรายละเอียดในประเด็นย่อยๆ ที่มันเยอะ อาจจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย  จุดที่เรียกว่าเป็นข้อด้อยนิดนึงก็คือว่า ในแต่ละหัวข้อผู้วิจัยไม่สามารถที่จะลงไปให้รายละเอียดในเชิงของการวิเคราะห์ การนำความครบถ้วนของเนื้อหามาตอบได้ &lt;br /&gt; อีกประเด็นที่ชอบของอาจารย์สมชายคือ จากกรอบอย่างที่ว่าถ้าเกิดซึ่งอาจารย์ก็พูดถึงเหมือนกันว่าในฝรั่งเศสเค้าจะแยกเป็นกลุ่ม  กลุ่มของการกระทำความผิด ตั้งแต่คนที่ผลิต คนจำหน่าย คนที่ใช้งาน เป็นประเด็นที่อาจจะมองว่าเราจะสร้างโมเดลที่เป็นเลเวลของคนได้ไหม ของคนกระทำความผิด ว่ากลุ่มผู้ผลิตเลย กลุ่มดิสทิบิวเตอร์ กลุ่มที่สมอดิสทิบิวเตอร์ เป็นกลุ่มของยูสเซอร์ อะไรทำนองนี้แต่ว่า ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็อาจจะทำให้เกิดการปรับใช้ได้กับไอพีมากกว่าหนึ่งอย่าง แต่โดยรวมงานวิจัยที่เกิดขึ้น ผมเห็นว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-3030323619453868376?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/3030323619453868376/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=3030323619453868376' title='11 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3030323619453868376'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3030323619453868376'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/06/blog-post.html' title='ถอดเทปสัมมนาโครงการวิจัยเรื่องรัฐกับแนวทางการบังคับสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>11</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4631373900750948295</id><published>2010-04-25T03:11:00.000-07:00</published><updated>2010-04-25T03:12:17.955-07:00</updated><title type='text'>การคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยองค์กรของรัฐ: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส</title><content type='html'>ภูมินทร์  บุตรอินทร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทคัดย่อ&lt;br /&gt;What we are mainly concerned with here is the administrative protection between our public organizations and French public organizations related to Intellectual Property Rights legal enforcement. By way of introduction, let us try to explain the background of two states law enforcement agencies. &lt;br /&gt;In the first place, let us consider the administrative agencies- Department of Intellectual Property, Department of IP and IT Litigation Office of The Attorney General, The Investigation and Suppression Bureau, Economic and Technological Crime Suppression Division and The provincial police Bureau 1-9, Department of Special Investigation. Finally, it is hard to agree with the way of state policies to prevent the problems, especially how they practice to human dignity (IPR violator)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบทความนี้ผู้เขียนมุ่งที่จะศึกษาความสัมพันธ์ของรัฐกับการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา  เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม  ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาผ่านองค์กรต่างๆ  ทั้งนี้พิจารณาจากกฎหมายของฝ่ายปกครองที่ควบคุมการทำงานของฝ่ายปกครองโดยตรงและกฎหมายต่างๆที่เป็นแม่บทที่ให้อำนาจดำเนินการแก่สถาบันที่เกี่ยวข้องของทั้งประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส&lt;br /&gt;เนื่องจากมาตรการในการป้องปราบการละเมิดสิทธิของไทยได้ใช้มาตรการของฝ่ายปกครองเป็นหลักมานานแล้ว  เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ว่านักกฎหมายไทยส่วนใหญ่(เช่น ท่านอาจารย์วิชัย อารยะนันทกะ,ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ, ท่านอาจารย์จุมพล ภิญโญสินวัฒน์)ต่างเห็นว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกฎหมายเอกชน  แต่วิธีปฏิบัติต่อการคุ้มครองของประเทศไทยที่ผ่านมากลับเป็นมาตรการของฝ่ายปกครองในการดำเนินงานมากกว่าดังจะเห็นได้จากสถิติคดีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998-2007 พบว่ามีค่าเฉลี่ยการฟ้องคดีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคดีอาญาเป็นร้อยละ 95 ของคดีทั้งหมด แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ตาม คดีอาญาไม่ได้ลดหย่อนลงเลยซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับคดีในฝรั่งเศส   อีกทั้งมาตรการฝ่ายปกครองที่เป็นหัวใจของการป้องปรามยังต่างกันเพราะมาตรการของประเทศฝรั่งเศสคือ มาตรการของฝ่ายศุลกากร ในขณะที่การป้องปรามของประเทศไทยเป็นหน้าที่หลักของกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสถาบันตำรวจ&lt;br /&gt;ผู้เขียนสามารถกล่าวได้ว่าการเกาไม่ถูกที่คันย่อมไม่อาจแก้ปัญหาใดๆได้มากนัก  ปัญหาที่เกิดระหว่างสองประเทศนั้นมีที่มาและลักษณะของปัญหาที่แตกต่างกัน  ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น  ปัญหาการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้นจากแหล่งผลิตสินค้าปลอมแปลงนอกประเทศแทบทั้งสิ้น  ดังนั้นประเทศฝรั่งเศสจึงมุ่งเน้นความเข็มแข็งขององค์กรฝ่ายปกครองไปที่กรมศุลกากร  ซึ่งเป็นการเกาถูกที่คันเนื่องจากเป็นองค์กรต้นทางที่ปิดกั้นไม่ให้ปัญหาการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้น  ในทางตรงกันข้าม  ประเทศไทยนั้นปัญหาดังกล่าวเปรียบเสมือนสนิมเกิดแต่เนื้อในตน  เนื่องมาจากการละเมิดสิทธิฯแทบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในประเทศและบางส่วนเกิดจากการทะลักของสินค้าที่มีแหล่งผลิตอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  แม้กระนั้น  ประเทศไทยก็ยังเลือกพัฒนาองค์กรของรัฐในขั้นปลายเหตุเป็นหลัก  กล่าวคือไปมุ่งเน้นพัฒนาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแทนที่จะมุ่งพัฒนากลุ่มองค์กรที่เป็นขั้นป้องกันในต้นเหตุให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น กรมศุลกากรและกรมตำรวจ ฯลฯ  ยิ่งไปกว่านั้น  สิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและกำลังจะตามมาเรื่อยๆ ก็คือการนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องหลักนิติรัฐในทางอาญากับอำนาจหน้าที่ขององค์กรที่รับผิดชอบ&lt;br /&gt;ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบเบื้องต้นใน 3 หัวข้อคือ  &lt;br /&gt;(1.) องค์กรต่างๆที่คุ้มครองการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา &lt;br /&gt;(2.)การดำเนินงานของฝ่ายปกครองในการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;(3.) ปัญหาและแนวทางแก้ไข ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.สถาบันทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;จากการศึกษาวิจัย ทำให้ผู้วิจัยพบว่าสถาบันทางกฎหมายที่สามารถนำมาศึกษาเปรียบเทียบได้นั้นมีดังต่อไปนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศฝรั่งเศส&lt;br /&gt;1. กรมศุลกากรฝรั่งเศส (La douane en commerce) ทั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 หน่วยงานย่อยๆคือ&lt;br /&gt;1.1. DGDDI (La Direction Générale des Douanes et des Droits Indirects)&lt;br /&gt;1.2. DNRED (La Direction Nationale du Renseignement et des Enquêtes Douanières) เป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยอื่นเพื่อนำเรื่องไปขอออกหมายค้นและคำสั่งขอสืบค้นพยานโดยฉุกเฉิน &lt;br /&gt;1.3. CCD(Le Conseil de Coopération Douanière)&lt;br /&gt;2. สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขันทางการค้า(DGCCRF)&lt;br /&gt;3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(La police Judiciaire et Gendarmerie : Agents d’investigations au service de l’entreprise et de l’Etat) มีหน้าที่หลักในการป้องปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและประสานงานกับองค์กรตำรวจสากล(Interpol) หน้าที่หลักอีกประการก็คือดำเนินเรื่องสืบสวนสอบสวนและติดต่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ และคำสั่งสืบค้นหาพยานจากศาล  &lt;br /&gt;4. สมาพันธ์แห่งชาติแนวร่วมคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Le comité national anti contrefaçon-CNAC)&lt;br /&gt;5. คณะกรรมการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล(La Direction des Relations Economiques Extérieures) ทำหน้าที่ประสานงานภายนอกประเทศฝรั่งเศสกับองค์กรภายในประเทศฝรั่งเศสเพื่อให้ข้อมูลการละเมิดสิทธิจากรัฐนอกประเทศอันอาจเป็นต้นทางของการขนส่งสินค้าละเมิดสิทธิ&lt;br /&gt;6. หน่วยคุ้มครองการกระทำผิดในเทคโนโลยีสารสนเทศ (Le service d’enquêtes sur les fraudes aux technologies de l’information-SEFTI) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางปฎิบัตินั้น  ฝ่ายปกครองของประเทศฝรั่งเศสจะทำงานร่วมกันกับองค์กรระหว่างประเทศที่มีส่วนร่วมในการปราบปราม เช่น องค์การตำรวจสากลเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญร่วมกัน  รวมไปถึงการร่วมมือกับองค์กรตำรวจแห่งสหภาพยุโรป (Europol) &lt;br /&gt;ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรฝ่ายปกครองต่างๆเหล่านี้ยังทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนที่ร่วมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สมาพันธ์คุ้มครองผู้ผลิตสินค้า (L’union des Fabricants-UNIFAB) โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องหมายการค้าและการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ, สมาพันธ์สินค้าอุตสาหกรรมชั้นสูงของประเทศฝรั่งเศส(Le Comité Cobert) สำหรับสินค้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เช่น สินค้าในกลุ่ม LVHM อย่างเช่น Louis vuitton, Hermés,CHANNEL ฯลฯ , องค์กรคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ (L’Agence de protection des programmes-APP) องค์กรคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ทั่วไป (Les sociétés de gestion collective des droits d’auteur) และรวมไปถึงความร่วมมือกับองค์กรลักษณะเดียวกันของประเทศอื่น เช่น สมาพันธ์สินค้าอุตสาหกรรมของประเทศอิตาลี (Le Comité COLC) หรือ EURATEX&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทย&lt;br /&gt;สำหรับประเทศไทยนั้นมีองค์กรที่ถือเป็นหลักในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 5 องค์กรคือ&lt;br /&gt;1. กรมทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2535 (ค.ศ. 1992) ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 18 และเป็นหน่วยงานระดับกรมสังกัดกระทรวงพาณิชย์ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3&lt;br /&gt;ต่อมาได้ก่อตั้งกรรมาธิการร่วมในการป้องปรามการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและดำเนินการป้องปรามโดยฝ่ายปกครองมานานแล้ว  ทั้งนี้ปรากฏตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ว่าด้วยเรื่องการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536  ระเบียบดังกล่าวนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้กฎหมาย 3 ฉบับคือ ก) พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ข) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ.2522 ค) พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530&lt;br /&gt;ระเบียบดังกล่าวนี้ให้มีความร่วมมือระหว่าง ก) กระทรวงมหาดไทย ข)กระทรวงพาณิชย์ ค)สำนักนายกรัฐมนตรี  โดยให้อำนาจกับ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา”เป็นศูนย์กลางวางระเบียบปฏิบัติและจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน  (ระเบียบข้อ 6) รวมไปถึงบทบาทในการประสานงานกับองค์กรด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเอกชนที่เกี่ยวข้อง (ระเบียบข้อ 8) ส่วนการกำหนดและตรวจสอบสินค้าที่ควบคุมฉลาก ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเป็นผู้กำหนดว่างานลิขสิทธิ์ลักษณะใดบ้างเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 30-31 เช่น สินค้าประเภทแผ่นบันทึกภาพและเสียง &lt;br /&gt;2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้าที่จะจัดตั้ง สศก.นั้น  ประเทศไทยมีเพียงหน่วยเฉพาะกิจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ  ดังจะเห็นได้จากคำสั่งที่ 305/2530 เมื่อวันที่ 2  เมษายน 2530 โดยรับผิดชอบคดีเครื่องหมายการค้าด้วย&lt;br /&gt;ต่อมา  สศก. นั้นเป็นส่วนราชการที่สังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง  กรมตำรวจ  ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการตำรวจ  กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2535  โดยแบ่งออกเป็น 4 กองกำกับการคือ ก) กองกำกับการอำนวยการ ข) กองกำกับการ 1 ค) กองกำกับการ 2 ง) กองกำกับการ 3 มีอำนาจหน้าที่ดูแลคดีอาญาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและป้องปรามการประกอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการประสานงานกับองค์กร หรือ หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย&lt;br /&gt;เมื่อผู้เขียนนำมาพิจารณาประกอบกับระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยกำหนดหน้าที่การงานในราชการตำรวจ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2535 ประกาศวันที่ 15 เมษายน 2535 ข้อ 15.11.4 ได้กำหนดให้กองกำกับการ 1 ดูแลคดีอาญาที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าและ กองกำกับการ 2 ดูแลคดีอาญาที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์  โดยร่วมประสานงานกับกองบัญชาการตำรวจภูธร 71 จังหวัดและกองบัญชาการสอบสวนกลาง(กองปราบ)  อย่างไรก็ตามการป้องปรามการละเมิดสิทธิฯนั้นมีหน่วยงานที่ทำงานทับซ้อนกัน กล่าวคือในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา อันมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (กสพ) &lt;br /&gt;กรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย  ( Department of Special Investigation-DSI) เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัด กระทรวงยุติธรรม เพื่อป้องกัน ปราบปราม และควบคุมอาชญากรรมที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม ซึ่งพัฒนาจากการใช้ความรุนแรงเป็นอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายทาง เศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การใช้เทคโนโลยีคุณภาพสูงและช่องว่างของกฎหมายปิดบังความผิดของตน มีอิทธิพลและเครือข่ายองค์กรโยงใยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา (สคป) ภายใต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ&lt;br /&gt;       ตามประกาศ คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ.) ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2547 เรื่อง การกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิด ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ หน้าที่ ภารกิจ และการปฏิบัติราชการของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา มีดังนี้  &lt;br /&gt;1. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม &lt;br /&gt;คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติการคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม พ.ศ. 2543 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป &lt;br /&gt;2. คดีความผิดกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า &lt;br /&gt;คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 108 มาตรา 109 มาตรา 110 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่รับซื้อ สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป &lt;br /&gt;3. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์ &lt;br /&gt;คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 69 มาตรา 70 และมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะเป็น สถานที่ผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป &lt;br /&gt;4. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร &lt;br /&gt;คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 85 มาตรา 86 และมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ที่มีหรือมีมูลเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็น แหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป&lt;br /&gt;4. สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด&lt;br /&gt;ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ  หน่วยงานที่ดูแลคดีทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะคดีเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร (สค.ส.) ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี    สำนักงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและประสานงานร่วมกับสำนักงานอัยการจังหวัดในส่วนภูมิภาค&lt;br /&gt;ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุดเพิ่มเติมขึ้นจากคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 423/2539 ลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2539 เรื่องจากจัดระเบียบบริหารราชการและแบ่งส่วนราชการและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 313/2540 ทำให้อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกว้างขวางกว่าอำนาจอัยการโดยทั่วไป เพราะ&lt;br /&gt;ก)เขตอำนาจของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯอยู่ภายใต้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ทำให้เขตอำนาจในการสั่งคดีขยายไปถึงจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯด้วย&lt;br /&gt;ข)คดีแพ่ง- สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการ  รัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่รัฐตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11&lt;br /&gt;ค)คดีอาญา -เขตอำนาจในการสั่งคดีขยายไปถึงจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดิมทีก่อนที่จะมีการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนั้น  การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีปัญหาอย่างมากเนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญพิเศษประกอบกับเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องความลับทางการค้าที่ไม่ต้องการเปิดเผยข้อเท็จจริง  แต่กระบวนพิจารณาโดยทั่วไปกลับไม่มีการคุ้มครองในเรื่องดังกล่าวอย่างเพียงพอ   ดังนั้นโดยคำสั่งของอธิบดีศาลแพ่งที่ 36/2536 ประกาศเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2536 จึงประกาศออกมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นด้วยการจัดตั้งแผนกคดีชำนาญการพิเศษขึ้นเป็นการภายในศาลแพ่ง แต่ถึงอย่างไรเสียก็ต้องพบกลับปัญหาที่ตามมาเนื่องจากมีการโยกย้ายผู้พิพากษาจากแผนกคดีชำนาญการพิเศษดังกล่าวไปยังศาลชั้นที่สูงขึ้น ทำให้ขาดผู้พิพากษาที่มีความชำนาญการพิเศษอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;ต่อมากระทรวงยุติธรรมจึงได้บรรจุโครงการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ไว้ในแผนพัฒนาศาลและกระทรวงยุติธรรม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 – 2539 และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาแนวทางจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ และต่อมาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ฉบับดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 113 ตอนที่ 55 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โดยให้ศาลดังกล่าวเป็นศาลชำนาญการพิเศษในระบบศาลยุติธรรม  ในเบื้องต้นให้มีการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯกลางก่อนแล้วจึงขยายออกไปสู่ส่วนภูมิภาคในโอกาสต่อไป&lt;br /&gt;ในทางปฏิบัตินั้น  ฝ่ายปกครองของประเทศไทยจะทำงานร่วมกันกับองค์กรเอกชนที่ร่วมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น องค์กรจัดเก็บ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.การดำเนินการของฝ่ายปกครองในการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;การดำเนินการของฝ่ายปกครองในเรื่องที่เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็น ก) มาตรการของฝ่ายปกครองโดยทั่วไป เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น และ ข)มาตรการของฝ่ายปกครอง ณ จุดผ่านแดนโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก) มาตรการของฝ่ายปกครองโดยทั่วไป : กรณีศึกษาของประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ในช่วงของพัฒนาการของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว  หน้าที่หลักของภาครัฐ (ผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา) คือการส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม จากพัฒนาการของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว  รวมทั้งแรงกดดันจากองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย  เป็นผลให้ภาครัฐของไทย (ผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา)ถือว่าหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งของภาครัฐคือ การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้บรรจุหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามเป็นหนึ่งในสามพันธกิจหลักขององค์กรภาครัฐ   และในขณะเดียวกัน แรงกดดันต่างๆ จากผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศได้พยายามเบี่ยงเบนรูปแบบการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยให้ใช้การดำเนินคดีอาญาโดยการจับ การค้น และการยึดสิ่งของต่างๆ โดยตำรวจ  ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีการบังคับสิทธิตามมาตรฐานสากล  ในปัจจุบัน รูปแบบการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเน้นใช้บังคับคือ การดำเนินกระบวนการทางอาญาโดย การตรวจค้น จับกุม และฟ้องคดีอาญาต่อศาล &lt;br /&gt;ตามรายการผลงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปี พ.ศ. 2547 ระบุผลงานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้เป็นมาตรการในทางปฏิบัติจำนวนมาก เช่น มาตรการควบคุมการผลิตซีดี ซึ่งรวมถึงการจัดชุดปฏิบัติการออกตรวจสอบโรงงานผลิตซีดีอย่างสม่ำเสมอ มาตรการควบคุมการจำหน่าย มาตรการให้เงินรางวัลและเงินสินบน มาตรการปราบปรามโดยการจัดชุดปฏิบัติการออกตรวจสอบย่านการค้าและศูนย์การค้าเป้าหมายรวม 7 พื้นที่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดรวม 4 จังหวัดเป้าหมาย  เป็นต้น  นอกจากนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดตั้งสำนักงานป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อดูแลการปฏิบัติงานบังคับสิทธิโดยตรง  โดยมีข้าราชการที่จะออกตรวจตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดเป้าหมายเป็นประจำทุกวัน &lt;br /&gt;ผู้วิจัยขอแบ่งมาตรการฝ่ายปกครองของไทยดังนี้&lt;br /&gt;1. การจัดทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง, ระหว่างองค์กรภาครัฐต่างๆ &lt;br /&gt;2. การออกคู่มือปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดฯ&lt;br /&gt;3. การออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีและควบคุมการผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. การจัดทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง, ระหว่างองค์กรภาครัฐต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ผลักดันให้มีการใช้บังคับกฎหมายอาญากับการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องและมีการจัดทำความตกลง แนวทางปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่  โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญากับการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีส่วนในการจัดทำความตกลงและแนวทางต่างๆ  &lt;br /&gt;1.) บันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจัดทำขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 กับหน่วยราชการต่างๆ รวม 7 แห่ง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมศุลกากร และกรมสรรพากร   &lt;br /&gt;วัตถุประสงค์หลักของบันทึกความตกลงนี้คือ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่  โดยมีขอบเขตความตกลงข้อ 3 ได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการกับกลุ่มผู้ประกอบการกิจการให้บริการโทรทัศน์ ประเภทบอกรับเป็นสมาชิกผู้ประกอบกิจการโรงแรม คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ หรืออาคารต่างๆ ทั่วประเทศ และกลุ่มโรงงาน ผู้ผลิตสินค้า หรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการละเมิดลิขสิทธิ์รายการของผู้อื่น &lt;br /&gt;2.) บันทึกความตกลงว่าด้วยการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งจัดทำขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 2547 โดยองค์กรเอกชนรวม 25 องค์กร ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม คือ ภาคเอกชนเจ้าของลิขสิทธิ์ ภาคเอกชนผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ภาคเอกชนผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ และภาคเอกชนผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์&lt;br /&gt;บันทึกความตกลงดังกล่าวแบ่งเป็นสองส่วนคือ ด้านการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และด้านการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์  โดยในส่วนของการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์นั้น เป็นการกำหนดหน้าที่ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ของผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ของผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์  ส่วนด้านการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์นั้น เป็นการกำหนดขั้นตอนของการตั้งผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ไปบังคับสิทธิในทางอาญา  โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นศูนย์กลางดูแลกระบวนการต่างๆ ซึ่งปรากฏตามรายละเอียดของบันทึกความตกลงดังกล่าว เช่น ข้อ 2.2.4 เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้รับมอบอำนาจจะแจ้งรายชื่อตัวแทนผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อ 2.2.5 การดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ทางอาญาดังกล่าวจะต้องประสานแจ้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อ 2.2.7 จะต้องแจ้งผลการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวแก่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประจำทุกเดือน เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. การออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีและควบคุมการผลิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาตราฝ่ายปกครองในเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นได้รับการคุ้มครองที่เพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530  โดยที่กฎหมายดังกล่าวได้แบ่งส่วนในการควบคุมดังต่อไปนี้คือ &lt;br /&gt;ก. การควบคุมผู้ที่ครอบครองเครื่องจักรการผลิตคอมแพ็คดิส – ตามประกาศกระทรวงฉบับวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้ที่ครอบครองเครื่องจักรผลิตต้องแจ้งปริมาณเครื่องจักรที่สามารถใช้ในการผลิตและสถานที่เก็บเครื่องจักรดังกล่าวภายใน 7 วันนับแต่วันที่ครอบครองโดยแจ้งไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ พาณิชย์จังหวัดโดยทางไปรษณีย์ตอบรับ หรือ โทรสารก็ได้  ผู้ใดไม่แจ้งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทและปรับอีกวันละไม่เกิน 2,000 บาทจนกว่าจะแจ้ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข. การควบคุมผู้ผลิตหรือรับผลิตคอมแพ็คดิส  ผู้ว่าจ้างผลิตคอมแพ็คดิส  - บุคคลเหล่านี้ต้องแจ้งข้อมูลของแต่ละเดือนเป็นประจำทุกๆ เดือนภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการจัดทำบัญชีคุมสินค้าแสดงข้อมูลต่อไปนี้คือ  ปริมาณการผลิต รับจ้างผลิตและว่าจ้างผลิต, ปริมาณการจำหน่าย ส่งมอบ, ปริมาณคงเหลือในแต่ละเดือน, รายชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อและว่าจ้างผลิต&lt;br /&gt;ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ซีดีได้แก่  Compact Disc, Digital Versatile Disc, Stamper  &lt;br /&gt;ส่วนอุปกรณ์ของเครื่องจักรได้แก่  Signal Processing System for Laser Beam Recorder, Equipment for spin coating glass master with a photo resist or non resist for laser beam recorder, Metaliser for laser beam recorder, Mould, Integrated Optical Disc Replication Line ฯลฯ  ทั้งนี้อาจได้รับการยกเว้นตามประกาศกระทรวงพานิชย์ เรื่องการทำการผลิตและว่าจ้างทำการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดีที่ไม่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2548 ข้อ 1   &lt;br /&gt;ค. การควบคุมผู้จำหน่าย ผู้ให้เช่าคอมแพ็คดิส  วัสดุเทปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง- ให้บุคคลดังกล่าวจำหน่ายคอมแพ็คดิส แถบบันทึกภาพบันทึกเสียงที่บรรจุในซอง หรือภาชนะบรรจุที่มีชื่อผู้ผลิต, ผู้ว่าจ้างผลิตและเครื่องหมายการค้าของเจ้าของและผู้จำหน่ายต้องได้จดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  ทั้งนี้ในกรณีวัสดุเทปหรือโทรทัศน์ต้องมีการขออนุญาติจาก กองทะเบียน สนง ตำรวจแห่งชาติด้วย    ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;br /&gt;ง. การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สินบน(แก่ผู้ให้เบาะแส)และเงินรางวัลนำจับ(แก่เจ้าพนักงานที่เข้ายึด)- ตามประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง การกำหนดแบบรับแจ้งข้อมูลการกระทำละเมิด แบบขอรับเงินสินบน แบบขอรับเงินรางวัล วันที่ 19 พฤศจิกายน พศ 2547 ได้วางหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินรางวัลนำจับหรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานแก่เจ้าหน้าซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามกำหนดของคณะกรรมการวินิจฉัยจ่ายเงินรางวัล(ข้อ 23)เป็นผู้วางเงื่อนไขการขอรับเงินรางวัล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามระเบียบดังกล่าวได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากปัจจัยที่ว่าอัตราการจ่ายเงินรางวัลค่อนข้างสูง กล่าวคือ กรณีจับกุมได้ ณ โรงงานผลิตและสามารถยึดหรืออายัดเครื่องจักรที่ใช้ผลิตได้เครื่องหนึ่งจะได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท(เครื่องละ 1 ล้านบาท) (ข้อ 14.1)  &lt;br /&gt;การจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวจะจ่ายให้แก่ผู้ยึดหรืออายัดผลิตภัณฑ์ซีดี หรือ เทป ในอัตราชิ้นละสามบาท  ส่วนผู้ที่ให้เบาะแสจะได้เงินสินบนอัตราร้อยละ  10 ของเงินรางวัล(ข้อ 15)&lt;br /&gt;  การวางข้อกำหนดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นไปที่เครื่องจักรผลิตอันเป็นต้นเหตุที่สำคัญในการละเมิดสิทธิซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแจ้งข้อมูลการทำละเมิดให้แจ้งไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ เจ้าพนักงานสอบสวน หรือ ตำรวจที่มีหน้าที่จับกุม(ในท้องที่ที่เกิดความผิด) (ข้อ 10)(สังเกตว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ศุลกากร) และการจ่ายเงินรางวัลและสินบนเมื่ออัยการสั่งฟ้องกึ่งหนึ่ง  และ จ่ายส่วนที่เหลือเมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุด(ข้อ 16)  การจ่ายเงินสินบนดังกล่าวต้องทำการร้องขอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินฯ ตามเงื่อนไขข้อ 19&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. การออกคู่มือปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาได้มีร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามข้อที่ 4 บัญญัติให้  ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีใดที่กำหนดไว้แล้ว หรือ ขัดแย้งกับระเบียบดังกล่าวให้มาใช้ระเบียบการบริหารเพียงหนึ่งเดียวทำให้มาตรการป้องปราบของฝ่ายบริหารเกิดความเป็นเอกภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;อีกทั้งระเบียบดังกล่าวได้ให้นิยามคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องคุ้มครอง” ครอบคลุมไปทุกประเภทกล่าวคือ  เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ แบบผังภูมิวงจรรวม  สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และความลับทางการค้า (ทั้งนี้ไม่รวมถึงกฎหมายคุ้มครองพันธ์พืช)  ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจกว้างขวางในการป้องปราม(ข้อ 5)&lt;br /&gt;ระเบียบนี้ยังได้จัดวางองค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการละเมิดที่เป็นหัวใจของการทำงานทั้ง 12 สถาบันได้แก่  กรมสอบสวนคดีพิเศษ  สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  สำนักนายกรัฐมนตรี  กระทรวงการคลังซึ่งรวมถึง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร   สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ  กระทรวงพาณิชย์ซึ่งรวมถึง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการค้าภายในและกรมการค้านอก  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณะสุข  กระทรวงอุตสาหกรรมกรมโรงงานอุตสาหกรรม  กระทรวงศึกษาธิการ(ข้อ 8)&lt;br /&gt;องค์กรต่างๆ ดังกล่าวมีอำนาจบริหารจัดการตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ 34 ฉบับ (ดูข้อ 7)และมีอำนาจดำเนินการร่วมกันโดยผ่านการจัดการในสองลักษณะคือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1)  คณะกรรมการกลางในการบริหาร(คป ทป) ซึ่งกรรมการถูกแต่งตั้งมาจากองค์กรต่างๆที่กล่าวมา(ข้อ 10) มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องปราบ   แต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อย  เสนอแนะปัญหาและอุปสรรคให้รองนายกรัฐมนตรีและออกประกาศหรือระเบียบเพื่อปฏิบัติการ (ข้อ 12)  ตามความเห็นส่วนตัวคิดว่าคณะกรรมการ ดังกล่าวมาจากการแต่งตั้งที่ซับซ้อนเกินไปเพราะประกอบด้วยหน่วยงานมากมายดังปรากฏในข้อ 10&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานกลางเป็นศูนย์ประสานงานเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร  จัดทำแผนนโยบายการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องและประเมินผลการปฏิบัติงาน  อีกทั้งประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อจัดวางระเบียบปฏิบัติและคู่มือเพื่อปฏิบัติงาน ทั้งนี้ให้รายงานผลการปฏิบัติงานแก่  คป ทป  และนายกรัฐมนตรีทราบทุกๆ 3 เดือน (ข้อ 16)  ทั้งนี้ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดแต่งตั้งบุคลากรและงบประมาณรายจ่ายและจัดส่งผลการปฏิบัติงานแก่กรมทรัพย์สินฯ(ข้อ 9) &lt;br /&gt;ทั้งนี้กรมทรัพย์สินยังมีหน้าที่ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ข่าวสารด้านการปราบปราม  สร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนให้เคารพกฎหมายและเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ เช่น  การวางนโยบายการป้องปราบ (ข้อ 13)&lt;br /&gt;ให้สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาร่วมกับกรมทรัพย์สินฯส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกเพื่อให้ครู  นักเรียนเคารพในสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาไม่ทำการละเมิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามระเบียบดังกล่าวมีสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นความก้าวหน้าในการบริหารงานเรื่องดังกล่าวอย่างยิ่ง  ตามข้อที่ 15  นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือกรมทรัพย์สินฯอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานโดยให้ถือเป็นการปฏิบัติงานตามปรกติ  ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีอาจกำหนดค่าตอบแทนด้วย  คำสั่งโยกย้ายและยืมตัวบุคลากรดังกล่าวก่อให้เกิดความคล่องตัวในการป้องปรามอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อผู้เสียหายได้ทราบว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้นให้รีบดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมหลักฐานดังนี้  &lt;br /&gt;ก) กรณีเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรให้แสดงทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยแสดงต้นฉบับและหนังสือรับรอง  กรณีลิขสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการสร้างสรรค์งานและการโฆษณางานครั้งแรก&lt;br /&gt;ข) ตัวอย่างสินค้าจริงและสินค้าปลอมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ เอามาเปรียบเทียบ&lt;br /&gt;ค) หนังสือรับรองสถานะภาพของเจ้าของสิทธิตามกฎหมาย  เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคล หรือ บัตรประชาชนพร้อมคำแปลกรณีเป็นภาษาต่างชาติ&lt;br /&gt;ง) กรณีมอบอำนาจให้บุคคลใดทำการแทนต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว  โดยมีการรับรองจากโนตารีหรือ กงสุลไทยในกรณีเป็นเอกสารต่างชาติ&lt;br /&gt;และไปร่วมนำชี้เพื่อยึดสินค้าที่ละเมิดในการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปเป็นหลักฐานและกำหนดค่าเสียหายในภายหลัง  การเข้าจับกุมและตรวจค้นในที่รโหฐานจะต้องมีคำสั่ง หรือ หมายศาลมาแสดงก่อนจึงจะทำการค้นได้  อีกทั้งการเข้าค้นต้องแจ้งสิทธิขั้นพื้นฐานแก่ผู้ถูกตรวจค้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างใดก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวของประเทศไทยกลับมิได้ให้ความสำคัญถึงหลักนิติรัฐ  แต่ได้เน้นการดำเนินคดีอาญาเป็นสำคัญ  ซึ่งเป็นผลให้แนวทางการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีลักษณะที่แตกต่างไปประเทศฝรั่งเศส&lt;br /&gt;เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดต่างๆที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านมาของไทยมิได้กระทำในลักษณะภาพรวม  ในลักษณะของการวางนโยบาย หรือในลักษณะของการพัฒนาโครงสร้างของกระบวนการที่จะเอื้อต่อการป้องกันและการรักษาสิทธิของปัจเจกชน  แต่กลับเป็นการที่องค์กรฝ่ายปกครองของรัฐเข้าไปจัดการและดำเนินการในรายละเอียดของทางปฏิบัติอย่างเจ้าของสิทธิเอง โดยมีการตั้งองค์กรฝ่ายปกครองให้เข้าไปติดตามจับกุมและตรวจค้นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเอง ซึ่งอาจกระทบกับความเป็นกลางในฐานะของรัฐ  นอกจากกรณีทั้ง 3 ดังที่ผู้วิจัยได้กล่าวมานี้ ยังมีอีกกรณีที่สมควรนำมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของประเทศทั้งสอง นั่นคือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการกักกันของกรมศุลกากรดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;   &lt;br /&gt;ข)มาตรการของฝ่ายปกครอง ณ จุดผ่านแดนโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งเศส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีศึกษาของประเทศฝรั่งเศส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่ประเทศไทยใช้มาตรการฝ่ายปกครองอย่างจริงจัง  ประเทศฝรั่งเศสกลับใช้มาตรการดังกล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นโดยผ่านกรมศุลกากร  ทั้งนี้มาตรการหลักของกรมศุลกากรฝรั่งเศสคือการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนด้วยกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1 ความเป็นมาของระบบศุลกากรฝรั่งเศสและการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของข้อบังคับสหภาพยุโรป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกักสินค้า คือ มาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนสินค้าจะเข้าสู่ดินแดนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในภายหลัง  ก่อนที่จะมีการบังคับคดีซึ่งเทียบได้กับมาตรการสืบค้นหาพยานและคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องอันเป็นมาตรการยับยั้งไม่ให้ความเสียหายบานปลาย    ในขณะที่การตรวจค้นยึดโดย เจ้าพนักงานเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เองซึ่งไม่ต้องรอการร้องขอจากฝ่ายผู้เสียหายถ้าน่าเชื่อได้ว่าจะมีการกระทำผิดเกิดขึ้น (อำนาจตาม ประมวลกฎหมายศุลกากร)    เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝรั่งเศสมีอำนาจหน้าที่หลักๆ คือ 1) การยึดริบสินค้า ณ จุดผ่านแดนที่เห็นได้โดยชัดแจ้งซึ่งเป็นอำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ 2) การตรวจค้นสินค้าน่าสงสัย ณ ด่านศุลกากรและกักกันสินค้าตามคำร้องขอของผู้เสียหายโดยตรง  &lt;br /&gt;ความเป็นมาในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยมาตรการกักสินค้า ณ จุดผ่านแดนตามกฎหมายฝรั่งเศสมีที่มาจากข้อบังคับสหภาพยุโรปฉบับต่างๆ เช่น ข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 3842/86 ( Règlement du Conseil n° 3842/86  du 1er décembre 1986.) และต่อมาได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 3295/94 (Un règlement du Conseil n° 3295/94 ) และต่อมาได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 (règlement du conseil n° 1383/2003  du 22 juillet 2003) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2 การเกิดขึ้นของข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 เกี่ยวกับการกักสินค้า ณ จุดผ่านแดนและความพยายามให้เกิดเอกภาพ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากข้อบังคับสหภาพยุโรปฉบับเดิมใช้เฉพาะเครื่องหมายการค้า  และมีข้อจำกัดอื่นๆ ต่อมาจึงได้ออกข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 หลักเกณฑ์ที่ออกโดยข้อปฏิบัติแห่งสหภาพยุโรปฉบับใหม่ได้พัฒนาขอบเขตไปมากโดยการนำเสนอของนาย Bolkenstein ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก) การขยายประเภทสินค้าที่สามารถคุ้มครองได้&lt;br /&gt;ข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 บัญญัติถึงการขยายการคุ้มครองไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภทและขยายขอบเขตในการตรวจจับโดยที่สามารถตรวจจับได้แม้แต่นักท่องเที่ยวรายย่อยๆ ที่ทยอยขนมาที่ละน้อย   ในกรณีที่ตรวจพบของปลอมในปริมาณพอควร  เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจตรวจยึดโดยมองว่าเป็นการนำเข้าเพื่อการค้าได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข) ทำให้กระบวนการร้องขอกักกันสินค้าง่ายขึ้น &lt;br /&gt;เมื่อมีเหตุต้องสงสัยว่าสินค้าที่นำเข้ามาดังกล่าวเป็นของปลอม  เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถร้องขอต่อต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรโดยเขียนคำร้อง ต่อที่ที่มีเขตอำนาจ  ทั้งนี้การปรับใช้หลักการละเมิดสิทธิเป็นไปตามกฎหมายของรัฐที่จับกุมได้ เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจร้องขอพร้อมๆ กันหลายประเทศได้ถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป  สินค้าปลอมดังกล่าวไม่สามารถนำเข้ามาในเขตศุลกากร  ,นำออกจากเขตศุลกากร  ,ปล่อยสินค้าให้เป็นอิสระ  ,ส่งออก  ,ส่งกลับ  ,เก็บไว้ที่เขตปลอดหรือคลังสินค้า&lt;br /&gt;ตามข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003ได้ให้คำจำกัดความของบุคคล  นิติบุคคลผู้ที่สามารถเสนอเจ้าของ หรือ ผู้รับมอบอำนาจ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าวและวิธีในการร้องขอ &lt;br /&gt;ตามมาตรา 5-7 ได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการใช้สิทธิของผู้เสียหายสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมด้วยการยกเลิกหลักการวางเงินมัดจำก้อนใหญ่ในกฎหมายเก่าเพื่อเพิ่มความสะดวกแก่องค์กรขนาดเล็กในการร้องขอด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมคำร้องขอกักกันสินค้า    กฎหมายใหม่บัญญัติให้แทนที่ด้วยการทำข้อตกลงของฝ่ายผู้ทรงสิทธิในขณะยื่นคำร้องขอกับศุลกากรโดยเขียนยืนยันความรับผิดชอบในกรณีเกิดความเสียหาย &lt;br /&gt;ตามข้อบังคับใหม่ให้อำนาจผู้ร้องริบตัวอย่างสินค้าต้องสงสัยดังกล่าวเพื่อนำไปพิสูจน์ทางเทคนิค และตามมาตรา 11 เพิ่มประสิทธิภาพแก่การกักสินค้าด้วยการให้อำนาจในการทำลายสินค้าที่ถูกกักเพื่อลดปัญหาไม่มีที่เก็บสินค้าและให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้รับผิดชอบ &lt;br /&gt;การร้องขอต่อศุลกากรเพื่อกักกันสินค้า( เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นๆ ) มีกระบวนการในการร้องขอโดยผู้เสียหายต้องร้องขอโดยการเขียนคำร้องยื่นต่อ DNRED ด้วยการเขียนจดหมายและสามารถต่ออายุได้ทุกๆปี   โดยในปัจจุบันนี้สามารถร้องขอผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า MUSYC โดยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายสามารถส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่มีการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนแล้ว  เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะส่งเรื่องให้อัยการ  ผู้ร้องเรียนและผู้ครอบครองสินค้าหรือผู้นำเข้าสินค้าที่ถูกกักกันดังกล่าวมาพร้อมกันเพื่อตรวจสภาพและปริมาณสินค้าดังกล่าว&lt;br /&gt;กรณีที่ตรวจเอกสารสิทธิและผ่านการเห็นชอบแล้ว DNRED จะส่งข้อมูลไปยังศุลกากรเพื่อตรวจสอบสินค้าต่อไป   อำนาจของผู้ร้องดังกล่าวมีระยะเวลาใช้สิทธิเพียงหนึ่งปีซึ่งถ้าจะใช้ต่อต้องยื่นคำร้องแสดงความจำนง    ในกรณีที่เห็นการนำเข้าสินค้าละเมิดสิทธิฯอย่างเด่นชัด เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีอำนาจกักสินค้าได้เองโดยไม่ต้องผ่านการร้องขอเบื้องต้น (เป็นดุลพินิจ)     ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่จะกักสินค้าไว้สามวันรอจนกว่าผู้มีส่วนได้เสียมาดำเนินการซึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าวผู้มีส่วนได้เสียต้องรีบติดต่อกับ DNRED เพื่อแสดงความจำนง&lt;br /&gt;กระบวนการที่ทำการกักสินค้าไว้ (La procédure de retenue en douane) มีหลักดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง(Le travail de surveillance des douanes) &lt;br /&gt; หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจาก DNRED เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องเข้ามาตรวจสอบสินค้าด้วยความระมัดระวัง   สินค้าดังกล่าวคือสินค้าที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ เช่น เครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ เป็นผู้แจ้งเพื่อให้ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบฐานข้อมูลรูปประพรรณทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น สินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้า หรือ สินค้าที่มีลิขสิทธิ์) ได้ที่ฐานข้อมูลกลางออนไลน์ของ DNRED  &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;การกักสินค้าที่สันนิษฐานว่าเป็นของปลอม(La retenue de marchandises présumées contrefaisantes) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Les compétences "ex officio" -อำนาจของศุลกากรในลักษณะนี้เป็นอำนาจสั่งคดีโดยไม่ต้องรอคำร้องขอจากผู้ร้องซึ่งเป็นอำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่สามารถสั่งกักกันสินค้าได้ทันที(คล้ายกับการจับโดยไม่มีหมายจับในกฎหมายไทย) &lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฯจะใช้อำนาจดุลพินิจสั่งการดังกล่าวได้ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ชัดแจ้งเพียงพอเมื่อตรวจดูสินค้าแล้ว ทังนี้จะกักกันได้เพียงแค่ 3 วัน  ดังนั้นจึงต้องรีบแจ้งแก่เจ้าของสิทธิเพื่อมาตรวจสอบโดยด่วน  มิฉะนั้นเมื่อเลยเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่จะปล่อยสินค้า เมื่อใกล้จะเกินกำหนด 3 วัน  โจทก์ต้องรีบดำเนินการแบบทั่วไปโดยการร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ (ให้กักกันต่อภายใน 10 วัน) ถ้าตนประสงค์จะกักสินค้าดังกล่าว   ถ้าไม่ร้องขอก็ให้ดำเนินการปล่อยสินค้า  เมื่อมีการกักสินค้าแล้วต้องรีบแจ้งแก่อัยการ  ผู้ร้องและผู้ที่สินค้าถูกกักกันทันที หลังจากตรวจพบสินค้าต้องสงสัยดังกล่าวด้วยตัวเอง   และในกรณีที่ผู้ร้องยืนยันว่าให้กักสินค้าก็จะเข้าสู่กระบวนการกักกันผู้ร้องขอต้องดำเนินคดีภายใน 10 วัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านอาจารย์ Pollaud-Dulian  เห็นว่าการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนมีประโยชน์สองอย่างคือ 1. เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการสืบเสาะหาพยานเพราะกรณีดังกล่าวสามารถกักสินค้าเอาไว้เป็นหลักฐาน และ 2. สามารถสืบหาแหล่งที่มาและเจ้าของสินค้าดังกล่าวได้และจุดมุ่งหมายปลายทางของสินค้านั้น &lt;br /&gt;มาตรากักสินค้า ณ จุดผ่านแดนนี้เป็นมาตรการเฉพาะที่แยกออกมาจากกฎหมายทั่วไปในการสืบค้นหาพยานหลักฐานและยังเป็นบทลงโทษด้วย  ดังนั้นผู้ร้องจึงควรดำเนินการโดยด่วนภายในระยะเวลา 10 วัน  ในกรณีของกฎหมายลิขสิทธิ์   เมื่อเกิน 10 วันแล้วผู้ร้องไม่สามารถหาพยานหลักฐานมายืนยันย่อมทำให้ต้องยกเลิกการกักกันสินค้าดังกล่าวไป แต่ถ้าหาพยานมาชี้ชัดได้ก็ทำให้สามารถกักต่อไปได้อีก (ไม่เกิน 10 วัน) ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา  L. 335-10 CPI และ L 716-8 du CPI. &lt;br /&gt;หลักในการเริ่มนับระยะเวลากักกันสินค้าคือ  ให้เริ่มนับจากวันที่มีการแจ้งให้กักสินค้าโดยเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาผู้ได้รับความเสียหายที่ร้องขอมา ในเวลาดังกล่าวผู้เสียหายต้องเลือกว่าจะดำเนินการสืบค้นพยานและขอคุ้มครองชั่วคราวสินค้าดังกล่าว หรือ จะดำเนินคดีแพ่งหรืออาญา&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นแก่ผู้ร้อง  เช่น ชื่อ ที่อยู่ของผู้ครอบครองสินค้า, จุดหมายปลายทางและผู้นำเข้า (โดยไม่ขัดต่อมาตรา 59 ประมวลศุลกากร   )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้  ผู้เขียนพบว่าแนวทางในการคุ้มครองสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรของประเทศไทยนั้นแตกต่างออกไปและไม่เป็นที่นิยมดังเช่นประเทศฝรั่งเศส   แนวทางของประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 1) การกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนสำหรับสินค้าต้องห้ามต้อกำกัดโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร  2) การขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องและขอไต่สวนสืบพยานฉุกเฉินโดยการร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้กักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดน  ซึ่งทั้งสองมาตรการดังกล่าวแทบจะไม่มีการใช้งานเนื่องจากความนิยมของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการของฝ่ายปกครองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมุ่งอำนวยความสะดวกในการนำเข้าส่งออกเป็นอย่างมากทำให้มาตรการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนไม่เข้มงวด ทั้งนี้ได้มีการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรลง  ตามมาตรา 4 พระราชบัญญัติศุลกากรได้กำหนดด่านศุลกากรแยกตามประเภทคือ ท่าเรือ 17 แห่ง, สนามบิน 14 แห่งและที่เพื่อการนำเข้าส่งออกอันเป็นสถานที่ทางบก ซึ่งรวมไปถึงด่านศุลกากรทางไปรษณีย์ด้วย    ดังนั้น การระบุเขตของศุลกากรดังกล่าวมีความสำคัญต่อความรับผิดของจำเลยอย่างมากเพราะตามมาตรา 10 ทวิได้บัญญัติว่า “การจะนำของใดๆเข้ามา จะเป็นผลสำเร็จเมื่อเรือที่นำของเข้าได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของลงจากเรือ” ดังนั้นเขตศุลกากรจึงสำคัญต่อการวิเคราะห์ว่าความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่&lt;br /&gt;เมื่อดูในเรื่องการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ณ จุดผ่านแดน   จุดที่มีการเฝ้าระวังเป็นบริเวณพิเศษ(RED ZONE) อยู่ที่ทางภาคเหนือได้แก่ ด่านศุลกากรแม่สาย เชียงของ เชียงแสน แม่สอด ซึ่งจุดดังกล่าวได้มีการลักลอบนำสินค้าปลอมแปลงจากประเทศจีนตอนใต้ (Shenzhen) โดยผ่านมายังประเทศพม่า สินค้าดังกล่าวได้แก่พวกสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ โดยมีการเปิดร้ายค้ามากมายในเขตพม่า ซึ่งผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีด่านศุลกากรทางไปรษณีย์ที่แม่สาย ทั้งๆที่การส่งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ใช้วิธีสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตจากบริเวณดังกล่าว&lt;br /&gt;ส่วนทางภาคใต้ ได้แก่ ด่านศุลกากรสะเดา, ปาดังเมซาร์ จังหวัดสงขลา  ซึ่งมีการลักลอบนำเข้าสินค้าปลอมแปลงเทคโนโลยีสิทธิบัตรอันเนื่องจากโรงงานผลิตสินค้าเหล่านี้อยู่ในประเทศมาเลเซียและบริเวณใกล้เคียง ยิ่งไปกว่านั้น  เขตทางตอนใต้ที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรอาชญากรรมได้แก่ด่านศุลกากรปัตตานี นราธิวาส ตากใบ  เขตดังกล่าวเป็นเขตอันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากมีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ขายสินค้าปลอมแปลงทั้งยาเสพติดเพื่อแลกกับอาวุธสงคราม  &lt;br /&gt; การคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยกรมศุลกากรไทย ณ จุดผ่านแดนนั้นประกอบไปด้วยกฎหมายดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. พระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2542 (The Thai Custom Act (n°16) BE 2542) &lt;br /&gt;2. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2530(The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2530(14 oct 1987)  &lt;br /&gt;3. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์พ.ศ. 2536 (The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2536(N°94)  &lt;br /&gt;4. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์พ.ศ. 2536  (The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2536(N°95) &lt;br /&gt;5. ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2536 (Notification of Ministry of Commerce on import goods in the Kingdom (Volume 96) B.E. 2536.) &lt;br /&gt;6. ประกาศกรมศุลกากรว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลขที่ 6/2531( The Notification of Customs Department No. 6/2531) &lt;br /&gt;7. ประกาศกรมศุลกากรว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์เลขที่ 28/2536(The Notification of Customs Department No. 28/2536 (Practical rules on copyright infringement) &lt;br /&gt;สังเกตว่ามาตรการกักกันสินค้าโดยศุลกากรของไทยมุ่งคุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญาประเภทเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์เท่านั้น  ในขณะที่กรมศุลกากรฝรั่งเศสมุ่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท  และถึงแม้ว่ากรมศุลกากรของทั้งสองประเทศต่างก็มีอำนาจดุลพินิจเหมือนกันในการกักกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา  แต่กรมศุลกากรไทยนั้นแทบจะไม่ใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวเลยถ้าไม่มีการร้องขอให้กักกันโดยผู้เสียหายโดยตรง หรือ มีการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องกรณีขอกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนโดยศาล   เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรไทยไม่สามารถแยกแยะได้เองว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่แท้จริง หรือ สินค้าละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. ปัญหาและแนวทางแก้ไข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรที่บังคับใช้กฎหมายและมาตรการของรัฐ  ทำให้ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นที่องค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจ ศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการ  โดยผู้เขียนขออธิบายถึงปัญหาต่างๆและแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น  โดยความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับตำรวจนั้นมีอยู่สองประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ&lt;br /&gt;ประเด็นแรก  ผู้เขียนพบว่าแม้ตำรวจจะมีอำนาจเต็มในการดำเนินการ   แต่ก็เป็นการยากที่ระบุชี้ชัดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือสินค้าปลอมแปลง  ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานจะนำเรื่องความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญามาตรา 87 มาพิจารณาย่อมเป็นเรื่องยากและเป็นความเสี่ยงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานด้วย ดังนั้นถ้าเจ้าพนักงานไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ย่อมเป็นเรื่องยาก  โดยทั่วไปอำนาจหน้าที่ของตำรวจเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาหรือการสอบสวนคดีอาญานั้นครอบคลุมถึงการกระทำความผิดอาญาทุกประเภท และตำรวจมักดำเนินการไปตามนโยบายของผู้บริหารเป็นสำคัญ ในการดำเนินการกับเรื่องดังกล่าวนี้ตำรวจใช้หลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นหลัก  ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินการตามหมายอาญาในคดีอาญาทั่วไป  โดยมิได้มีหลักเกณฑ์อื่นเป็นพิเศษ  นอกจากนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีต่างๆ เช่น การจับกุม การตรวจค้น เป็นต้น เป็นกรณีๆ ไป โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติและแจ้งให้พนักงานตำรวจปฏิบัติตามปรากฏตามบันทึกข้อความในแต่ละเรื่อง  แต่ไม่มีการแบ่งแยกแนวทางปฏิบัติในกรณีของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกต่างหากแต่ประการใด ตัวอย่างแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ เช่น แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ. อาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547  ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในการจับ การควบคุม และการค้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเพิ่มเติมรายละเอียดในทางปฏิบัติเข้าไปในแต่ละเรื่อง &lt;br /&gt;ในเรื่องดังกล่าวนี้  ประเทศฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ที่เด่นชัดเช่นเดียวกัน   เนื่องจากปัญหาของฝรั่งเศสไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ  แต่เป็นปัญหาการนำเข้าสินค้าละเมิดสิทธิฯจากภายนอกประเทศ&lt;br /&gt;ประเด็นสุดท้ายนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาเรื่องความผิดอาญาอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว เช่น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ มาตรา 66 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 272 สำหรับเครื่องหมายทางการค้า ด้วยเหตุที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติให้เป็นความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาในการทำหน้าที่ของตำรวจอย่างมากเพราะนอกจากตำรวจไม่สามารถเริ่มต้นคดีได้เองถ้าไม่มีผู้ใดร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว ถ้ามีผู้เสียหายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวเมื่อยอมความกัน คดีที่เจ้าหน้าที่ลงแรงมาก็จะสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)&lt;br /&gt;ปัญหาที่กล่าวมานี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะการดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้เสียหายเป็นหลัก  ในทางตรงกันข้าม  ประเทศฝรั่งเศสนั้นมีหลักกฎหมายเรื่อง Electa una via ซึ่งไม่ยินยอมให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้เองเป็นการส่วนตัว แต่จะต้องเป็นการดำเนินคดีผ่านเจ้าพนักงานอัยการเสมอ การวางหลักดังกล่าวไว้ในกฎหมายอาญาส่งผลดีต่อกระบวนพิจารณามากกว่ากฎหมายไทยเพราะเมื่อไม่มีการดำเนินคดีแบบคู่ขนานเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดปัญหาแบบกฎหมายไทยที่เมื่อผู้เสียหายโดยส่วนตัวนำคดีไปฟ้องเอง แต่หลักฐานไม่เพียงพอจนศาลยกฟ้องไปย่อมตัดอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (กสพ) &lt;br /&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นไม่ผิดไปจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษเคยให้ความเห็นเอาไว้  ทั้งนี้ได้ให้เหตุผลไว้ว่า  การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายหน่วยงานมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาจะก่อให้เกิดปัญหาการทำงานทับซ้อนกันโดยไม่มีหน่วยงานกลางมาเป็นผู้กำหนดขอบเขตรับผิดชอบในคดีอาญา ในส่วนที่เกี่ยวกับคดีทรัพย์สินทางปัญญานั้น  ปัญหาเกิดขึ้นจาก “ประกาศคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ) ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2547” ซึ่งกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 28 (1) ของพระราชบัญญัติกรมสอบสวนคดีพิเศษครอบคลุมไปถึงคดีความผิดตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสิ่งของหรือสินค้าดังกล่าวมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป  เมื่อเป็นดังนี้ย่อมเป็นปัญหาในการตีความว่า “สินค้าอันมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป” จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการวัดมูลค่าของสินค้า  เรื่องดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาการทับซ้อนของการทำงานระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ  ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรจะแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ให้ชัดเจนด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. กรมศุลกากร&lt;br /&gt;สำหรับกรมศุลกากร  ปัญหาต่างๆที่ควรต้องแก้ไขในกฎหมายไทยนั้น  ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้&lt;br /&gt;ก) เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ทางปกครองเลย(Ex offocio) เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ยกเว้นความรับผิดที่ชัดเจนแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการปฏิบัติงานกรณีที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากมากในการแยกแยะสินค้าว่าปลอมแปลงหรือไม่เนื่องจากสินค้าดังกล่าวปลอมแปลงมาจากโรงงานหรือแหล่งผลิตเดียวกันทำให้อาจคิดไปได้ว่าเป็นการนำเข้าซ้อนแทนที่จะเห็นว่าเป็นสินค้าละเมิดสิทธิฯ&lt;br /&gt;ข) กรมศุลกากรไม่มีหน่วยงานกลางในการรับเรื่องคำร้องเพื่อสั่งการไปยังด่านต่างๆ  เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับเรื่องไม่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบวินิจฉัยสินค้าจะส่งเรื่องกลับไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้ฝ่ายทะเบียนตรวจดูว่าเป็นสินค้าปลอมแปลงหรือไม่ จึงเป็นการทำงานที่เสียเวลา  ในทางตรงกันข้าม  กรมศุลกากรประเทศฝรั่งเศสมีหน่วยงานกลางมารับผิดชอบเพื่อตรวจสอบความแท้จริงของสินค้า (DNRED)&lt;br /&gt;ค) หลักเกณฑ์ในการร้องขอกักกันแต่ละครั้งต้องมีการยื่นเอกสารใหม่ทุกครั้ง ซึ่งทำให้การขอล่าช้าและไม่สะดวก ในทางตรงกันข้าม  ฝรั่งเศสมีระบบยื่นครั้งเดียวและขอต่อได้ทุกๆ ปีซึ่งสะดวกกว่าหลักเกณฑ์ของไทย&lt;br /&gt;ง) ตามประกาศกรมศุลกากรฯ ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ร้องขอกักกันสินค้าต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดมีราคาสูงมากและไม่มีรายละเอียดกำหนดค่าใช้จ่ายใดๆบ้าง  ทำให้ผู้ร้องขอกักกันสินค้าไม่กล้าร้องขอให้กักกันสินค้าดังกล่าว&lt;br /&gt;จ) ไม่มีหลักเกณฑ์ให้อำนาจแก่ศุลกากรสั่งผู้ร้องขอกักกันสินค้าวางทรัพย์เป็นประกันในการร้องขอ&lt;br /&gt;ฉ) การกักกันสินค้าของประเทศไทยนั้น  นอกจากการนำเข้าแล้วก็ควรจะรวมไปถึงการส่งออกสินค้าและการส่งผ่านสินค้าด้วย  ยิ่งไปกว่านั้น  ในส่วนที่เป็นสินค้าละเมิดสิทธิฯของนักท่องเที่ยวรายย่อยนั้นก็สมควรที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถใช้ดุลพินิจยึดริบสินค้าดังกล่าวได้ด้วย&lt;br /&gt;4. สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด&lt;br /&gt;โดยหลักแล้ว  สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วางแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้   &lt;br /&gt;1) อัยการมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 28 แต่อัยการไม่มีอำนาจสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 เว้นแต่คดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาญาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 หรือ คดีที่พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ให้แก่สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;2) อัยการมีอำนาจดุลพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 (ก) หรือ เห็นควรสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและส่งพยานมาซักถามเพื่อสั่งการต่อไปซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อคดีอย่างมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าพนักงานอัยการนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการสอบสวนคดีความผิดอันยอมความได้ดังที่ได้กล่าวมาในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  เนื่องมาจากคดีบางประเภท เช่น คดีละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นเป็นความผิดอันยอมความได้  ดังนั้นเจ้าพนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ต่อเมื่อผู้เสียหายได้ดำเนินการร้องทุกข์เสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 และปัญหาที่สำคัญก็คือ ผู้ร้องทุกข์นั้นเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายรึไม่อันเป็นปัญหาการพิจารณาสถานะของผู้เสียหายที่ยากพอสมควรและต้องพิจารณาตามลำดับคือ &lt;br /&gt;ก) งานสร้างสรรค์นั้นอยู่ในงานประเภทที่มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายรึไม่ ซึ่งหากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวก็จะส่งผลให้ไม่มีอำนาจฟ้องได้ และควรพิจารณาประกอบว่างานสร้างสรรค์ดังกล่าวได้มีการโฆษณางานหรือไม่  งานดังกล่าวอยู่ในอายุความคุ้มครองตามกฎหมายรึไม่ และมีข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิด้วยรึไม่ &lt;br /&gt;ข) ผู้เสียหายดังกล่าวเป็นผู้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในฐานะใด เช่น เป็นผู้สร้างสรรค์ หรือได้มาด้วยเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย  เรื่องดังกล่าวนี้มีข้อสังเกตว่า  ถึงแม้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 62 จะมีบทสันนิษฐานที่เป็นคุณแก่โจทก์ว่างานที่มีการฟ้องคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์  แต่ก็ต้องได้ความในเบื้องต้นด้วยว่าผู้ร้องทุกข์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย  ไม่เช่นนั้นพนักงานอัยการก็ไม่มีอำนาจฟ้อง &lt;br /&gt;ค) ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้มาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารึไม่ โดยเฉพาะการมอบอำนาจช่วงของนิติบุคคล  ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าผู้ลงนามในนิติบุคคลนั้นมีอำนาจรึไม่และได้มอบอำนาจกับมอบอำนาจช่วงต่อกันมาโดยไม่ขาดสายโดยที่หนังสือมอบอำนาจให้อำนาจกับผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงด้วยรึไม่  หรือในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศเป็นผู้เสียหาย  ก็ต้องมีคำแปลอย่างชัดแจ้งด้วย &lt;br /&gt;การพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ในระยะเวลาจำกัดถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เรื่องดังกล่าวยังส่งผลต่อการทำหน้าที่ของพนักงานอัยการเนื่องจากพนักงานอัยการจะไม่บรรยายฟ้องโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวน เพราะอาจเป็นเหตุให้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องจนศาลสั่งยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192&lt;br /&gt; โดยทั่วไปพนักงานอัยการจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมและก่อนที่จะมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง  ให้พนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดหรือไม่  ถึงแม้จะมีคำรับสารภาพของผู้ต้องหาแล้วก็ตามถ้าไม่เป็นที่แน่ชัดก็สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2528 เปิดช่องให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจสั่งสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเมื่อผู้ต้องหา หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอ &lt;br /&gt; เมื่อปัญหาของคดีละเมิดลิขสิทธิ์เกิดจากการบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ทำให้ประสิทธิภาพของกฎหมายในเรื่องดังกล่าวเกิดความบกพร่องอย่างร้ายแรงแม้จะใช้มาตรการฝ่ายปกครอง(กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ)ที่รุนแรงเพียงใดก็ตาม  ผลลัพย์ที่ได้ก็คือความสูญเปล่าทั้งงบประมาณในการปราบปรามและผลเสียต่อสังคม เนื่องจากใช้กฎหมายอาญาจนฟุ่มเฟือย เรื่องดังกล่าวปรากฎชัดในทัศนะคติของผู้ใช้กฎหมาย   ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าควรยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นปัญหาทั้งหมดที่ผู้เขียนกล่าวมานี้เป็นปัญหาที่รัฐควรจะต้องใส่ใจและผู้เขียนหวังว่าแนวทางที่เสนอแนะไปจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาให้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรณานุกรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือตำราไทย  บทความวิชาการ&lt;br /&gt;1. วัชระ อยู่หุ่น, “ยรรยวง พวงราชกับความเป็นไปได้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญา” เอกสารภาษีอากร 152  (พฤษภาคม 2537)&lt;br /&gt;2. วันชัย ปุสสเด็จ, การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารงานป้องกันและปราบปรามของกรมศุลกากร, วารสารกรมศุลกากร ปีที่ 7 ฉบับที่ 47 (มีนาคม-เมษายน 2538)&lt;br /&gt;3. สุรพล ไตรเวทย์, “การสอบสวนคดีพิเศษ” พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน, มกราคม 2549)&lt;br /&gt;งานวิจัยไทย&lt;br /&gt;1. Jumpol Pinyosinwat, « A Comprehensive Research to Provide The Guideline for IP Enforcement: Copyright Infringement by Performing or Singing The Musical Work », Final Report, The National Research Institution, éd.1, 2006&lt;br /&gt;2. Sataya ARUNTAREE, « The Enforcement of IPRS :The Role of Attorney General “, Final Report, Institution of Justice, Ministry of Justice., 1998&lt;br /&gt;หนังสือตำราต่างประเทศ&lt;br /&gt;1. Phillippe BELLOIR, « Le délit pénal de contrefaçon œuvres logicielles et multimédias », thèse, L’université de Rennes I, 30 Janvier 1999&lt;br /&gt;2. E. Vilmart, « Contrefaçon de marque rôle des douanes », J-Cl. Marque, fasc. 7530. &lt;br /&gt;3. Juris-classeur Propriété littéraire et artistique, Fasc. 1612 &lt;br /&gt;4. P. VERON, «Saisie-contrefaçon », Dalloz référence, 2ème édition 2005&lt;br /&gt;5. Frédéric Pollaud-Dulian, Le droit d'auteur, Economica, 1 édition, 2005, n°1300 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง (ไทย)&lt;br /&gt;1. ระเบียบกระทรวงพาณิชย์  ว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536 ประกาศ ณ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2536&lt;br /&gt;2. คู่มือการปฏิบัติงานตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์  ว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536&lt;br /&gt;3. ระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์  ว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536&lt;br /&gt;4. คู่มือการปฏิบัติงานตามระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วย  วิธีปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์  ว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536&lt;br /&gt;5. คำสั่งกรมอัยการ ที่ 244/2530 สั่ง ณ วันที่  28 ธันวาคม 2530&lt;br /&gt;6. คำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 442/2540 เรื่องการจัดระเบียบบริหารข้าราชการและการแบ่งส่วนราชการ (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2540&lt;br /&gt;7. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534&lt;br /&gt;8. กฏกระทรวงว่าด้วยการกำหนดผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พศ 2548&lt;br /&gt;9. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการกำหนดผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พศ 2548 มาตรา 1&lt;br /&gt;10. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลหรือเงินสินบนคดีผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีดีหรือผลิตภัณฑ์เทปที่ละเมิดต่อกฎหมาย พ.ศ. 2547 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546&lt;br /&gt;11. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลหรือเงินสินบนคดีผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีดีหรือผลิตภัณฑ์เทปที่ละเมิดต่อกฎหมาย พ.ศ. 2547&lt;br /&gt;12. บันทึกข้อความของกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0004.6/1378 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2548 เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก่ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2547&lt;br /&gt;13. นโยบายและแนวทางในการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งได้ให้ไว้เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2538 ในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาโดยทั่วไปของอัยการ&lt;br /&gt;14. Memorandum of Understanding on the cooperation of the Relevant Government Agencies and the Private Sector to Prevent and Suppress the Smuggling of Infringing Products&lt;br /&gt;15. Memorandum of Understanding on the cooperation of the Relevant Government Agencies on the Enforcement of IPRs&lt;br /&gt;16. Memorandum of Understanding on the Prevention and Suppression of the Distribution of Pirated Products&lt;br /&gt;17. Memorandum of Understanding on the Cooperation for the Prevention and Suppression of Pirated Products&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง (ต่างประเทศ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. Décret n° 2005-1298 du 20 octobre 2005 portant attribution de compétences dans le domaine de la lutte contre la contrefaçon, Journal officiel 246 du 21 octobre 2005. &lt;br /&gt;2. Un décret n°94-836 du 27 septembre 1994 - JO du 29 septembre 1994.&lt;br /&gt;3. La loi du 4 janvier 1991 ou  Perben I &lt;br /&gt;4. La loi n°94-102 du 5 févier 1994 ou « LONGUET ». &lt;br /&gt;5. Code de Douanes&lt;br /&gt;6. La loi n° 2007-1544 du 29 octobre 2007 &lt;br /&gt;7. La première proposition de la Commission - COM(93) 329 final&lt;br /&gt;8. Règlement (CE) n° 3295/94 du Conseil du 22 décembre 1994, fixant des mesures en vue d'interdire la mise en libre pratique, l'exportation, la réexportation et le placement sous un régime suspensif des marchandises de contrefaçon et des marchandises pirates, JOCE, L. 341 du 30 décembre 1994 &lt;br /&gt;9. Règlement 1383/2003 du Conseil du 22 juillet 2003 concernant l'intervention des autorités douanières à l'égard de marchandises soupçonnées de porter atteinte à certains droits de propriété intellectuelle ainsi que les mesures à prendre à l'égard de marchandises portant atteinte à certains droits de propriété intellectuelle, Journal Officiel de l'Union Européenne, L. 196 du 2 août 2003 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อมูลสถิติต่างๆ&lt;br /&gt;1. ฝ่ายแผนงานและสารสนเทศ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง,  คดีทรัพย์สินทางปัญญาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดู กรมทรัพย์สินทางปัญญา- http://www.ipthailand.org&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4631373900750948295?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4631373900750948295/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4631373900750948295' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4631373900750948295'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4631373900750948295'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='การคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยองค์กรของรัฐ: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-1095680266199385417</id><published>2010-04-22T09:59:00.000-07:00</published><updated>2010-04-22T10:01:09.353-07:00</updated><title type='text'>การต่อสู้ของชนชั้นแบบสีลม-เสื้อแดง (Double Class Struggle)</title><content type='html'>กฎ “ความขัดแย้ง” ตามธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงคือสัจจธรรม ปัญหามีอยู่ว่าในคลื่นของความเปลี่ยนแปลงนั้นมนุษย์จะใช้ความพยายามให้ปรากฏการณ์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นในรูปการปฏิวัติ หรือจะคอยควบคุมและปรุงแต่งความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ค่อยเป็นค่อยไปตามที่เราต้องการในลักษณะการปฏิรูปเท่านั้นเอง ที่แน่นอนที่สุดคือทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นวัตถุธรรมก็ตาม คติธรรมก็ตาม ย่อมมีความเปลี่ยนแปลง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือในทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังสองประเภททำหน้าที่ (Function) ขัดแย้งโต้ตอบกันและกันเสมอ&lt;br /&gt;                                   เท่าที่ผ่านมา อำนาจการเมืองได้กลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากที่สุดในสังคม อำนาจส่วนนี้เป็นตัวกำหนดอิทธิพทพางเศรษฐกิจอีกต่อหนึ่งของสังคม และมีขึ้นมาเพื่อเป็นปัจจัยอำนวยความหนาแน่นแก่สถานภาพความเป็นอยู่ของผ่านผู้กุมอำนาจนั่นเอง ในที่นี้หมายความว่า ในระบบศักดินาและสืบทอดมาจนถึงระบบทุนนิยมอำนาจเศรษฐกิจหรืออำนาจเงินสามารถซื้ออำนาจทางการเมืองและอื่น ๆ เงินสามารถซื้อสถานภาพความเป็นผู้แทนและความเป็นรัฐบาลได้ ชนกลุ่มน้อยที่ได้อำนาจการเมืองมาด้วยอำนาจเศรษฐกิจ นอกจากทำหน้าที่ปกครองบริหารควบคุมกิจการของรัฐสนลักษณะเผด็จการทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นผู้ตรากฎหมายและกำหนดความเป็นธรรมไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคมอีกด้วย&lt;br /&gt;ทำไมมนุษย์จึงมีการแบ่งกลุ่ม?  ผมขอตอบว่า เพราะระบบเศรษฐกิจนั่นเอง เป็นตัวกำหนดจำแนกสถานภาพ กลุ่มและชั้นของมนุษย์ กลุ่มชนที่ถูกแบ่งแยกโดยเศรษฐกิจเรียกว่าชนชั้นดังนั้น กระบวนการเศรษฐกิจของรัฐทุกระบบในอดีต เช่นระบบทาสนิยม ระบบศักดินานิยม ตลอดจนถึงระบบทุนนิยม ล้วนเป็นระบบชนชั้นทั้งสิ้น ซึ่งอาจแบ่งกระบวนวิวัฒนาการของรัฐมาโดยลำดับ ดังนี้1. ในรัฐระบบทาสนิยม (Slavorism) รัฐประกอบด้วยกลุ่มชนสองชั้นตรงกันข้ามกัน คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นราชาผู้ปกครอง และอีกฝ่ายหนึ่งคือพวกทาสไพร่ผู้ยากไร้ เพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชนชั้นทั้งสองจึงเกิดการขัดแย้งต่อสู้ล้มล้างกัน ผลคือเกิดรัฐระบบ ศักดินานิยมขึ้นมาแทนที่2. ในรัฐระบบศักดินานิยม (Feudalism) มีพวกเจ้าขุนมูลนายและขุนศึกเป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมอำนาจการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และอื่น ๆ จึงได้เกิดแบ่งชนชั้นขึ้นในรัฐอีกคือชนชั้นเจ้าขุนมูลนายศักดินาที่ดินพวกหนึ่ง กับชนชั้นไพร่ ข้าทาสแผ่นดินอีกพวกหนึ่ง เมื่อการต่อสู้ล้มล้างระหว่างชนชั้นทั้งสองถึงขีดสุด จึงได้เกิดรัฐระบบใหม่ขึ้นมาแทน คือ รัฐระบบทุนนิยม3. ในรัฐระบบทุนนิยม (Capitalism) อำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจอื่น ๆ บนรากฐานทางเศรษฐกิจ ได้แบ่งสมาชิกสังคมออกเป็นชนชั้น 2 จำพวกหรือ 2 ระดับคือ3.1 ชนชั้นนายทุน (The Capitalists) เป็นชนกลุ่มน้อย แต่เป็นเจ้าของและควบคุมกระบวนการผลิตทุกอย่าง กรรมวิธีในการผลิต ทุนในการผลิต ปัจจัยในการผลิต ผลผลิต กำไรที่ได้จากการจำหน่ายผลผลิต พวกนี้เป็นชนชั้นร่ำรวยมหาศาล3.2 ชนชั้นกรรมาชีพ (The working class) เป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ของรัฐ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยรายได้จากแรงงานชีวิตของตน และที่ตนขายทุ่มเทให้แก่กระบวนการผลิตของนายทุน พวกนี้เป็นชนชั้นยากจนแสนสาหัสกับยังมีอีกชนกลุ่มหนึ่ง เรียกว่าชนชั้นกลาง (The middle class) ชนกลุ่มนี้อยู่ในฐานะปานกลาง ไม่อาจจัดเข้าชั้นใดชั้นหนึ่งข้างต้น เป็นเพียงชนกลุ่มน้อย เช่นนักกฎหมาย ทนายความ แพทย์ นักวิชาการ อย่างไรก็ตามชนกลุ่มนี้มักจะกลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นนายทุน และเข้าข้างนายทุน ส่วนใหญ่ทำงานรับใช้นายทุนอยู่แล้วโดยตรง หรือบางทีก็กลับกลายเป็นนายทุนเสียเอง ความขัดแย้ง ต่อสู้ ล้มล้าง มิได้เล็งจุดมาสู่ชนชั้นนี้ แต่ความขัดแย้ง ล้มล้างกันโดยตรง เกิดขึ้นระหว่างชนชั้นนายทุน กับชนชั้นกรรมาชีพ และคนที่เป็นตัวแปรก็ช่างอ่อนไหวต่อข่าวสารเสียนี่กระไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-1095680266199385417?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/1095680266199385417/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=1095680266199385417' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1095680266199385417'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1095680266199385417'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/04/double-class-struggle.html' title='การต่อสู้ของชนชั้นแบบสีลม-เสื้อแดง (Double Class Struggle)'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-2683841138230080418</id><published>2010-03-02T08:38:00.001-08:00</published><updated>2010-03-02T08:38:41.881-08:00</updated><title type='text'>นิยามของ “ค่ายสร้างฯ”ในทัศนะคติของผม</title><content type='html'>นิยามของ “ค่ายสร้างฯ”ในทัศนะคติของผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย็นวันนี้นักศึกษาของผมกลุ่มหนึ่งที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำโครงการค่ายอาสาและพัฒนาชุมชนได้เดินเข้ามาหาผมและขอร้องให้ผมเขียนถึงความคิดเห็น  ประโยชน์ของการจัดทำโครงการดังกล่าว&lt;br /&gt;ผมย้อนกลับไปคิดถึงสมัยที่ยังเป็นนักศึกษาปีแรกที่ธรรมศาสตร์  สมัยนั้นทุกคนที่ได้เข้ามาเรียนที่นี่ต่างโหยหาพฤติกรรมในอุดมคติเฉกเช่นอุดมการณ์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้   ทั้งในแง่รูปแบบและตัวเนื้อหา  ที่เรียกว่าเชิงรูปแบบนั้นเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นเพื่อชีวิตก็ว่าได้  เช่น  การทำตัวให้เป็นพวก ๕ ย.(เสื้อยืด กางเกงยีน ผมยาว สะพายย่าม รองเท้ายาง) หรือ การหาเพลงเพื่อชีวิตแบบคาราวานมาร้องเอาเท่ครับ    ผมจำได้ว่าตอนนั้นใครเอาเพลงแนวหนุ่มเนี้ยบเดินสยาม เช่น เพลงแนวๆค่ายเบเกอรี่มิวซิคมาร้องเนี่ยไม่เท่ครับ (ถูกเพื่อนๆในคณะประณามเล็กน้อย)&lt;br /&gt;อีกส่วนที่เรียกกันว่าเชิงเนื้อหานี้  ถือว่าใครได้ลงค่ายสร้างฯภาคปฏิบัติ  ก็จะเป็นหนุ่มสาวธรรมศาสตร์ในอุดมการณ์อย่างแท้จริงครับ  เนื่องจากได้เข้าไปพัฒนาชุมชนตามแนวทางเพื่อสังคมจริงๆ&lt;br /&gt;คำว่า “ค่ายสร้างฯ” นั้นมีสองมิติครับ  มิติแรกคือการนิยามเชิงอัตวิสัย  ส่วนมิติหลังคือการนิยามเชิงภาวะวิสัย  เป็นอย่างไรกันแน่................................งง!&lt;br /&gt;คำว่า “ค่ายสร้างฯ”เชิงภาวะวิสัยนั้นหมายถึงการสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อส่วนรวม  เช่น  การออกค่ายสร้างประโยชน์ให้หมู่บ้าน  ชุมชน  สังคมนั้นๆเกิดความเข็มแข็งทั้งการศึกษา เศรษฐกิจและสถาบันครอบครัว  การสร้างสรรค์เพียงวัตถุปัจจัยนั้นไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการลงชุมชนเพราะไม่ใช่การพัฒนาที่ยั่งยืน  &lt;br /&gt;ส่วนคำว่า “ค่ายสร้างฯ” เชิงอัตวิสัยนั้นหมายถึง  ค่ายดังกล่าวได้สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์กับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้  ประโยชน์ที่ว่านี้คือ  การสร้างเพื่อน  ทำให้เราได้มิตรสหายเพิ่มขึ้น  การสร้างน้ำใจไมตรี  ทำให้เรารู้จักที่จะให้กับผู้อื่น  และที่มากกว่าทุกเรื่องคือการสร้างอุดมการณ์ให้คงอยู่&lt;br /&gt;..........................................เราคงจะไม่รู้จักอุดมการณ์เพื่อมวลชน  ถ้าเราไม่เริ่มที่จะสร้างอะไร..............&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-2683841138230080418?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/2683841138230080418/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=2683841138230080418' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/2683841138230080418'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/2683841138230080418'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='นิยามของ “ค่ายสร้างฯ”ในทัศนะคติของผม'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-5481236983724102831</id><published>2010-02-11T07:54:00.000-08:00</published><updated>2010-02-11T07:58:33.341-08:00</updated><title type='text'>ชำเลืองใต้เงาโดม ตอนที่ ๔ - กล่องเปล่า</title><content type='html'>หลายๆ คนอาจจะมีความทรงจำดีดีที่เก็บเอาไว้แล้วไม่อยากเปิดมันออกมาอีก ด้วยเหตุที่ว่าตอนจบของมันดีอยู่แล้ว หรือ อยากหยุดเอาเพียงแค่นั้น  ถึงแม้ระยะเวลาผ่านพ้นไปเพียงใด แต่เชื่อได้ว่าความทรงจำดีดีของทุกคนยังมีอยู่&lt;br /&gt;เรื่องเล่ามีอยู่ว่า  วันหนึ่ง  เด็กชายได้ค้นพบกล่องใบเก่าที่เก็บความทรงจำวัยหนุ่มของคุณปู่ของเขา กล่องได้เก็บจดหมายจำนวนมากมายและมีอีกกล่องเป็นเพียงกล่องใส่แหวนใบเล็กที่ว่างเปล่า เด็กชายเริ่มต้นอ่านจดหมายเก่าๆ จำนวนมากเหล่านั้น  จดหมายได้บรรยายความรู้สึกที่คุณปู่แสดงความรักต่อเพื่อนหญิงคนหนึ่ง  เด็กน้อยประติดประต่อเรื่องราวต่างๆ ที่พรรณนาเอาไว้ด้วยกันจนเป็นเรื่องราวสมัยก่อน  เรื่องราวที่ถ่ายทอดอารมณ์  เรื่องราวที่แสดงถึงความรู้สึกมากมาย&lt;br /&gt;“ วันที่ ๘ ธันวา  วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะมีแรงจูงใจอะไรบางอย่าง   เมื่อมีความรู้สึกดีกับใครบางคนมันทำให้เราทำอะไรได้ทั้งวันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย.....”&lt;br /&gt;“วันที่ ๒๖ ธันวา วันนี้ไม่รู้เกิดอะไร  เธอร้องไห้ตาปูดเลย (สงสัยมาสคาล่าไหลย้อยแหงๆ) ความรู้สึกเธอคงถูกทำร้าย  เป็นโอกาสดีที่ได้ดูแลแล้ว”&lt;br /&gt;“วันที่ ๔ มีนา  หาซื้อดอกไม้ให้เธอบ้าง  เธอชอบดอกสีขาว(เดาเอา)”&lt;br /&gt;“ วันที่ ๑๒ มีนา  ดูท่าเธอจะเหนื่อยจากงานแน่ๆ  อย่าลืมถามว่าวันนี้เหนื่อยรึเปล่า”&lt;br /&gt;“วันที่ ๓ เมษา  วันนี้ไม่รู้ไปโกรธใครมา  (อย่าลืมเข้าข้างเธอละ  ทำไปเถอะ) “&lt;br /&gt;“วันที่ ๑๐ เมษา วันนี้เธอบ่นว่าปวดแขน  อย่าลืมไปนวดแขนให้ละจะได้แต้ะอั๋งซะ ยังดีซะกว่าเพื่อนเราบางคนต้องไปนวดตีน เหอะๆ”&lt;br /&gt;“วันที่ ๑ พฤษภา  ไปต่างจังหวัด ไม่ได้อยู่ดูแลที่รักเลย  ก่อนกลับอย่าลืมถามว่าที่รักอยากได้อะไรบ้าง”&lt;br /&gt;“วันที่ ๑๙ มิถุนา  ๒๕๕๑ (อยาก) กอดเธอวันละหนึ่งครั้ง  (อยาก) บอกรักเธอทุกวัน”&lt;br /&gt;          &lt;br /&gt; เด็กน้อยเผลอหลับไปในช่วงเวลานั้นเอง...... รุ่งเช้าวันต่อมาหลานชายตื่นขึ้นมาด้วยความฉงนสงสัยยิ่งนักว่าทำไมจดหมายจึงเขียนมาถึงปัจจุบัน   หลายชายตามหาคุณปู่   เช้าวันนี้คุณปู่นั่งเล่นอยู่ที่สวนหลังบ้าน  หลานชายเข้ามานั่งใกล้ๆแล้วถามขึ้นว่า “คุณปู่เล่าเรื่องคนรักที่อยู่ในกล่องนั้นให้ผมฟังหน่อยจิ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ปู่ยิ้มแล้วตอบว่า”เอากล่องใบใหญ่ หรือ กล่องแหวนใบเล็ก”    คำถามดังกล่าวทำให้หลานชายงง  หลายชายตอบกลับไปว่า “งั้นเอากล่องใบเล็กก่อน”  ปู่จึงเริ่มเล่าให้ฟังว่า “สมัยที่ยังหนุ่มอยู่นั้นได้ชอบหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน  ชอบเธอมานานแล้วและได้ใช้เวลาดูแลเธออย่างที่ความทรงจำดีดีไม่เคยลืมเลือน  ด้วยความอ่อนหวานได้ขัดเกลาความแข็งกระด้างในจิตใจ  ด้วยรอยยิ้มได้เจือจางความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน  เป็นระยะเวลานานพอสมควรที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนสิ่งดีดี  มิตรภาพยั่งยืนยิ่งกว่าสิ่งใดแต่ก็ไม่เคยได้เอ่ยปากบอกความจริงใดๆ  จนมาถึงวันหนึ่งวันที่เธอจะต้องจากลาไปยังที่อื่น  ที่ที่ห่างไกลกัน เธอต้องไปแต่งงานกับคนที่พ่อแม่ของเธอจัดไว้เป็นคู่หมั้น   วันนั้นปู่ได้ตัดสินใจหยิบเอากล่องแหวนดังกล่าวไปด้วย  ไปหาเธอ  ไปเพื่อบอกความในใจ  เมื่อพบเธอคนนั้นต่างฝ่ายต่างมองตากัน บางครั้งภาษาไม่ได้สื่อสารกันทางคำพูดแต่ด้วยกริยา  ปู่หยิบเอากล่องดังกล่าวขึ้นมาแล้วเปิดกล่องดังกล่าวออก  กล่องใบเล็กดังกล่าวเป็นเพียงแค่กล่องเปล่า   &lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;              ชายหนุ่มวันนั้นได้เอ่ยปากกับหญิงสาวเพียงว่า&lt;br /&gt; “วันนี้ฉันไม่มีอะไรจะให้เธอ ฉันมีเพียงแค่กล่องใส่แหวน แต่ฉันไม่มีเงินพอจะซื้อแหวนให้เธอหรอก เธอรับไปเถอะ............................................................” &lt;br /&gt;หญิงสาวยิ้มแล้วยื่นมือมาที่ชายหนุ่ม  “สวมให้ฉันสิ......................(หญิงสาวนิ่งเงียบ).................................  สวมแหวนสูญากาศให้ฉันเถอะ” หญิงสาวยิ้มด้วยความยินดีถึงแม้ในกล่องแหวนจะว่างเปล่า   ชายหนุ่มดีใจยิ่งนัก  ยื่นมือไปหยิบแหวนที่อยู่ในจินตนาการของทั้งสองขึ้นมาและสวมไปที่นิ้วนางของหญิงสาว”   หลังจากนั้นปู่ก็ไม่ตอบอะไร เพียงแค่ยิ้มเท่านั้น&lt;br /&gt;หลานชายถามต่อไปว่า “แล้วกล่องใบใหญ่ละครับ”  ปู่หัวเราะและตอบว่า “ความจริงทั้งกล่องใบใหญ่และกล่องใบเล็กไม่ได้ต่างกัน  ทั้งคู่เป็นเพียงจินตนาการ”&lt;br /&gt;ทั้งคนที่ผิดหวังและสมหวังต่างก็ทำสิ่งดีดีเพื่อคนที่ตัวเองรัก  แล้วทำไมเราจะต้องหยุดทำด้วยล่ะครับ...........&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(เรื่องนี้ผมคิดเอง  แต่ดัดแปลงจากบทละครญี่ปุ่นเรื่อง Always sunshine)&lt;br /&gt;ภูมินทร์   บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-5481236983724102831?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/5481236983724102831/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=5481236983724102831' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5481236983724102831'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5481236983724102831'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/02/blog-post_3133.html' title='ชำเลืองใต้เงาโดม ตอนที่ ๔ - กล่องเปล่า'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-8927092420598175003</id><published>2010-02-11T07:44:00.000-08:00</published><updated>2010-02-11T07:45:02.498-08:00</updated><title type='text'>ชำเลืองใต้เงาโดม  ตอนที่ ๓ – ความรักของแมลงเม่าและหิงห้อย</title><content type='html'>เนื่องจากใกล้วันตรุษและวันวาเลนไทน์  ตัวผมนั้นกำลังจะไปเมืองจีนในวันมะรืนนี้แล้ว  แต่ผมก็บังเอิญได้ไอเดียเขียนเรื่องสั้นให้เป็นของขวัญสำหรับวันแห่งความรักที่กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้สำหรับทุกๆคนครับ เรื่องนี้ผมได้ไอเดียจากทฤษฎีความขัดแย้ง (Dialectics) ของนักปรัชญาเยอรมันชื่อ Hegel โดยมีเนื้อเรื่องดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คืนวันหนึ่งในเขตทะเลป่าชายเลน ลมพัดพร้าวไหวเย็นสบายพร้อมเสียงคลื่นเบาๆริมฝั่งทะเลเขตการประมงของชาวเล   มองไปสุดสายตาเห็นแสงไฟริบหรี่ ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากกองถ่านที่ไหม้เถ้าของเศษไม้โกงกาง  เรื่องของความรักน้อยนิดเริ่มที่นี่และจบลงที่นี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนหน้านี้ไม่นานนักคือจุดกำเนิดของเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและการอธิบายซึ่งกันและกันระหว่างแมลงเม่ากับหิงห้อย   “ทำไมธรรมชาติแมลงเม่าจึงต้องบินเข้าในกองไฟและทำไมหิงห้อยจึงต้องกระพริบส่องแสง”  &lt;br /&gt;  ในคืนก่อนหน้านั้นมีแมลงเม่าฝูงใหญ่บินผ่านต้นลำพูใหญ่อันเป็นที่รักที่หวงแหนยิ่งนักของกลุ่มชาวหิงห้อยกระพริบแสง ผ่านเพื่อไปสู่จุดหมาย หรือ ผ่านเพื่อไปสู่จุดจบ?   กองไฟคือคำตอบหรืออย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แมลงเม่าหนุ่มตัวหนึ่งพลั้งเผลอพลัดหลงทางจากฝูงของตนล่วงลงมาสู่ต้นลำพูใหญ่ ที่ซึ่งมีกลุ่มหิงห้อยกำลังสุขสันเหลือเกินกับการกินใบต้นลำพูใหญ่..................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หิงห้อยผู้หวงแหนฯ ตะโกนถามแมลงเม่าหนุ่มว่า “เจ้าโง่  แกมาทำไมที่นี่ไม่ทราบ”  แมลงเม่าหนุ่มตอบว่า “ข้าพลัดหลงจากฝูงที่กำลังบินไปยังกองไฟอันเกิดจากการเผาไม้โกงกาง  เจ้ารู้หนทางไปสู่กองไฟรึไม่”  กลุ่มหิงห้อยเหล่านั้นหัวเรอะร่าและพากันเย้ยหยันว่า “ดูก่อนพวกเรา  เจ้าโง่นี่กำลังจะไปตายในไม่ช้า  เพราะไม่สำเหนียกในความร้อนแรงของเปลวไฟ”  แมลงเม่าตอบว่า  “เปล่าเลย  กองไฟอบอุ่น  บางสิ่งที่ดูขมขื่นเช่นนั้น อาจอบอุ่นเข้าไปถึงหัวใจก็ได้ถ้าเข้าถึงอุดมคติแห่งความรัก” หิงห้อยเย้ยกลับว่า “เจ้านี่คงตาบอดเข้าแล้ว  เวลามองเห็นแสงที่สว่างจ้าจากกองไฟ”  แมลงเม่าหยุดคิดและตอบกลับไปอย่างช้าๆว่า “ข้าก็ไม่ได้ตาบอดนี่ ข้ายังมองเห็นพวกท่านกระพริบแสงอยู่เลยหลงเข้ามา เพียงแต่กองไฟทำให้ข้ามองเห็นอะไรบางอย่าง  ทำให้ข้าตาสว่างไง”&lt;br /&gt;“ถ้าเจ้าตาสว่างจริง เจ้าคงทำเหมือนเช่นที่พวกข้าทำ   อยู่อย่างสุขสบายที่ต้นลำพูใหญ่นี้ คอยส่องแสงสวยงามให้ผู้คนได้เห็น” หิงห้อยตอบ&lt;br /&gt;แมลงเม่ายิ้ม ก่อนทิ้งประโยคสุดท้ายก่อนจากไปว่า “ท่านทั้งหลายคงยังแยกไม่ออกจริงๆ ระหว่างคำว่า”รัก” และ “การครอบครอง”(ต้นลำพูและอื่นๆ)     “ตัวข้านั้นมีความรักต่อกองไฟ แสงไฟ  แต่ข้าไม่ได้ต้องการไปครอบครอง หวนแหน กีดกันเหมือนอย่างพวกท่านเลย  ข้าใช้เพียงอย่างเดียวก็คือสัญชาติญาณ..............  มันบอกให้ข้ารู้เพียงว่า ข้ารักแสงไฟอันอบอุ่นนั้นด้วยสัญชาติญาณบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีกับตัวข้า  ความร้อนของไฟทำให้ข้าปีกหลุด  ทำให้ข้าได้พบกับคนที่ข้ารักและการเกิดใหม่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;.....................................................ใครจะรู้ว่าแมลงเม่าพูดถูก  ตามธรรมชาติเป็นไปอย่างนั้นจริงๆ   การสลัดปีกของแมลงเม่าเกิดขึ้นจากความอบอุ่นของแรงไฟ   ความจริงแมลงเม่าคือพญาปลวกที่ต้องการการเกิดใหม่(Reborn)   เชื่อไหมว่าในช่วงฤดูหาคู่  ปลวกจะออกจากรังกลายสภาพเป็นแมลงเม่าเพียงเพื่อไปตามหาคู่ของมัน  การเดินต่อตัวเป็นขบวนรถไฟที่เราเห็นก็คือการหยอกเย้ากระเซ้าเย้าแหย่กันและกันภายหลังจากที่ปีกหลุดไปแล้ว   ในขณะที่ตัวด้วงอย่างหิงห้อยกำลังรอความตายภายในระยะเวลาไม่เกินสองสัปดาห์ตามอายุขัยของมันภายหลังจากที่เปล่งแสงเต็มที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวเราเองก็ไม่ได้ต่างอะไรจากแมลงเม่าเลยครับเพราะบางครั้งเราเองก็ใช้สัญชาติญาณเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างที่อยู่เหนือเหตุและผล  ด้วยข้อจำกัดของภาษาเราไม่อาจอธิบายบางอย่างออกมาได้  เราไม่อาจอธิบายเหตุผลตามสัญชาติญาณได้ด้วยการเอ่ยปาก อักษร ๔๔ ตัวคงน้อยเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคุณเกิดรักใครสักคนที่มีความเป็นไปได้ยากด้วยเหตุผลต่างๆนานาเรามักจะอธิบายด้วยคำว่า “แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ” แต่ใครจะรู้ว่า แมลงเม่าก็มีเหตุผลของตัวเองตามสัญชาติญาณของการหาคู่และสานต่อ ตัวเราเองก็เช่นกัน ถ้าเรารักใครสักคนที่แม้เราไม่เคยเผชิญหน้าด้วยเลยสักครั้ง ถ้าเราจะบอกว่า   “เรา.......ใช้สัญชาติญาณตามธรรมชาติเพื่อจะอธิบายว่าคนที่เราแอบมองอยู่นั้นเป็นคนที่อบอุ่นแสนดี   บางทีคนๆนั้นอาจมีบางอย่างที่เราคงต้อง......ปีกหลุด....เพื่อการเกิดใหม่.......................แต่ไม่ใช่เพื่อการครอบครองและหวงแหนไว้คนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางที  สัญชาติญาณบอกให้รู้ว่าเรากำลังจะรักใคร..........................................................โดยที่ภาษา กริยา  เหตุผลกำลังตาบอดและหูหนวก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การอธิบายบทละครด้วยทฤษฎีความขัดแย้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่นักปรัชญากรีกนิยมใช้กันนั้น Dialectics เป็นกระบวนการค้นหาสัจจะเชิงอภิปรายให้เหตุให้ผล  วิธีการนี้  นักตรรกวิทยาสมัยปัจจุบัน  เรียกกันว่า “แนวปฏิปักขนัย” (The Contradictory) เช่นบางคนอาจตั้งสมมติฐานขึ้นเป็นข้อยืนยันเกี่ยวกับ “ความเป็นธรรม” ว่ามีความหมายอันเดียวกันกับการพูดความจริงและความซื่อสัตย์  ประเด็นนี้เรียกว่า “ตัวยืน” (Thesis) ขั้นต่อไป คือพยายามหาเหตุผลตรงข้าม หรือขัดแย้งกับตัวยืนยันดังกล่าว  ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นธรรม  แต่ไม่เกี่ยวกับการพูดความจริง  และความซื่อสัตย์เลย  เช่นการกระทำใด ๆ ที่ให้เกิดความสมใจทั้งสองฝ่าย เช่นนี้  เป็นต้น  ประเด็นนี้ให้ชื่อว่า “ตัวแย้ง” (Antithesis)  การประนีประนอม  หรือการสังเคราะห์ฝ่ายที่เป็นตัวยืนกับฝ่ายที่เป็นตัวแย้งเข้าด้วยกันให้ชื่อว่า  “ตัวสังเคราะห์หรือตัวยุติ” (Synthesis)  ความก็จะเป็นว่า “ความยุติธรรม คือการพูดความจริงและความซื่อสัตย์ที่ให้เกิดความสมใจทั้งสองฝ่าย”  ประเด็นที่สามนี้ดีกว่าและถูกต้องกว่าสองประเด็นแรกที่ขัดแย้งกันนั้น  ด้วยอาศัยการลำดับช่วงความคิดเป็นทอด ๆ เช่นนี้  ช่วยให้เราได้เข้าถึงความหมายที่ถูกต้องของเรื่องนั้น ๆ&lt;br /&gt;ต่อมาได้มีนักปรัชญารุ่นหลังหลายคน  นำเอาสูตรนี้มาปรับปรุงใช้  ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเรื่องนี้ คือนักปรัชญาเยอรมันชื่อ Hegel เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์สังคมมนุษย์  เฮเกลได้ชี้ใช้เห็นว่า  สรรพสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงขยายตัวมันเองอย่างไม่หยุดยั้ง  การพัฒนานี้เป็นไปทีละขั้น  ทุกขั้นทุกระดับมีการสืบเนื่องต่อกันเป็นช่วง ๆ  การขยายตัวในขั้นตอนใหม่ย่อมมีรูปแบบ ปริมาณ คุณภาพ และคุณสมบัติดีกว่า ประเสริฐกว่าขั้นที่เกิดขึ้นก่อนเสมอ  วิวัฒนาการดังกล่าวมิได้เป็นไปในทำนองสักแต่ว่าเป็นกระบวนความเจริญเติบโตคลี่คลายธรรมดา ๆ เท่านั้น  หากเป็นไปโดยอาศัยมูลเหตุ  คือ “ความขัดแย้ง”  ซึ่งมีในตัวสิ่งนั้น ๆ อยู่แล้ว  ในเรื่องสังคมและชีวิตมนุษย์ก็มีนัยเช่นเดียวกัน  กล่าวคือได้มีการคลี่คลายขยายตัวกันมาเป็นขั้น ๆ  ทั้งนี้เพราะมีพลังสองประเภทกระทำการขัดแย้งต่อต้านกันและกันอยู่เนืองนิตย์ (Opposed forces) ทำให้สังคมและชีวิตมนุษย์พัฒนาระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง&lt;br /&gt;ตามสูตรนี้  ไม่มีอะไรสมบูรณ์ ถูกต้อง ดี เลว ไปทุกอย่าง และจีรังยั่งยืนตลอดไป  สรรพสิ่งอยู่ในสภาพไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  เพราะสรรพสิ่งมีพลังบวกกับพลังลบ หรือเรียกอีกอย่างคือ  พลังสร้างสรรค์กับพลังทำลายอยู่ในตัว  ดูเปรียบเทียบชีวิตเราที่เจริญเติบโตมาเรื่อย ๆ เป็นเพราะในตัวเรามีทั้งการทำลายและการสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา  ความคิดความอ่านและความเชื่อถือก็เหมือนกัน  ย่อมมีการปรับตัวและแปรสภาพอยู่เสมอ  มิใช่มีอยู่อย่างไรก็อย่างนั้นเป็นนิรันดร&lt;br /&gt;ทั้งนี้เพราะมีการขัดแย้งกันอย่างไม่หยุดยั้งระหว่างของเก่ากับของใหม่  ครั้นแล้วจากการขัดแย้งกันนั้น  จึงจะบังเกิดสิ่งที่สามขึ้นมา  โดยการประสมกลมกลืนสิ่งทั้งสองเบื้องต้นที่ขัดแย้งกันนั้นเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  สิ่งที่สามนี้มีสถานภาพดีกว่าและเหนือกว่าสิ่งทั้งสองที่ขัดแย้งกัน  ไม่ช้าไม่นานสิ่งที่สามก็จะกลายเป็นตัวยืน  และภายในตัวยืนนี้ก็จะเกิดพลังตรงข้ามก่อความขัดแย้งขึ้นอีก  กระบวนการเป็นไปเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;สังคมย่อมมีวิวัฒนาการไปตามสูตรนี้  ทุกขั้นตอนของวิวัฒนาการย่อมมีความขัดแย้งภายในสังคมนั้น ๆ อันเป็นตัวการให้สังคมนั้นเจริญก้าวหน้า  พลังขัดแย้งต่อสู้กันเป็นสภาวะประจำธรรมชาติของสรรพสิ่ง  เมื่อกาลเวลาและพฤติการณ์บรรลุถึงขีดอันควรแล้ว  พลังดังกล่าวก็จักทวีความขัดแย้งต่อต้านขึ้นเป็นลำดับจนถึงขั้นแตกหัก  จากนั้นก็จะเกิดระบบสังคมใหม่ขึ้น  ซึ่งอยู่ในระดับสมดุลเหนือระดับเดิมทั้งสองที่ต่อสู้ล้างผลาญกัน  เศษเหลือเดนบางส่วนจะสลายตัวไป  บางส่วนที่ดีจะถูกกลืนเข้าไปในของใหม่  ด้วยประการฉะนี้  พัฒนาการด้านต่าง ๆ ของสังคมมนุษย์  ย่อมดำเนินไปจากขั้นต่ำและหยาบ ๆ จนบรรลุถึงขั้นสูงและละเอียดซับซ้อนขึ้นไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะไปถึงขั้นที่สุดท้ายของกระบวนวิวัฒนาการ&lt;br /&gt;ตามทัศนะของเฮเกล  สูตรความขัดแย้งนี้เป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติ  และสรรพสิ่งที่เกิดจากธรรมชาติย่อมเป็นไปตามนั้น  เราสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของโลกตามบันทึกประวัติศาสตร์ได้ถูกต้องถ่องแท้  ก็ด้วยการสังเกตดูความเจริญเติบโตของประชาชาติทั้งหลาย (The Nations)  ในแง่ที่เป็นไปตามสูตรความขัดแย้ง  อารยธรรมของมนุษย์ชาติหนึ่ง ๆ เมื่อขยายเติบโตขึ้น  ย่อมเป็นเหตุให้ชาติอื่น ๆ เป็นคู่อริขึ้น  ในที่สุดก็จะเกิดการขัดแย้งกันระหว่างชาติเหล่านั้น  เมื่อการต่อสู้ล้มล้างกันถึงที่สุดอารยธรรมใหม่จะเกิดขึ้นมาแทน  โดยเลือกเฟ้นเอาแต่คุณค่าส่วนดีที่สุดจากอารยธรรมเดิมทั้งสองนั้นมาปรุงเข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;กระบวนวิวัฒนาการเช่นนี้  จะนำพาอารยธรรมมนุษย์ดำเนินไปสู่ความสมบูรณ์ที่เรียกกันว่า “สารัตถะสูงสุดของชีวิต” (The Spirit)  รัฐทุกรัฐก็จะหล่อหลอมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  แล้วก้าวไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ “ความคิดสมบูรณ์แบบ” (The Absolute Idea)&lt;br /&gt;แนวคิดเกี่ยวกับสูตรความขัดแย้ง  ได้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อคาร์ล มากซ์ โดยได้เลียนแบบสูตรดังกล่าวนี้มาอรรถาธิบายกระบวนวิวัฒนาการของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจระบบต่าง ๆ ตามบันทึกประวัติศาสตร์ในเชิงวัตถุนิยม  พลังใหญ่ที่สุดที่ผลักดันให้กระบวนวิวัฒนาการนี้เป็นไป ได้แก่พลังความขัดแย้ง  เกี่ยวกับวัตถุเครื่องยังชีพหรือเศรษฐปัจจัย  ในกระบวนการผลิตของรัฐระบบนั้น ๆ กระบวนวิวัฒนาการนี้แต่ละช่วงแต่ละระดับจะมี 3 ตัว  ประกอบ (Factors) คือ:-&lt;br /&gt;1. ตัวยืน (Thesis)&lt;br /&gt;2. ตัวแย้ง (Antithesis)&lt;br /&gt;3. ตัวยุติ (Synthesis)&lt;br /&gt;1. ตัวยืน หมายถึง ความจริง เหตุผล ความเชื่อ ค่านิยม ระบบสังคม ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา อันเป็นแนววิถีชีวิตแบบเก่า  ซึ่งถือเป็นตัวยืน(ชั่วขณะหนึ่ง)  ในทีนี้เราใช้ T แทน ค่าตัวยืน&lt;br /&gt;2. ตัวแย้ง หมายถึง ความจริง เหตุผล ฯลฯ  ประเภทที่สอง ซึ่งถือกำเนิดออกมาจาก T แต่มีสภาพขัดแย้งกับ T กล่าวคือ เมื่อเวลาผ่านไปชั่วระยะหนึ่ง ความจริง ฯลฯ แบบที่สองเกิดขึ้นมา แม้มีรากเหง้ามาจาก T แต่ได้กลายเป็นพลังขัดแย้งกับ T ในที่นี้ใช้ A แทน ค่าตัวแย้ง&lt;br /&gt;3. ตัวยุติ หมายถึง ความจริงฯลฯ ที่สามเกิดจากผลกระทบขัดแย้งแล้วผสมผสานหล่อหลอม  ส่วนที่เหลือเข้าด้วยกันระหว่าง T กับ A ความจริง ฯลฯ ประเภทที่สามย่อมดีกว่า ถูกต้องกว่า ความจริง ฯลฯ สองประเภทแรกที่สลายตัวไป ในที่นี้เราใช้ S แทน ค่าตัวยุติ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-8927092420598175003?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/8927092420598175003/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=8927092420598175003' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/8927092420598175003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/8927092420598175003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/02/blog-post_11.html' title='ชำเลืองใต้เงาโดม  ตอนที่ ๓ – ความรักของแมลงเม่าและหิงห้อย'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-1784359166114798473</id><published>2010-02-04T01:55:00.000-08:00</published><updated>2010-02-04T02:00:01.901-08:00</updated><title type='text'>ขอขอบคุณผู้ช่วยงานหนังสือปรัชญาการเมืองเบื้องต้น</title><content type='html'>วันนี้ผมต้องขอประกาศในบล้อกเพื่อขอบคุณนักศึกษาท่านหนึ่งที่อาสามาช่วยงานผมครับ  นั่นคือ  กนกวรรณ หรือ เนียนที่เรียนปี 1 คณะสหวิทยาการครับ  ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือนี้  หนังสือคงไม่เสร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่าง  อีกทั้งคนที่สามารถอ่านและพิมพ์หนังสือปรัชญาการเมืองของพ่อผมได้นี่ต้องเก่งไม่เบาเลยครับ  เพราะภาษายากมากเลยทีเดียว (ซึ่งยังไม่รวมตัวเนื้อหาด้วยแล้ว)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมต้องประกาศให้ทุกๆคนได้รู้ถึงความมีนำใจของเพื่อนเราคนนี้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  อ ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-1784359166114798473?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/1784359166114798473/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=1784359166114798473' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1784359166114798473'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1784359166114798473'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/02/blog-post_04.html' title='ขอขอบคุณผู้ช่วยงานหนังสือปรัชญาการเมืองเบื้องต้น'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4296725845647865081</id><published>2010-02-02T18:51:00.000-08:00</published><updated>2010-02-02T18:55:36.642-08:00</updated><title type='text'>ทุนเรียนต่อกฎหมายในเยอรมนี ง่ายนิดเดียว- ประสบการณ์ตรงของคนได้ทุน</title><content type='html'>พอดีผมได้รับความช่วยเหลือจากน้องฝ้ายคนเก่งของเรานะครับ (ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่ได้ทุนรัฐบาลเยอรมัน)ฝากข้อความมีประโยชน์นี้มาให้เผยแพร่กับคนที่มีความพยายามจะไปเรียนต่อต่างประเทศ (แต่ต้องพยายาม)ดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุนรัฐบาลเยอรมนี&lt;br /&gt;Study Scholarship for Law Students&lt;br /&gt;สำหรับทุนเรียนต่อกฎหมายระดับปริญญาโทในประเทศทางยุโรป ทุนรัฐบาลเยอรมนีเป็นอีกทุนหนึ่งที่หยิบยื่นโอกาสเรียนต่อต่างแดนที่ “ไม่ไกลเกินเอื้อม” เนื่องจากคู่แข่งยังน้อยมากค่ะถ้าเทียบกับทุนอื่นๆ โอกาสนี้สำหรับนักศึกษาที่สนใจเรียนกฎหมายที่ประเทศเยอรมนีเป็นภาษาเยอรมันในสาขาที่นักศึกษาสนใจ (ไม่จำกัด) และเป็นทุนที่ไม่มีข้อผูกมัดให้ต้องใช้ทุนในภายหลังอีกด้วย &lt;br /&gt;ข้อดีอีกประการของทุนนี้คือ มีหน่วยงานที่เรียกว่า “DAAD Information Center Bangkok” คอยช่วยเหลือผู้ที่สนใจศึกษาต่อประเทศเยอรมนี เนื่องจากในการหาข้อมูลต่างๆ ในเวปไซต์ยังมีอุปสรรคทางด้านภาษา เพราะข้อมูลที่สำคัญส่วนใหญ่ถูกจัดไว้เป็นภาษาเยอรมัน ทำให้หน่วยงานนี้มีบทบาทในการให้คำแนะนำในการขอทุน และช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอทุนเป็นอย่างมากค่ะ และเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างดีเป็นพิเศษกับผู้ที่สนใจจริงและมีการเตรียมตัวในการถาม และมีการศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่ควรทราบมาก่อนค่ะ &lt;br /&gt;ผู้สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเวปไซต์ได้ที่ www.daad.or.th &lt;br /&gt;ที่ตั้ง 18/1 ซอยเกอเธ่ ถนน สาธรซอย 1 กรุงเทพ 10120&lt;br /&gt;เบอร์โทรติดต่อ 02 286 8708-9   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“Study Scholarship for Law Students” เป็นโปรแกรมทุนหนึ่งในอีกหลายๆ โปรแกรมทุนรัฐบาลเยอรมนี ที่แยกออกมาสำหรับนักกฎหมายโดยเฉพาะ และจัดไว้สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;• จบการศึกษาขั้นต่ำระดับปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ &lt;br /&gt;&gt;&gt;น้องๆ ที่อยู่ในระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรีเทอมสุดท้ายก็ลองยื่นขอทุนได้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• มีผลการเรียนดี (ไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้)&lt;br /&gt;&gt;&gt;สำหรับข้อนี้เป็นเพียงคุณสมบัติอย่างหนึ่ง ถ้าให้เทียบกับข้ออื่นๆ แล้วมีความสำคัญไม่มากค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ไม่เคยอยู่ในประเทศเยอรมนีมากกว่าหนึ่งปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• มีความรู้ภาษาเยอรมันดี และมีผลการสอบภาษาเยอรมันที่เรียกว่า Zertifikat Deutsch (ZD) ในระดับพอใช้ถึงดีมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt;สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ภาษาเยอรมันเลย ข้อนี้อาจเป็นอุปสรรค แต่ก็เป็นอุปสรรคเล็กๆ ค่ะ เพราะสามารถวางแผนการเรียนภาษาก่อนการขอทุนล่วงหน้าได้ ใช้เวลาโดยประมาณหกเดือนก็สอบ ZD ได้แล้วค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผู้ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ถือว่าได้เปรียบ (เท่านั้น) ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• จบการศึกษาระดับเกียรตินิยม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• มีผลงานทางวิชาการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• มีเหตุผลส่วนตัวที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีมีน้ำหนักและน่าสนใจ (วัตถุประสงค์ของผู้ให้ทุน คือ ต้องการให้ผู้ได้รับทุนที่ทำงานในแวดวงวิชาการอยู่แล้ว หรือมีแนวโน้มในอนาคตที่จะทำงานทางด้านวิชาการโดยเฉพาะงานอาจารย์ ได้ไปศึกษาที่ประเทศเยอรมันและกลับมาส่งต่อความรู้ที่ร่ำเรียนมาให้กับประเทศบ้านเกิดค่ะ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมนีแล้วหรือมีเอกสารยืนยันจากมหาวิทยาลัยว่าเราเป็นผู้มีคุณสมบัติพร้อมที่จะเรียนต่อระดับปริญญาโท (Magister)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&gt;&gt;ข้อนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะว่า คุณสมบัติของนักศึกษาต่างชาติที่จะมีสิทธิเข้าเรียนกฎหมายเป็นภาษาเยอรมันในมหาวิทยาลัยได้ต้องมีผลสอบภาษาเยอรมันที่เรียกว่า Testdaf ในระดับสี่ขึ้นไป หรือ DSH ในระดับสองขึ้นไป แต่ปัญหาในทางปฏิบัติคือ ผู้สมัครทุนยังไม่มีผลสอบนี้ ดังนั้นในการติดต่อกับมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะขอเอกสารยืนยันว่ามหาวิทยาลัยมีแนวโน้มรับเราเป็นนักศึกษาในปีการศึกษาปีถัดไปนั้น เราจึงต้องแจ้งข้อเท็จจริงให้ทางมหาวิทยาลัยทราบชัดเจนว่า ต้องการเอกสารยืนยันลักษณะดังกล่าวเพื่อใช้ในการขอทุนค่ะ หากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยไม่ทันกำหนดยื่นขอทุนก็ไม่เป็นไรค่ะ เอกสารนี้เป็นตัวสร้างความเชื่อมันให้กับผู้ให้ทุนเท่านั้น ว่าเรามีความพร้อมและมีความตั้งใจจริงที่จะไปศึกษาที่เยอรมนีอย่างไร) ในการติดต่อกับมหาวิทยาลัย จำเป็นต้องใช้เอกสารพื้นฐานต่างๆเช่นเดียวกับ ผู้ที่จะสมัครเรียนค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมเอกสาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามหน้าเวปไซต์จะปรากฏใบปะหน้าเอกสารที่ยื่นตามตารางนี้ค่ะ แต่สำหรับทุนโปรแกรมนี้ไม่ต้องใช้ทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในตารางค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. Application form with photo (download from www.bangkok.diplo.de) 4 copies&lt;br /&gt;2. Biography – handwritten (as an essay) 1 copy&lt;br /&gt;3. Biography – typed  4 copies&lt;br /&gt;4. Study- or research plan 4 copies&lt;br /&gt;5. High School transcript of records – certified by the official authority 4 copies&lt;br /&gt;6. B.A. or B.Sc. certificate and transcript of records – certified by the official authority 4 copies&lt;br /&gt;7. M.A. or M.Sc. certificate and transcript of records – certified by the official authority 4 copies&lt;br /&gt;8. German language certificate 4 copies&lt;br /&gt;9. Confirmation of employment and approval of application by employing agency 4 copies&lt;br /&gt;10. Two letters of recommendation (two persons), 4 copies/person 4 copies&lt;br /&gt;11. Document of acceptance from a Professor at a German university 4 copies&lt;br /&gt;12. For applicants from the field of medicine ‘only’:&lt;br /&gt;M.D. certificate with Medical Registration (approbation) and certificate of proficiency, D.D.S. or D.V.M. certificate with Medical Registration (approbation) and transcript of records – certified by the official authority 4 copies&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ&lt;br /&gt;• ข้อ 4, 7 และ 12 ไม่ต้องใช้ค่ะ &lt;br /&gt;• ข้อ 2 และ 3 ต่างกันที่พิมพ์กับเขียนค่ะ แต่อาจทำข้อ 3  เป็นลักษณะของเรซูเม่ก็ดูง่ายและน่าสนใจค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt;ในที่นี้ไม่มีระบุว่าต้องใช้ Statement of Purpose ไว้ค่ะ แต่ควรยื่นไปด้วย แทนเอกสารในข้อ 4 ความยาวประมาณหนึ่งถึงสองหน้ากระดาษค่ะ &lt;br /&gt;เอกสารเหล่านี้ทำเป็นภาษาอังกฤษได้ แต่จะดีมากกว่าถ้าทำเป็นภาษาเยอรมัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ข้อ 8 อย่างต่ำคือ ผลสอบ ZD&lt;br /&gt;• ข้อ 9 ใช้ในกรณี ถ้ามี &lt;br /&gt;• ข้อ 11 ไม่ต้องใช้ค่ะ ถ้าเป็นไปได้ ใช้เอกสารยืนยันจากทางมหาวิทยาลัยตามที่อธิบายไปข้างต้นค่ะ&lt;br /&gt;• เอกสารเกี่ยวกับการเรียนต่างๆ ต้องนำไปให้สถานทูตเยอรมันรับรองก่อนด้วย ดังนั้นต้องเผื่อเวลาให้ดีในการเตรียมเอกสารด้วยค่ะ ระยะเวลาในการรับรองขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้บริการทางสถานทูตด้วย แต่ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ค่ะ ถ้าโชคดีก็รอรับได้เลย&lt;br /&gt;• เอกสารทั้งหมดเมื่อพร้อมแล้วยื่นกับทางสถานทูตโดยตรงหรือ ยื่นกับทาง DAAD ได้เช่นกันค่ะ&lt;br /&gt;• &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้รับทุนถือสิทธิดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• คอร์สเรียนภาษาในประเทศเยอรมนีระยะเวลาประมาณหกเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt;เป็นระยะเวลาที่สั้นสำหรับการเตรียมตัวสอบภาษาในระดับที่มหาวิทยาลัยต้องการค่ะ ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ควรเรียนมาจากประเทศให้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ค่าธรรมเนียมการศึกษาของมหาวิทยาลัยประมาณเทอมละ 500 ยูโร ได้รับการยกเว้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt; โปรแกรมที่มีค่าธรรมเนียมสูงกว่า 600 ยูโร ทุนนี้ไม่ครอบคลุมค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ประกันสุขภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt;นักศึกษาทุกคนถูกบังคับให้ต้องมีประกันสุขภาพค่ะ ภาระตรงนี้ทุนก็ดูแลให้เรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ค่าใช้จ่ายรายเดือน 410 ยูโรในช่วงเรียนภาษา และ 750 เมื่อเป็นนักศึกษาแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt; เงินจำนวนนี้เพียงพอในการใช้ชีวิตแบบนักเรียนที่เยอรมนีค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด 460 ยูโรต่อปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt; สำหรับซื้อหนังสือ และอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ค่าเดินทางไปกลับไทย-เยอรมนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&gt;&gt; หนึ่งรอบเท่านั้นค่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำแนะนำทั่วๆไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เยอรมนีได้ชื่อว่าได้มาตรฐานเท่าเทียมกันค่ะ ดังนั้นในการเลือกมหาวิทยาลัยจึงเลือกจากความสนใจตรงกันระหว่างโปรเฟสเซอร์กับนักศึกษาเองค่ะ นอกจากนั้นอาจคำนึงจากความชอบส่วนตัว และค่าครองชีพของแต่ละเมืองค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• ในระหว่างการเรียนภาษาช่วงปลายๆ เราต้องเตรียมเอกสารสำหรับสมัครมหาวิทยาลัยอย่างต่ำๆ ก็สี่มหาวิทยาลัยค่ะ ดังนั้นหากเราเตรียมความพร้อมเรื่องเอกสารที่ต้องรับรองจากทางสถานทูตมาจากเมืองไทยเลยก็จะเป็นการประหยัดเวลาและสตางค์ได้มาก เนื่องจากที่ไทยรับรองให้นักศึกษาฟรีค่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;• น้องๆ หรือพี่ๆ ที่สนใจและต้องการข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมติดต่อฝ้ายได้ค่ะ polyesfai@hotmail.com ยินดีเสมอค่ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4296725845647865081?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4296725845647865081/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4296725845647865081' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4296725845647865081'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4296725845647865081'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/02/blog-post_5533.html' title='ทุนเรียนต่อกฎหมายในเยอรมนี ง่ายนิดเดียว- ประสบการณ์ตรงของคนได้ทุน'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4586107701441483643</id><published>2010-02-02T00:57:00.000-08:00</published><updated>2010-02-02T00:58:07.139-08:00</updated><title type='text'>ประกาศเรื่องเอกสารประกอบวิชาสัมมนากฎหมายนิติกรรมฯ</title><content type='html'>นศ.ที่เรียนวิชาสัมมนากับอาจารย์  สามารถไปรับเอกสารประกอบการสอนชุดที่ 2 ได้ที่คุณเอ๋ (ห้องคณะนิติศาสตร์)ครับ   ส่วนใครที่ต้องการ Download สามารถหาได้ที่&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/213509524/190428dc/2_online.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมสามารถเขียนเข้ามาถามได้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4586107701441483643?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4586107701441483643/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4586107701441483643' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4586107701441483643'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4586107701441483643'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/02/blog-post_02.html' title='ประกาศเรื่องเอกสารประกอบวิชาสัมมนากฎหมายนิติกรรมฯ'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-1949245834297869575</id><published>2010-02-01T08:34:00.000-08:00</published><updated>2010-02-01T08:41:29.668-08:00</updated><title type='text'>เรื่องเล่าจากเด็กวัด- วาทะกรรมของคนรากหญ้า</title><content type='html'>“อาจารย์ครับๆ เข้าใจ๋ที่ผมเว้าบ่อ ผมเฮียนมาน้อยกลัวพูดไปอาจารย์บ่ฮู้” เสียงทักของพี่จ่อยยังสะกิดใจผมเสมอมา&lt;br /&gt;สามปีที่ผมเคยอยู่วัดมานี้ทำให้ผมต้องล้างทฤษฏีเดิมๆ ทิ้งให้หมด ผมต้องละทิ้งและชำระอัตตาที่ติดตัวมาไปจนสิ้น  ผมได้พบเจอ เรียนรู้ แลกเปลี่ยน ร่วมทุกร่วมสุขกับชีวิตอีกหลายมุมที่อยู่แทบจะคนละขั้วของชีวิตเลยก็ว่าได้&lt;br /&gt;สามปีที่ผ่านมานี้ มีคนไทยจำนวนมากมายที่ดิ้นรนมาหางานทำที่ฝรั่งเศส  บ้างก็โดนจับกลับ บ้างก็ถูกขัง บ้างก็นอนหนาวตาย บ้างยอมขายตัว และบางส่วนหมดหวัง สิ้นหวัง คนเหล่านี้เป็นครูของผมทั้งนั้น  ถ้าคุณได้สัมผัสกับคนที่ถูกเรียกว่ารากหญ้า  คุณจะรู้ว่า”รากหญ้านั้นอ่อนโยนและชุ่มชื้น” เพียงไร&lt;br /&gt;ปีที่ผ่านมานี้ผมกลับมาที่วัดและพบว่ามีคนงานมาอาศัยวัดมากมายราวๆ หกเจ็ดคน ทุกคนมาเพราะถูกนายหน้าค้าแรงงานหลอกว่าจะมีงานทำโดยถูกต้องตามกฎหมายด้วยการจ่ายค่าหัวคนละสี่แสนบาท  เงินมากถึงเพียงนี้ทำไมถึงยอมจ่าย  คำตอบง่ายๆก็คือ อยู่ไปก็อดตาย ออกมาอาจรอดได้บ้าง  ทุกคนต้องต่อเครื่องมาหลายประเทศแต่จบท้ายด้วยการนอนข้างถนน หรือ ในรถไฟใต้ดิน&lt;br /&gt;คนแรกที่ต้องเล่าคือ พี่จ่อย  ถึงชื่อจะจ่อยแต่ตัวจริงไม่จ่อยเลย กล้ามเนื้อกำยำล่ำสัน ทำงานห่ามรุ่งหามค่ำทุกวัน ถ้าคุณสมมุติตัวเองว่าทำงานก่อสร้างกลางแจ้งสิบสี่ชั่วโมงในอุณหภูมิลบหกองศา คุณก็คงไม่เห็นภาพ คุณจะรู้สึกร่วมไม่ได้ด้วยการแค่คิดตามคำพูด  แต่คุณต้องลงไปจับพลั่วที่หนาวเย็นราวกับจับก้อนน้ำแข็ง แบกหามน้ำหนักที่เท่าตัวคุณเป็นวันๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งแรกที่ผมเจอพี่จ่อยผมกลัวเป็นอย่างยิ่ง  ด้วยกริยาท่าทางดุดัน เสียงกระโชกโฮกฮากราวกับจะตะคอกใส่เราเสมอ  หน้าตาเคร่งขรึมไม่เป็นมิตร แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความดิบเหล่านี้คือความจริงใจครับ   ถ้าคุณได้สัมผัส  คุณจะรู้ว่าการที่เราไร้การศึกษานั้นสูงค่ากว่าคนมีการศึกษาเสียอีก  เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้โดนห่อหุ้มด้วยเปลือกแข็งโสโครกอย่างอัตตา  ความตอแหล และการแบ่งชนชั้น&lt;br /&gt;พี่จ่อยเรียนจบแค่ ป หก แต่ได้ตระเวนไปแทบจะรอบโลก ไม่ว่าจะอิสราเอล ซาอุฯ ออสเตรเลย ญี่ปุ่น เกาหลี แต่มาจบลงที่คุกสวิสเซอแลนด์  อย่าถามนะครับว่าไปพลาดท่าอย่างไร ก็ด้วยความซื่อนี่แหละ  พี่จ่อยเล่าว่าด้วยเหตุเพราะไปรักแหม่มสวิสที่พบกันในย่านจีนกลางเมืองปารีส  เพราะสาวแหม่มเกิดไปติดใจความจริงใจที่แท้จริงและท่าเต้นชูวีดูวับผสมเซิ้งกระติ้บสุดเท่ของพี่จ่อย (ขนาดผมยังทึ่งในความเท่สุดๆ)&lt;br /&gt;พี่จ่อยเล่าว่าหลังจากเจอแหม่มก็ได้ติดต่อผ่านทางจดหมาย  ด้วยลายมือของเพื่อนชาวลาวและถ้อยทำนองการแปลภาษา  ทำให้พี่จ่อยได้ส่งความอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ไปถึงสาวแหม่มเป็นระยะๆ  ความรักไม่ขาดช่วง ความรู้สึกไม่มีพรหมแดนจริงๆครับ  แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะด้วยกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งขึ้นมันมีพรหมแดน……..&lt;br /&gt;พี่จ่อยเริ่มหยุดยั้งความรู้สึกไม่อยู่  ตัดสินใจเดินทางไปสวิสเซอแลนด์ ด้วยรถโดยสารบ้าง เดินไปบ้าง โบกไปบ้าง ด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เก็บออมมานั้นเอง ด้วยความซื่อที่หักห้ามหัวใจไม่ได้ ชายหนุ่มร่างกายกำยำผิวคล้ำ บึกบึนเลือกที่จะไปตามหาหัวใจ แต่ด้วยความตรงไปตรงมา พี่จ่อยลืมนึกไปว่าตัวเองนั้นไม่มีพาสพอร์ตและวีซ่า เมื่อไปถึงด่านตรงคนเข้าเมือง ด้วยความที่จิตใจเร่งรีบและรอคอยจึงเดินตรงลี่ไปที่ด่านโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น  พี่จ่อยเล่าว่าตำรวจตกใจและวิ่งมาล๊อคตัวว่าเขาจะทำอะไรผิด  ด้วยความตรงไปตรงมาพี่จ่อยพูดเป็นภาษาไทยอีสานแบบน้ำเสียงกระโชกก้าวร้าวกับตำรวจเพื่ออธิบายไปเฉยๆ ว่าจะไปหาแหม่มที่รัก ผลลัพธ์แห่งรักที่รอคอยคือไปอยู่คุกสวิสฯสองเดือนครับ ระหว่างนั้นความรู้สึกที่ร้อนรนก็ถูกละลายลง อ่อนตัวลงและเย็นลง&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่ผมถามไถ่เรื่องราวชีวิต พี่จ่อยจะพยายามพูดสุภาพราวกับว่าผมเป็นผู้ที่อยู่สูงกว่าเสมอและให้เกียรติผู้มีการศึกษาอย่างยิ่ง ประโยคหนึ่งที่ผมจะพูดกันเสมอก็คือ “เราก็คนเหมือนกัน สองตีนติดดิน อย่าทำให้มันมีชนชั้นอีกเลย” แต่สิ่งที่พี่จ่อยและคนอื่นๆ ตอบกลับมาเสมอก็คือ “ผมเฮียนมาน้อยกลัวพูดไปอาจารย์บ่ฮู้” คนเหล่านี้ให้เกียรติเราที่การศึกษาและคุณธรรม  ไม่ใช่เพียงระดับของการศึกษาแต่เพราะเราได้ถ่ายทอดการศึกษาด้วย วาทะกรรมของรากหญ้าช่างยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์จริงๆ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-1949245834297869575?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/1949245834297869575/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=1949245834297869575' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1949245834297869575'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1949245834297869575'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='เรื่องเล่าจากเด็กวัด- วาทะกรรมของคนรากหญ้า'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4481129591975511873</id><published>2010-01-27T20:52:00.000-08:00</published><updated>2010-01-27T21:02:27.322-08:00</updated><title type='text'>ประกาศเรื่องไปทัศนะศึกษาที่สถานกงสุลฝรั่งเศส (เชียงใหม่)</title><content type='html'>นศ ท่านใดที่สนใจไปดูงานที่สถานกงสุลฝรั่งเศส (อยู่ตรงข้าม รร CHEDI ริมน้ำปิงหลังตลาดไนบราซ่า)  สามารถไปร่วมงานได้ในวันที่ 5 กพ 2553 นี้นะครับ  นศ สามารถไปได้ทุกๆคนโดยไม่จำกัดว่าเป็นคนที่ลงทะเบียนเรียนภาษาฝรั่งเศส  อาจารย์ ดร ฐาปนันท์ กับ อ ภูมินทร์จะไปรอที่สถานกงสุลฯ เชียงใหม่และจะเริ่มกิจกรรมกันตั้งแต่ 10.00-12.00 น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิจกรรมมีดังนี้ครับ&lt;br /&gt;1. ท่านกงสุลฝรั่งเศสแนะนำสถานที่และพาเที่ยวห้องสมุดและหอจดหมายเหตุ&lt;br /&gt;2. พาเข้าชมวัฒนธรรมฝรั่งเศส - ดูหนังฝรั่งเศส&lt;br /&gt;3. กิจกรรมสันทนาการตามอัธยาศัย (เที่ยวเล่นสายลมแสงแดด กินกาแฟ ฯลฯ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นศ ที่สนใจสามารถไปลงทะเบียนได้ที่คุณศศิวิมลพร หรือพี่นกนะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ ภูมินทร์  บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4481129591975511873?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4481129591975511873/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4481129591975511873' title='4 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4481129591975511873'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4481129591975511873'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/blog-post_27.html' title='ประกาศเรื่องไปทัศนะศึกษาที่สถานกงสุลฝรั่งเศส (เชียงใหม่)'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>4</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-5695213858329504930</id><published>2010-01-26T04:39:00.000-08:00</published><updated>2010-01-26T04:44:44.125-08:00</updated><title type='text'>“ ข้าพเจ้าอาจเดินช้า    แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเดินถอยหลัง”</title><content type='html'>สวัสดีครับ ทุกๆคนที่พึ่งรู้คะแนนสอบไป  ขออย่าได้ท้อแท้กับการรู้คะแนนนะครับ  วันนี้มี นศ เขียนมาถามวิธีการตอบข้อสอบ  ดังนั้นอาจารย์ขออธิบายอย่านี้นะครับ&lt;br /&gt;๑  การจำเลขมาตราได้แม่นนั้นอาจเป็นดาบสองคม  หมายความว่า  ถ้าจำได้จริงๆก็จะดีมาก  แต่ถ้าไม่ใช่ หรือ จำผิดจะถูกหักคะแนนมาก(โดยเฉพาะสอบในระดับสูงขึ้นไปอีก เช่น  เนติ  ผู้ช่วย พพษ)เนื่องจากนักกฎหมายต้องมีความแม่นยำ  การที่เราไม่แม่นยำนั่นหมายถึง อาจทำให้คนๆหนึ่งตายได้ หรืออาจเสียเสรีภาพไปเลย  ดังนั้นถ้าไม่แม่นยำ  อย่าไปเขียนลงไป&lt;br /&gt;๒ การเรียน กม ไม่ได้ทดสอบความจำ (เลขมาตรา)แต่ทดสอบความสามารถในทางให้เหตุทาง กม  ดังนั้น  แม้ว่าจะจำเลขมาตราไม่ได้  แต่วางหลัก กม ไว้ชัดเจนก็แสดงถึงความรู้ความเข้าใจ&lt;br /&gt;๓ การเขียนว่า "หลักกฎหมายที่...วางหลักว่า"อาจทำให้งงและสับสนได้  เราอาจดำเนินการดังนี้&lt;br /&gt;ก)ถ้าจับประเด็นได้ว่าเรื่องดังกล่าวคือเรื่องอะไร  โจทก์ถามอะไร  เช่น  ประเด็นเป็นเรื่องกลฉ้อฉล  เราอาจใช้คำว่า "ในประเด็นเรื่องกลฉ้อฉลนี้วางหลัก กม ไว้มีสาระสำคัญดังนี้.....๑.....๒...๓"&lt;br /&gt;ข)การที่เราเขียนหลักรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวได้  ไม่ใช่การสมมุติเอาเองแน่นอนครับ  เพราะเมื่อผู้ตรวจได้อ่านก็จะรู้ได้ว่าคุณเข้าใจและไปถูกทาง  แต่ที่จะทำให้ไปไกลกว่าเดิมก็คือว่า  ทำอย่างไรให้ผู้ตรวจเห็นว่าคุณเข้าใจในหลัก กม ดังกล่าวจริงๆ  นั่นหมายความว่าจะต้องแจกแจงหลัก กม เข้ากับข้อเท็จจริงอย่างละเอียดครับ&lt;br /&gt;พูดง่ายๆก็คือ  ต้อง "รู้รอบทิศ คิดรอบด้าน"ในข้อเท็จจริงนั้นๆ  สิ่งนี้ละครับที่ทำให้นัก กม เราเหนือกว่าคนอื่น   ไม่ใช่ความจำครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับทุกคนที่คะแนนไม่ดีและรู้สึกท้อแท้กับการเรียน กม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอนำคำพูดของนักกฎหมายผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งมากล่าว  ไม่ใช่ใครครับ  ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกา  รัฐบุรุษผู้เปลี่ยนโลกชื่อ อับราฮัม ลินคอร์นนั่นเอง   ท่านกล่าวว่า&lt;br /&gt;“ ข้าพเจ้าอาจเดินช้า    แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเดินถอยหลัง”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-5695213858329504930?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/5695213858329504930/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=5695213858329504930' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5695213858329504930'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5695213858329504930'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/blog-post_26.html' title='“ ข้าพเจ้าอาจเดินช้า    แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเดินถอยหลัง”'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4692922109023086640</id><published>2010-01-20T08:08:00.000-08:00</published><updated>2010-01-20T08:09:37.446-08:00</updated><title type='text'>เสียงรถไฟ ณ ขุนตาลธารชมพู</title><content type='html'>&lt;strong&gt;เสียงรถไฟ ณ ขุนตาลธารชมพู&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกๆ เย็น ณ ห้างฉัตร  เรามักจะได้ยินเสียงหวูดรถไฟแล่นผ่านด้านหลังของมหาวิทยาลัยของเราแห่งนี้  วันนี้ผมสังเกตได้อย่างหนึ่งก็คือเด็กๆมีสีหน้าแสนเศร้าปนสุขอย่างบอกไม่ถูก  ส่วนใหญ่สมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัวละครับ......ช่วงสุดท้ายที่ผมสอน  ไม่มีใครอยากฟังอีกแล้วเนื่องจากทุกๆคนต่างรอคอยวันกลับบ้าน&lt;br /&gt; ใครๆคงไม่ทราบว่ามหาวิทยาลัยของเรานอกจากใกล้ขุนตาลแล้วยังใกล้สถานที่สำคัญสำหรับตัวผมอีกแห่งหนึ่ง  นั่นคือธารชมพู  สะพานสีขาวพาดผ่านลำธารสายเล็กในบริเวณนี้  สะพานดังกล่าวเป็นที่สุดท้ายก่อนที่รถไฟสายเหนือจะขึ้นไปยังเชียงใหม่&lt;br /&gt; ผมเองพอจะนึกภาพออกครับ  เวลาพวกเราดีใจจนเนื้อเต้นรอคอยจะได้กลับบ้านที่เราจากมา  คงเป็นครั้งแรกของหลายๆคนที่ต้องหลุดออกจากอ้อมอกของพ่อแม่และมีชีวิตที่เป็นอิสระของตัวเอง  ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ  หลังจากจบมัธยมปลายที่เชียงใหม่  ผมต้องเดินทางมาเรียนที่กรุงเทพฯ รังสิตและท่าพระจันทร์  วันเดือนปีที่รอคอยการกลับไปหาครอบครัวมันผ่านไปช้าแบบบอกไม่ถูก  เวลาจะผ่านไปเร็วเมื่อเราได้อยู่กับคนที่เรารัก...พ่อ..แม่...พี่...คุณตาคุณยาย  หรือ คุณปู่คุณย่า&lt;br /&gt; ขุนตาลและธารชมพูมีความสำคัญกับผมยิ่งนักครับเพราะสมัยก่อนนั้น  ผมจะกลับจากรังสิตมาเชียงใหม่ด้วยรถไฟเสมอครับ   ผมนั่งรถไฟผ่านสถานที่นี้นับครั้งไม่ถ้วนเหมือนที่พวกเราจะต้องเจอไปอีกสี่ปีที่จะต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน  ถ้านั่งรถไฟไปเชียงใหม่  ธารชมพูเปรียบเป็นประตูสุดท้าย....ก่อนที่ผมจะได้เห็นแสงแดดที่เชียงใหม่ ก่อนได้สูดกลิ่นหอมของบ้านเกิดและก่อนที่จะได้เจอคนที่ผมรักและดูแลผมมาจนโต&lt;br /&gt; ผมจำได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง  ผมไม่ได้ซื้อตั๋วรถไฟไว้ล่วงหน้า  ปรากฏว่าปีนั้นคนนั่งรถไฟกลับบ้านช่วงปีใหม่เยอะมากจนเต็ม  ผมคิดถึงบ้านเต็มทน  คิดถึงแม่  คิดถึงพ่อ  ผมไม่รีรอที่จะกลับ  เอาข้าวของใส่เป้แบบไม่วางแผนอะไรทั้งสิ้นครับขอให้ได้กลับบ้าน  ผมไปเบียดเสียดอยู่ที่หัวลำโพงจนได้ตั๋วแบบยืนที่ถูกที่สุดครับ (๑๕๐ บาทไปเชียงใหม่) ปรากฏว่าพอขึ้นรถไฟ  ผมต้องยืนไปจนถึงอ่างทองนี้ไม่มีที่แม้แต่ให้ขยับตัว  สุดท้ายต้องไปนั่งหลับที่ตู้เสบียงจนเช้า.....   แต่เช้านี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก   หลังจากผมฟุบตัวนอนบนโต๊ะเสบียงจนถึงเช้า  พอเงยหน้าแหงนมองหน้าต่าง  ผมพบเห็นรถไฟจอดอยู่ที่สถานีห้างฉัตร  ขุนตาลนั่นเอง  ประตูด่านแรกที่ผมจะได้เจอหน้าพ่อแม่แล้ว&lt;br /&gt;หลังจากนั้นผมรอคอยธารชมพู  ประตูด่านสุดท้ายที่จะได้เจอบ้านเกิดเมืองนอนของผม   ตื่นเต้นยิ่งนัก.............................................................เวลาผ่านไปแสนนาน  ผมยังหวนคิดถึงวันเก่าๆเหล่านี้  แต่คราวนี้ไม่ใช่ผมที่คิดถึง  แต่เป็นพวกเราเหล่า นักศึกษา มธก. นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒๐ มค ๕๓&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4692922109023086640?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4692922109023086640/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4692922109023086640' title='5 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4692922109023086640'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4692922109023086640'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/blog-post_20.html' title='เสียงรถไฟ ณ ขุนตาลธารชมพู'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>5</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-6204498538531852477</id><published>2010-01-17T07:59:00.000-08:00</published><updated>2010-01-17T08:04:18.824-08:00</updated><title type='text'>ชำเลืองใต้เงาโดม ตอนที่ ๒ - บทละครแห่งเธอ (ต่อจากตอนแรก)</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/S1M06xhd2qI/AAAAAAAAAHk/G4-6pbqjvao/s1600-h/flower+antt.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 223px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/S1M06xhd2qI/AAAAAAAAAHk/G4-6pbqjvao/s320/flower+antt.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5427740160242342562" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;La confession du voleur 2: คำรับสารภาพของจำเลยฉบับที่ 2: เส้น แสง สี และสิ่งอื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                   หลังจากที่ศาลได้ตัดสินยกฟ้องจำเลยในคดีลักทรัพย์ภาพดอกทานตะวันซึ่งถึงแม้จะมีมูลฟ้องตามที่ศาลได้ไต่สวนแล้วนั้น  แต่ต้องตัดสินยกฟ้องจำเลยอันเนื่องมาจากคดีนี้อัยการโจทก์(คดีอาญาลักทรัพย์ผู้อื่น)นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยเลยได้ลักทรัพย์ภายในสิบปี  ศาลจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย(เด็กชายที่เก็บภาพดอกทานตะวันไปเมื่อสิบปีก่อน)ไปโดยตัดสินว่าคดีนี้ขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๕&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โจทก์(เด็กหญิงเมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่เด็กชายหลงรัก)ไม่พอใจจึงนำคดีนี้มาฟ้องเป็นอีกคดีตั้งมูลฟ้องที่ต่างออกไปคือ จำเลยได้ทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานของโจทก์โดยนำออกเผยแพร่ในอินเตอเน็ต  ถือเป็นการเผยแพร่งานจิตรกรรมของโจทก์สู่สาธารณชน โดยไม่ได้รับอนุญาติตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๗ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คดีนี้จำเลยต่อสู้โดยอ้างนิยามตามกฎหมายในมาตรา ๔ ว่างานของโจทก์ไม่ใช่งานจิตรกรรม(ศิลปกรรม)ตามนิยามของกฎหมาย. โดยนำสืบด้วยการนำพยานผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปฯ และ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจาก The Association of Southeast Asian Nations   งานดังกล่าวไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใดใหม่ การลงสี การลงเส้น แสง เงา และ ไอเดียภาพดอกทานตะวัน (ซึ่งมีอยู่ทั่วไปตาม รร อนุบาล)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         โจทก์นำสืบว่างานดังกล่าวเป็นงานจิตรกรรมตามความหมาย  กล่าวคือ “งานสร้างสรรค์รูปทรงที่ประกอบด้วย เส้น แสง สี และสิ่งอื่น อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ลงบนวัสดุอย่างเดียวหรือหลายอย่าง” โจทก์(เด็กหญิงเมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่เด็กชายหลงรัก)ไม่ติดใจเรื่องเส้น แสง สี   แต่ขอให้ศาลตีความคำว่า “สิ่งอื่น อย่างใดอย่างหนึ่ง” เพราะเธอมองว่าถ้าขาดซึ่ง “สิ่งอื่น” ดังกล่าวแล้วจำเลยคงไม่หลงไหลได้ปลื้มถึงขนาดขโมยเก็บไว้เกินกว่า ๑๐ ปีแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;                   สุดท้ายจำเลย(เด็กชายที่เก็บภาพดอกทานตะวันไปเมื่อสิบปีก่อน)รับในคดีโดยไม่นำสืบต่อเพราะคำว่า “สิ่งอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง” ในนิยามของกฎหมายมีความหมายต่อนิยามของชีวิตจำเลยด้วย เขากล่าวว่า “ถ้า แวง โก๊ะ ต้องบำบัดตัวเองที่ รพ เพราะการวาดภาพฉันใด   จำเลยก็ต้องบำบัดด้วยภาพดอกทานตะวันเช่นกัน....................................................” จำเลย(เด็กชายที่เก็บภาพดอกทานตะวันไปเมื่อสิบปีก่อน)รับสารภาพต่อหน้าศาลตามข้อเท็จจริงว่า “หลังจากผ่านไปสิบปี  จำเลยได้กลับมาพบโจทก์(เด็กหญิงเมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่เด็กชายหลงรัก)อีกครั้ง   เมื่อทั้งคู่ได้รู้จักคุ้นเคยกัน   คนสองคนพึ่งได้มารู้จักกันโดยไม่เคยพบหน้ามาก่อน  แต่พบกันโดยบังเอิญในที่ๆบังเอิญเมื่อเวลาได้ล่วงผ่านไปแล้ว  สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือเป็นนายธนาคารรับฝากเสียงหัวเราะและรอยยิ้มจากเธอ(เด็กหญิงเมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่เด็กชายหลงรัก).......รอวันเธอมาฝากให้เต็ม.............................................เพราะเขาก็สุขใจและรอปันผลเป็นรอยยิ้มเช่นกัน ช่วงที่ผ่านมาโจทก์ (เด็กหญิงเมื่อ ๑๐ ปีก่อนที่เด็กชายหลงรัก)เธอพึ่งเลิกรากับแฟนเก่า   เธอเสียใจจากเรื่องบางเรื่อง  ทั้งเกลียด  ทั้งเข็ด เพราะนิยามรักของเธอตอนนี้คือ  แปลงดอกไม้ที่ต้องรดด้วยน้ำตา.....................&lt;br /&gt;เพราะเธอกำลังเกลียดผู้ชายทั้งโลกเข้าเต็มประตู  จำเลย(ซึ่งเป็นผู้ชายคนหนึ่ง)ก็เลยถูกจัดเข้ากลุ่มด้วย  แต่ก็ไม่วายที่เขาต้องยอมตกเป็นจำเลย     เพราะอะไรกันแน่.................................หรือเพราะคำว่า.................................................................................................... “สิ่งอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-6204498538531852477?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/6204498538531852477/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=6204498538531852477' title='3 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/6204498538531852477'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/6204498538531852477'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/blog-post_17.html' title='ชำเลืองใต้เงาโดม ตอนที่ ๒ - บทละครแห่งเธอ (ต่อจากตอนแรก)'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/S1M06xhd2qI/AAAAAAAAAHk/G4-6pbqjvao/s72-c/flower+antt.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-1942631469455989174</id><published>2010-01-14T08:24:00.000-08:00</published><updated>2010-01-14T08:30:20.213-08:00</updated><title type='text'>ชำเลืองใต้เงาโดม  ตอนที่ ๑ – บทละครแห่งเธอ ภาคแรก</title><content type='html'>วันนี้ผมวิ่งไปรอบๆ มหาวิทยาลัย  รอบๆบริเวณตึกโดม  ตึกห้าชั้นยามเย็น  ผมพบเจอเด็กๆ อยู่กันเป็นคู่  บ้างก็เดินจูงมือ บ้างก็พากันไปวิ่ง  บางคู่นักอ่านหนังสือกันไป  ส่วนพวกไม่มีคู่นี่ก็จับกลุ่มกันไปเรื่อยๆ  เช่น พวกเด็กผู้ชายบางกลุ่มในวัยนี้ก็ไม่พ้นโลกนี้สีชมพูละครับ  ใกล้จะวันวาเลนไทน์แล้วยิ่งกระดี้กระด้าทีเดียว  ฝันหวานกันไปเรื่อยๆ  บ้างก็สมหวัง (ผมแอบดูแถวๆโรงอาหารแล้วเดาเอา)  ส่วนพวกผิดหวังนี่ยังกับไส้เดือนโดนขี้เถ้าละครับ ดิ้นกันไม่หยุด! บ้างก็ไปนั่งริมบึงทำอารมณ์ติส  บ้างก็ไปวิ่งให้ฮอโมนเทสโทสเตอร์โรนมันหมดไป  ทำไงได้ละครับ  ก็วัยนี้วัยรุ่นวุ่นรักนั่นเอง  &lt;br /&gt;ผมเองในวัยนั้นก็แบบนี้ละครับ  อันที่จริงผมเคยแต่งนิยายไว้เรื่องหนึ่งให้กับคนที่ผมเคยชอบสมัยเรียนปีหนึ่งเช่นกันครับและบังเอิญผมมาเจอกัน ๑๐ ปีให้หลังยังกับนิยาย  ดังนั้นผมเลยแต่งเรื่องสั้นให้เธอไปตอนโตและสารภาพครับว่าสมัยปีหนึ่งเคยชอบเธอแต่ไม่เคยบอกเลย  สิ่งที่ทำในตอนนั้นก็เพียงแค่แอบเก็บรูปดอกทานตะวันที่เธอวาดด้วยสีน้ำและแปะไว้ที่โต้ะกลุ่ม  ดังนั้นสิบปีผ่านไป  ผมจึงถือโอกาสเอามาลงให้พวกวัยรุ่นวุ่นรักอ่านกันเล่นขำๆก่อนวันวาเลนไทน์จะมาถึงครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"La confession du voleur 1: คำรับสารภาพของจำเลยฉบับที่ ๑&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากบันทึกคำให้การของ พนง สอบสวน เมื่อวันที่ ๑๓ ธค ๕๐ ที่ผ่านมาหลังจากจับตัวผู้ต้องหาร้ายแรงในคดีลักทรัพย์ในเวลากลางคืนอันเป็นเหตุฉกรร (ตามมาตรา ๓๓๔,๓๓๕ ประมวลกฏหมายอาญาไทย)ได้ที่ชายแดนพม่า อัยการได้ทำเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนมายังประเทศไทยเร็วๆนี้ โดยศาลสรุปว่าคดีนี้มีมูลเนื่องจากพบหลักฐานสำคัญสองชิ้นที่โจทก์ได้ระบุไว้ในคำร้องทุกข์เมื่อสิบปีก่อน กล่าวคือ ๑ รูปภาพที่หายไป และ๒ คำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนโดยมีข้อความที่เขียนไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวดังต่อไปนี้ (อ่านแล้วอย่าขำนะครับ) ;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เมื่อสิบปีก่อนถ้าเลือกได้คงไม่เก็บภาพนั้นมาแน่นอนเพราะมันตอกย้ำความทรงจำอยู่ตลอดเวลาว่าทำอะไรเปิ่นๆออกไป เมื่อย้อนไปถึงวัยที่เรายังเป็นเด็กบ้านนอกเข้ามาใน กทมฯ วันเดือนแรกแห่งการเรียนที่รังสิต ทำไมเราถึงได้พบผู้หญิงคนนึงที่ทำให้เราไม่ลืมจนเลยวัยเบญจเพศไป แน่ละ เพราะเธอคนนั้นน่ารักมากไง (จนเพื่อนเราด่าว่า ไอ้นี่เพ้อเจ้อทุกวัน) แต่ก็ไม่วายที่เราจะสมมุติว่า “คนนี้แฟนฉัน” (แต่ฉันไม่ใช่แฟนเธอเพราะเธอเป็นใครก็ไม่รู้ ฉันยังไม่รู้จักเลย)&lt;br /&gt;เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน คราวนี้เริ่มได้ข่าวกรองที่เราเข้าไปแทรกซึมในกลุ่มของเธอ เพื่อนชายในกลุ่มเธอคนนึงที่เรา(พยายาม)ตีสนิทได้ให้ข่าวว่า “เธอชื่อแนท” (พลาดตั้งแต่เริ่มแล้ว เป็นไงละ) จากนั้นเด็กชายวัย ๑๘ ปีก็พร่ำเพ้อแบบไร้สามัญสำนึกทั้งที่รู้แค่นั้น เด็กชายจินตนาการถึงเด็กสาวคนนั้น คนที่ไว้ผมสั้น ผิวขาว ตาโตใสปิ้ง หิ้วกระเป๋าขนฟูสีดำและเครื่องประดับสีสันมากมาย ทันใดนั้นก็มีพวกกระจอกข่าว พิราบข่าวมาบอกว่า “คุณหนูแน่เลยวะมึง บ้างก็ว่าพ่อเธอโหด บ้างก็ว่าเธอมีแฟนแล้ว หล่อด้วย” พวกนี้ไม่ปล่อยข่าวลือ   ก็ทำลายกำลังใจกันทั้งน้านนนนน!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เดือนที่สามสี่ผ่านไป เราเริ่มเข้าไปแทรกซึมในกลุ่มด้วยตัวเอง(ทั้งที่อายเหลือเกิน)ด้วยกลวิธีหลากหลายมากมาย เช่น ทำเป็นไปทักเพื่อนในกลุ่มนั้นก่อน, หาเรื่องเดินไปเรียนโดยพร้อมเพรียงกับกลุ่มนี้ที่ตึกอื่น, ชวนเพื่อนชายไปเล่นบอล(ทั้งที่เราเตะไม่เป็นเลย), และที่เห่ยที่สุดคือ ชอบไปยืมชีทที่กลุ่มนั้น เฮ้อ มีแต่แผนเห่ยๆวะทำไงดีน้าาา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะได้ข่าวจริงว่าเธอชื่อ “แอ๊น” เด็กชายคิดในใจว่า “เพื่อนเราให้ข่าวดีดีทั้งนั้น หึๆ ผิดหมดเลย” มีอยู่วันนึงที่เด็กชายแอบชำเลืองมองสาวในดวงใจของเขาแบบกล้าๆ อายๆ (จริงๆแอบดูทุกวัน แต่ใช้เทคนิคฯ) ทันใดนั้น หล่อนหันมามองและจ้องหน้า สายตาสบกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ หลายอย่างอธิบายด้วยภาษาแต่หลายอย่างภาษาไม่อาจอธิบายได้ เหตุผลก็เช่นกัน เพียงแค่นี้ทำให้เด็กชายมีความสุขเหลือเกิน ใครด่าก็ไม่โกรธ ใครห้ามก็ไม่ฟัง นั่งอมยิ้มอย่างเดียว เพื่อนบอกรักทำมึงตาบอด แต่เขากลับตอบว่า “ไม่บอดๆมองเห็นแต่เป็นสีชมพู” เฮ้อ......เหนื่อยแทนอดีตครับ&lt;br /&gt;ตอนนั้นเริ่มเข้าหน้าหนาว ลมรังสิตพัดแรง เริ่มมีข่าวกรองในกลุ่มเล่ากันว่าเธอพักอยู่ที่หอวี แต่มีรุ่นพี่มาจีบเธอเห็นว่าเป็นหนุ่มวิศวะ เด็กชายคิดในใจ “เอาไงดีวะกู เสียเปรียบแบบเห็นๆเลย” จึงตัดสินใจไปอยู่กับเพื่อนสนิทที่หอวีสักพัก(คงเทียบได้กับอยู่หอโดม ๑  แล้วไปสิงในเมืองลำปาง) เพื่อนเป็นเด็กวิศวะเช่นกัน แต่รอแล้วรอเล่า ก็ไม่เจอเธออีกเลย.............แหล่งข่าวบอกว่าช่วงใกล้ปิดเทอม เธอกลับบ้านแล้ว&lt;br /&gt;สิ่งเดียวที่เด็กชายจดจำได้ตอนนั้นคือ สายตา สายตาคู่นั้นที่ใครเห็นก็คงต้องหวั่นไหวและไหวหวั่น ตากลมโตแวววาวมีบางอย่างซ่อนอยู่อย่างบอกไม่ถูก เค้าว่าดวงตาปิดกันไม่ได้นี่นา ดวงตานี้แสนอ่อนโยน จริงใจและน่าปกป้องเหลือเกินนนน...(น้ำเน่ามากครับแต่ได้ฟิว)&lt;br /&gt;เข้าเดือนพฤศจิกายน ๔๐ จำได้ว่าเป็นช่วงลอยกระทงหน้าหนาว แสงไฟระยิบระยับจากพลุ เด็กชายเดินพลัดหลงเข้าไปพบกับเด็กสาวคนนี้โดยบังเอิญแถวๆโรงอาหาร ทำไงดีน้า? รวบรวมความกล้าเข้าไปทักดีมั้ยเนี่ย หรือ ทำฟอร์มเก็กต่อไปดี ทันทีที่เด็กหญิงเหลือบมามอง เด็กชายหลบฉากกกก หายแซ๊บบบบ อายครับอายยย ทำเป็นจุดพลุ&lt;br /&gt;อีกเดือนได้ข่าวว่าแหล่งข่าวที่เราหาข่าวมาตลอดและพรรคพวกของแหล่งข่าวไม่เห็นด้วยกับการที่คนนอกกลุ่มจะเข้ามาจีบเธอ พวกองครักษ์พิทักเธอเยอะเหลือเกิน ทำไงดี ทำไงดีละในเมื่อเพื่อนของเธอในกลุ่มชอบเธอมากเหลือเกิน อีกทั้งมีความรู้สึกว่า เราและคู่หูที่ชอบไปเรียบๆเคียงๆ ถูกมองว่า ไม่น่าไว้ใจซะแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเธอมาถามกับเด็กชายเองว่า “นายชอบเธอเหรอ เราก็ชอบมากเลย”........., ถึงเวลาตัดสินใจคำนวณทุกอย่างที่มีข้อมูล- เพื่อนคนนี้ดีเหลือเกิน, เพื่อนคนนี้รักเธอเหลือเกิน, มันน่าจะรักจริง.........สำหรับผู้ชาย สามัญสำนึกมาก่อน&lt;br /&gt;วันหนึ่ง เด็กสาวและเพื่อนๆได้นั่งเล่นกันและวาดภาพสีน้ำกันอย่างสนุกสนาน ภาพที่ปรากฏคือภาพดอกทานตะวันสีเขียวเหลืองลงชื่อของเด็กสาว ชั่ววู๊บแห่งความคิด เด็กชายตัดสินใจอะไรบางอย่าง&lt;br /&gt;หนึ่งเดือนก่อนการตัดสินใจกระทำผิด จำเลยในคดีนี้ให้การว่า “สิ่งที่ทำไม่ผิด ในเมื่อการที่เราทำอะไรตรงกับที่ใจเราคิดย่อมไม่ผิด ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราคิดอย่างทำอย่างนี่ถึงเรียกว่าผิด ผิดต่อความรู้สึกของตัวเองไง” ดังนั้น การกระทำก่อนๆของเขาจึงผิดมากกว่าที่เขากำลังจะทำเสียอีก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เค้าจะทำในสิ่งที่ใจต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ กม มองว่าการลักทรัพย์เป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ถ้าสมมุติว่า “การลักยารักษาโรคเพื่อไปรักษาคนป่วย”มีเหตุจำเป็นอันได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษฉันท์ใดแล้ว การลักรูปภาพของคนที่เขารัก ก็เป็นเหตุจำเป็นต่อการรักษาใจ ฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายจำเลยได้สารภาพต่อ พนักงานสอบสวนว่า........ความรักเหมือนฟ้าผ่า เราไม่อาจรู้ว่ามันมาเมื่อไหร่ และไปเมื่อไหร่ รู้แต่ว่ารักไปซะแล้ว.........&lt;br /&gt;ดังนั้นก่อนวันวาเลนไทน์นี้  ใครอยากจะสารภาพอะไรกับใครก็เต็มที่นะครับ  ผมเอาใจช่วย  ดีกว่า ๑๐ ปีพึ่งมาบอกแบบผม  มันก็สายเสียแล้วครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-1942631469455989174?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/1942631469455989174/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=1942631469455989174' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1942631469455989174'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1942631469455989174'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/blog-post_14.html' title='ชำเลืองใต้เงาโดม  ตอนที่ ๑ – บทละครแห่งเธอ ภาคแรก'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-9127269543538885643</id><published>2010-01-08T01:36:00.000-08:00</published><updated>2010-01-08T02:03:28.980-08:00</updated><title type='text'>หลักการตอบข้อสอบ กม</title><content type='html'>สวัสดีครับ นศ ทุกๆคน  วันนี้คงเตรียมสอบกันหัวฟูทีเดียว&lt;br /&gt;ผมลองตรวจข้อสอบที่ส่งๆมาแล้วนะครับ  พบว่าปัญหาของพวกเราทุกคนคล้ายๆกัน  จึงอยากจะสรุปออกมาให้เตรียมตัวดังนี้ครับ&lt;br /&gt;1.  อธิบายกันแบบภาษาบ้านๆเลยนะครับ(เดี๋ยวไม่แหร่ม) การตอบข้อสอบบรรยายนั้น  การอธิบายที่ดีไม่ใช่เพียงนำเอาคำศัพท์ กม มาขยายความทีละบรรทัดครับ  ให้ถือว่าอธิบายให้คนที่ไม่มีความรู้ กม เลยเข้าใจให้ได้  ดังนั้น 1.ต้องยกตัวอย่างเยอะๆ   2. ต้องขยายความในรายละเอียดต่างๆด้วยโดยเฉพาะจุดที่เป็นหลักและข้อยกเว้นจากหลัก เช่น  ถ้าโจทย์ให้อธิบายเรื่องการแสดงเจตนาทำนิติกรรม    ในที่นี้หลักคือ  การอธิบายตามลำดับครับว่า ก) นิติกรรมคืออะไร ข)นิติกรรมมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ค) องค์ประกอบหลักๆคืออะไร เช่น ความสามารถ แบบ เจตนา วัตถุประสงค์ ง)การแสดงเจตนามีหลักอะไรคืออะไร  มีทฤษฎีอะไรบ้าง จ)ข้อยกเว้นจากหลักนี้คืออะไร เช่น  ต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ฯลฯ  สองประเด็นนี้ต้องขยายและยกตัวอย่างด้วย&lt;br /&gt;2. การตอบอุทาหรณ์ – หลักสำคัญคือการจับประเด็นก่อน  แยกเป็น ก)ประเด็นหลักๆคืออะไร  ถามอะไร  ข) ประเด็นย่อยมีอะไรต้องตอบจนครบ ค)ถ้าจับประเด็นไม่ได้ก็ให้เขียนล้อกับข้อเท็จจริงครับ  เช่น  ช่วงไหนในคำถามที่เราเห็นว่ามันต้องวิเคราะห์ 1-2-3  เราก็ลอกมาเลยครับ......ง่ายดี&lt;br /&gt;การตอบขอให้วางหลักกฎหมายด้วยการวางสาระสำคัญในตัวบทเป็นเรื่องๆไป  และนำหลักกฎหมายที่วางนั้นไปเขียนซ้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อต้องปรับกับข้อเท็จจริง  เช่น  คำถามน่าจะเป็นเรื่องการข่มขู่   สมมุติว่าข้อเท็จจริงบอกว่า  เด็กชาย ก ถูกขู่ว่าจะเผาบ้านในอีก 2 เดือนข้างหน้า  นศ ต้องตอบด้วยการวางหลัก กม เรื่องการข่มขู่ลงไปด้วยและเมื่อปรับกับข้อเท็จจริง  ขอให้เขียนไปด้วยว่า  การที่เด็กชาย ก  ถูกขู่ดังกล่าวเป็นไปตามหลัก กม หรือไม่ + เพราะอะไร (ใส่หลักเกณฑ์ทาง กม ทั้งหมด เช่น....ก-ต้องถึงขนาด ข-ภัยนั้นใกล้จะถึง ค-ภัยนั้นคืออะไร เช่น ภัยต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน  ชื่อเสียง  ง-ภัยนั้นยังไม่หมดสิ้นไป   จ-ก่อความเสียหายรึไม่ ฉ-ก่อความเสียหายต่อใคร เช่น ต่อตัวผู้ถูกขู่เอง  ต่อญาติพี่น้อง  ต่อทรัพย์สินของผู้ถูกขู่ ช-ทำให้ผู้ถูกขู่ตัดสินใจแสดงเจตนาอย่างไร ซ-วิธีขู่เป็นแบบไหน)&lt;br /&gt;  ในส่วนสรุปนั้นไม่ต้องไปกังวลว่าจะเท่ากับประเด็นที่ถามรึไม่  ถ้า นศ สามารถตอบได้ละเอียดกว่าตอบไปเลยครับ  แต่ที่สำคัญต้องละเอียดและรอบคอบเพราะพวกคุณกำลังจะเป็นนักกฎหมาย....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ ภูมินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-9127269543538885643?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/9127269543538885643/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=9127269543538885643' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/9127269543538885643'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/9127269543538885643'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/blog-post_08.html' title='หลักการตอบข้อสอบ กม'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-3797738133720366234</id><published>2010-01-06T06:48:00.000-08:00</published><updated>2010-01-06T06:56:38.576-08:00</updated><title type='text'>เอกสารประกอบการเขียนตอบข้อสอบ 2</title><content type='html'>เนื่องจากอาจารย์ตามพงศ์ ชอบอิสระได้จัดทำเอกสารเพื่อให้นักศึกษาได้ดูประกอบการเขียนตอบข้อสอบกฎหมายเพิ่มเติมและภาพนิ่งประกอบการบรรยายนะครับ  ดังนั้นสามารถ Download เพิ่มได้ที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑   http://www.4shared.com/file/189735670/a354ba1a/_online.html&lt;br /&gt;๒  http://www.4shared.com/file/189735870/a9ca9710/_online.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-3797738133720366234?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/3797738133720366234/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=3797738133720366234' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3797738133720366234'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3797738133720366234'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/2.html' title='เอกสารประกอบการเขียนตอบข้อสอบ 2'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-5028509438240897206</id><published>2010-01-06T06:43:00.000-08:00</published><updated>2010-01-06T06:46:34.881-08:00</updated><title type='text'>You can do it because you believe you can!</title><content type='html'>&lt;strong&gt;You can do it because you believe you can!&lt;br /&gt;คุณทำได้  ถ้าคุณเชื่อว่าคุณจะทำให้ได้........&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะครับ  ผมเองก็พึ่งจะกลับมาจากบ้านไม่นานมานี้และได้เรื่องดีดีมาเล่าให้ฟังครับ  ผมได้ไปทานข้าวกับศาสตราจารย์แพทย์หญิงคนหนึ่งมาครับ  ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยครับเป็นคนที่ผมนับถือเป็นพี่สาวแท้ๆ  ที่น่าสังเกตก็คืออาจารย์หมอคนนี้เป็นคนพิการทางการเดินครับเนื่องจากเป็นปอลิโอแต่กำเนิดจึงไม่สามารถเดินได้เหมือนคนปรกติ  สมัยเด็กๆพี่สาวคนนี้มีชีวิตที่ลำบากมากครับและยังเกิดที่เมืองลาวด้วย  สมัยที่เรียน ม ปลายนั้นเป็นคนขยันเรียนมากครับทั้งๆที่พิการ    เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อครั้นจะเข้าเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ สมัยนั้นไม่ยินยอมให้คนพิการเรียนแพทย์ครับ   ผมจำได้ว่าพี่สาวคนนี้อ้อนวอนมหาลัยอยู่นาน  แต่มหาลัยก็ไม่สนองตอบใดๆ   สุดท้ายเรื่องก็เข้าหูอาจารย์ท่านหนึ่งที่ทราบเรื่องจากพี่สาวของเด็กสาวคนนี้  จึงได้ไปขอร้องให้ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยและคณะแพทย์ยินยอมให้สอบเรียนหมอ เมื่อเจอกับอธิการบดีซึ่งก็เป็นหมอด้วยแล้ว  อธิการบดีก็ไม่ยินยอมอีกตามเคยครับโดยให้เหตุผลว่าคนพิการเรียนหมอจะไม่สะดวกต่อการทำงาน   ดังนั้น อาจารย์อาวุโสท่านนี้จึงพูดสวนกลับไปยังอธิการบดีซึ่งมีเชื้อสายแขก (และไม่ทานหมู)ว่า  “ขนาดคนไม่กินหมู  เขายังรับเรียนแพทย์เลย  พิกลมั้ย ทำไมคนพิการมีความสามารถ มีความพยายามถึงไม่รับ”  คราวนี้เป็นอันได้เรื่องเลยครับ  ยินยอมให้สอบแล้วผลก็ปรากฏว่า “สอบได้ที่ ๑”ด้วยครับ  คำสอนจากศาสตราจารย์แพทย์หญิงพี่สาวผมนั้นสอนเพียงแค่ว่า “ขอให้เพียรพยายาม  ความเก่งก็แพ้ความขยัน”&lt;br /&gt;พอผมกลับจากการทานอาหารปีใหม่แล้วก็บังเอิญไปพบกับกลุ่มเพื่อนๆน้องๆนักเทนนิสที่เล่นกันมาสมัยเด็กๆ   หลายๆคนเป็นแชมป์ประเทศไทยครับ(ยกเว้นตัวผม) และผมก็บังเอิญไปพบครูสอนเทนนิสของผมด้วยครับ   ผมขอเรียกว่าเป็นครูของผมทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้เพราะครูผมคนนี้สอนให้ผมดำเนินชีวิตมาอย่างดี  อาจจะไม่ใช่เรื่องการศึกษาครับ  แต่เป็นเรื่องจิตใจและความพยายาม    ครูผมชื่อว่า “พี่ต๋อย”ครับ    ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมเป็นเด็กนั้นผมโชคดีกว่าคนอื่นตรงที่ว่าบังเอิญเค้ามาสร้างสนามเทนนิสไว้หน้าบ้านผมพอดี  ดังนั้นพ่อผมจึงมักจะให้ผมไปอยู่ที่สนามเทนนิสเลยครับเพราะที่บ้านก็ไม่มีใครดูแล     พ่อแม่ผมเองก็ไม่ได้มีเงินอะไรมากมายครับ  ผมจึงไม่มีไม้เทนนิส  เสื้อผ้า ฯลฯ เหมือนลูกคนอื่นๆที่พ่อแม่ส่งมาเรียนเทนนิสโดยตรง(ซึ่งส่วนใหญ่ค่อนข้างมีฐานะ)   แต่ผมโชคดีที่มีพี่ต๋อยนี่ละครับ  พี่ต๋อยเองก็ไม่ใช่เจ้าของสนามเทนนิสนะครับ (อย่าเข้าใจผิด) แต่เป็นเด็กเก็บบอลและเฝ้าสนามเทนนิสจนได้หัดเรียนเทนนิสกับเจ้าของสนามจนกลายเป็นโปรเทนนิสไปจนได้ (ก็เพราะความพยายามอีกนั่นแหละ)    ผมเริ่มเล่นเทนนิสกับพี่ต๋อยทุกๆวันครับ   เนื่องจากเงินน้อยเลยไม่มีโอกาสเรียนเวลาทั่วไป  ผมจึงต้องแอบมาเรียนกับพี่ต๋อยตั้งแต่หกโมงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่ไม่มีใครมาเรียนแน่    แต่ถึงกระนั้นพี่ต๋อยเองก็เสียสละมาสอนผมแต่เช้าตรู่  เริ่มแรกทีเดียวก็ไม่ได้มาสอนหรอกครับ(พี่ต๋อยหลับไม่ตื่นเพราะเช้ามาก)  แต่ผมดันทุรังมาซ้อมเองทุกวันคนเดียวจนพี่ต๋อยเกิดเห็นใจในความบ้าบิ่น&lt;br /&gt;ชีวิตผมได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ดีแสนดีกับผมคนนี้  และก็สอนเรื่องวินัย เรื่องความพยายาม  ความมั่นใจอีกมากมาย  โดยเฉพาะสอนผมเสมอว่า “อย่าขาดความมั่นใจ   เราจะทำได้ถ้าเราเชื่อว่าเราทำได้”   (ผมมาทราบภายหลังว่ามีคนที่ได้ดีจากพี่ต๋อยอีกหลายคน  เช่น  น้องนกที่ได้แชมป์เยาวชนหญิงเทนนิสโลกที่วิมบิลดั้ล) หลังจากที่ผมฝึกซ้อมเทนนิสกับพี่ต๋อยสักพักก็ได้รับความเอื้อเฟื้อเรื่องไม้เทนนิสและอุปกรณ์ต่างๆมากมาย&lt;br /&gt;หลังจากนั้นผมก็กลับบ้าน  ตกดึกบังเอิญไปรื้อห้องนอนตัวเองสักพักก็มีเศษกระดาษเก่าๆตกลงมาจากข้างเตียงนอนของผม    ผมเอื้อมไปหยิบหมายมั่นว่าจะเอาไปทิ้งแต่ก็ทิ้งไม่ลงเมื่อพบว่าเศษกระดาษนี้เขียนด้วยลายมือผมเองสมัยเรียน ม ๖ (อกหัก รักไม่เป็น)&lt;br /&gt;ผมเขียนด้วยหมึกดำเอาไว้บนกระดาษรูปรถเต่าว่า “You can do it if you believe you can” พร้อมกับคำว่า “ไปธรรมศาสตร์กัน” เหลือบไปดูกระดาษขาดแหว่งๆอีกชิ้นเขียนถึงแผนการขอทุนไปเรียนต่อประเทศต่างๆ ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาลัยปีสอง ทำให้ผมลำดับเรื่องราวได้ทั้งหมดเลยครับ&lt;br /&gt;ผมหวนนึกถึงสมัยที่ผมยังเด็กนั้น  ผมเป็นเด็กเกเรเลยทีเดียวครับ  โรงเรียนมีหมายให้หักทั้งหมด ๒๐ หมาย  ผมเหลืออีกสองหมาย  ถูกพักการเรียนไปหนึ่งอาทิตย์เพราะเกเรมาก  บ้างก็ไปชกต่อยกับคนอื่น รร อื่น   บ้างก็ทำระเบิดไปวางในห้องน้ำ  เรียนได้แต่วิชาสุขศึกษาครับที่เหลือนี่ซ่อมราบคาบ  แต่สุดท้ายผมก็เกิดความมุ่งมั่นว่าจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ด้วยตัวเองและคงต้องเป็นที่ธรรมศาสตร์  ผมจึงเขียนคำว่า “You can do it if you believe you can” ติดไว้ที่หัวเตียงและมุ่งมั่นขยันอ่านหนังสือจนสำเร็จ&lt;br /&gt;เมื่อเข้า มาเรียนที่ธรรมศาสตร์ได้  ในยุคนั้นถือว่าโก้ไม่เบาละครับที่ได้มาเรียนท่าพระจันทร์  ก็ไม่วายเรียนนิติศาสตร์ยากแสนยากครับ  ผมจำได้ว่าในปีแรกที่ประกาศผลสอบนั้นเพื่อนๆเรียนสอบตกกันระนาวเลยทีเดียวครับ  ถึงกระทั่งในเทอมถัดมาก็เถอะครับ  ร่วงกันเป็นใบไม่ร่วงเลยครับ (ซึ่งแรกๆก็ยังชิวๆกันอยู่แท้ๆ)  อย่างไรเสียผมเองก็ยังไม่ตกสักตัวครับแต่คะแนนห่อเหี่ยวเลยทีเดียว  จนกระทั่งปีสองเทอมแรกครับ  ผมก็หนีไม่พ้นการสอบตกเช่นกันและเรียกได้ว่าตกแล้วตกเล่าในวิชาเดียวจนท้อแท้เลยครับ  หลังจากนั้นผมเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตนเองเลยทีเดียวครับจนกระทั่งผมได้คำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งที่ยังสนิทจนทุกวันนี้  เพื่อนผมบอกคำเดียวครับว่า  “มึงไม่ได้โง่หรอก  แต่มึงไม่เคยมั่นใจว่าตัวเองทำได้”&lt;br /&gt;...............................................................หลังจากนั้น  สิ่งที่ผมยึดถือจนวันนี้ก็คือคำว่า   เราทำได้  ถ้าเราพยายาม  เพียงแต่ความสำเร็จย่อมเป็นของผู้ที่รู้จักรอเท่านั้นเอง.....................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มุมมองโดมห้างฉัตร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-5028509438240897206?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/5028509438240897206/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=5028509438240897206' title='6 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5028509438240897206'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5028509438240897206'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2010/01/you-can-do-it-because-you-believe-you.html' title='You can do it because you believe you can!'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>6</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-7134639877765491676</id><published>2009-12-30T00:35:00.000-08:00</published><updated>2009-12-30T00:41:17.030-08:00</updated><title type='text'>วิธีเขียนตอบข้อสอบวิชากฎหมาย</title><content type='html'>สวัสดีปีใหม่ พ.ศ 2553 ครับนักศึกษาปีแรกทุกท่าน  เนื่องจากอาจารย์ตามพงศ์ ชอบอิสระได้จัดทำวิธีการตอบข้อสอบกฎหมายในลักษณะอุทธาหรณ์มาให้พวกเราได้ดูเป็นตัวอย่าง  ผมจึงขอโอกาสนำมาลงไว้ให้เราได้ download ดังนี้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/184536005/a658cbc5/___online.html&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้พวกเรานักศึกษากฎหมายทุกคน  ไม่ว่าจะเป็นธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง  รังสิต ท่าพระจันทร์ หรือมหาวิทยาลัยอื่นก็สามารถdownload ไปใช้ประกอบการพัฒนาตนเองได้ครับ   สุดท้ายต้องขอขอบคุณ อ ตามพงศ์ ชอบอิสระที่เสียสละเวลามานั่งเขียนตัวอย่างการตอบในช่วงสิ้นปีนี้นะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     อ   ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-7134639877765491676?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/7134639877765491676/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=7134639877765491676' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/7134639877765491676'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/7134639877765491676'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/12/blog-post_30.html' title='วิธีเขียนตอบข้อสอบวิชากฎหมาย'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-7340463079701947058</id><published>2009-12-28T22:55:00.001-08:00</published><updated>2009-12-28T22:55:43.634-08:00</updated><title type='text'>กลิ่นอายของความท้อแท้</title><content type='html'>กลิ่นอายของความท้อแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มี นศ ท่านหนึ่งส่ง จม มาถึงผมวันก่อนครับ โดยมีคำถามที่น่าสนใจอยู่พอสมควรแต่ถามอย่างสับสนดังนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คือว่าผมสนใจในบล๊อก (เรื่องทุนการศึกษาต่อ) ที่อาจารย์เขียนน่ะครับแต่ว่ามันคงเป็นไปได้ยากสำหรับผมครับ ดังนั้นผมจึงเข้าใจว่าสิ่งที่อาจารย์เขียนมันใช้ได้สำหรับคนกลุ่มเฉพาะเท่านั้น ใช่ไหมครับ (คำถามที่ 1) ดังนั้นคนเราที่เกิดมาธรรมดาก็คงไม่มีสิทธิใช่ไหมครับ อย่างน้อย สมมุติว่าผมไม่มีเงินไปทดสอบความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่มีโอกาสใช่ไหมครับ อาจารย์เคยเขียนไว้ว่าอาจารย์เป็นแค่คนนคนนึงที่มีโอกาสใช่ไหมครับ แต่โอกาสมันต้องมากับความพร้อมใช่หรือเปล่าครับ ดังนั้นในฐานะเด็กธรรมดาคนนึงก็คงไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้นได้ใชไหมครับ มันจะจำเป็นหรือเปล่าครับที่คนเราสามารถเลือกทางเดินชีวิตตนเองได้ แต่สำหรับตัวผมนั้นผมเชื่ออย่างที่หลายๆ คนเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นใช่ไหมครับ เราอยากจะเลือกแต่ในบางครั้งมันก็ไม่สามารถเลือกได้ ดังนั้นผมจึงอยากขอถามว่าสิ่งที่เป็นตัวกำหนดที่แท้จริงในทางสังคมมันคืออะไรกันแน่ครับ มันคือความรู้ใช่ไหมครับที่สังคมต้องการจากเรา หรือเราเองที่ต้องการความรู้นั้น แล้วจริงหรือเปล่าครับว่าถ้าเรายิ่งเรียนรู้มากจะทำให้เราเข้าใจสังคมได้มากขึ้นกว่าคนที่มีความรู้น้อยกว่าเรา ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบอาจารย์มาก ทั้งในแนวความคิดและการดำเนินชีวิตถึงแม้ผมอาจจะไม่รู้ทั้งหมดก็ตาม แต่ยอมรับว่าชอบมากครับ ยังไงช่วยตอบผมหน่อยได้ไหมครับ จากเด็กคนหนึ่งที่ต้องการมุมมองในชีวิตที่แตกต่างแล้วยังไงจะเมลมาถามอีกครับ (ช่วยตอบหน่อยแล้วกันครับ) ขอบพระคุณอย่างสูงที่อ่านเมลมาจนจบครับ&lt;br /&gt;ด้วความเคารพอน่างยิ่ง&lt;br /&gt;เด็กธรรมดา (มากๆ)”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นผมจึงตอบกลับไปว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สวัสดีครับ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คำถามที่ถามมา ทีหลังขอให้ถามอย่างมีประเด็นและชัดเจนด้วยนะครับเพราะคุณเขียนออกมาเป็นพระอภิธรรมปิฏกแบบนี้ผมก็ตอบได้ไม่หมดครับ   ขอให้ตั้งคำถามชัดเจนกว่านี้&lt;br /&gt;คำถามแรกผมจะตอบว่า   ตัวผมเองก็ไม่ได้เรียนภาษาอย่างเป็นรูปแบบเช่นกันครับ  เนื่องจากผมเองก็ไม่มีเงินทองอะไร  แต่ที่ผมทำได้คือสร้างโอกาสให้กับตนเอง  นั่นหมายความว่าผมไปอาสาเป็นไกด์ให้ฝรั่งจนภาษาผมได้ดีในระดับหนึ่งเท่านั้น ภาษาอังกฤษผมก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร &lt;br /&gt;คำถามที่ว่าคนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน  เราไม่อาจกำหนดชีวิตเราได้นั้น  ผมเองก็ไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าคนเราจะเท่าเทียมกันไปหมดทุกเรื่อง  นิ้วสิบนิ้วยังไม่เท่ากันเลยครับ หรือ ลายมือคนเราก็ไม่เหมือนกัน(ทำให้คนเชื่อในชะตาตนบนฝ่ามือ)  แต่ลายมือนั้นอยู่ในฝ่ามือครับ......อย่างน้อยคุณก็มีสองมือเท่ากันมิใช่หรือ  จงใช้สองมือนี้สร้างสิ่งที่คุณต้องการด้วยตัวคุณเอง สิ่งที่ผมจะบอกกับทุกคนในที่นี้ก็คือถ้าคุณไม่มีโอกาส  จงสร้างโอกาสนั้นขึ้นมา  อย่ารอคอยโอกาสเพราะโอกาสไม่เคยรอเคยใคร......ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ผิดหวังมาแล้วนับไม่ถ้วนครับ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน การเรียน การทำธุรกิจ   บางทีเราออกแรงมากมายแต่ผลกลับไม่เป็นดังหวัง  บางทีไม่ออกแรงเท่าไหร่  ปรากฏว่าสมหวัง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอย่างน้อยเราก็ได้ออกแรงและกล้าที่จะลองดู   ผมเคยตกอับถึงขนาดแบกหินแบกปูนร่วมกับแรงงานไทยในฝรั่งเศส  สมัยที่ผมไม่มีทุนการศึกษาเหลืออยู่เลย  ผมต้องไปอยู่วัดสอนหนังสือแลกกับที่พักและอาหาร  นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะมีโอกาสอะไรเหนือกว่าใครครับ  แต่ผมเลือกที่จะสร้างโอกาสและกล้าผิดหวังต่างหาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคำถามที่ว่า “ความรู้ใช่ไหมครับที่สังคมต้องการจากเรา หรือเราเองที่ต้องการความรู้นั้น แล้วจริงหรือเปล่าครับว่าถ้าเรายิ่งเรียนรู้มากจะทำให้เราเข้าใจสังคมได้มากขึ้นกว่าคนที่มีความรู้น้อยกว่าเรา”  ผมขอตอบครับว่าคนที่แสวงหาความรู้  ไม่จำเป็นหรอกครับว่าสังคมจะสนใจเขาหรือไม่แล้วไม่จำเป็นว่าจะเข้าใจสังคมได้ดีกว่า  เช่น  สมัยที่ผมเป็นเด็กวัดนั้น  ความรู้วิชาการผมมีเต็มไปหมด แต่ผมเทียบไม่ได้กับคนงานชื่อพี่จ่อยที่เรียนแค่ ป สี่ เท่านั้น  ผมผสมปูนไม่เป็น  ผมต่อท่อเหล็กก็ไม่เป็น  สู้ใครๆก็ไม่ได้เลยครับ  แต่การไปอยู่ร่วมกับคนเหล่านั้นต่างหากครับที่ทำให้ผมเข้าใจสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยส่วนตัวผมเองนั้นก็เห็นด้วยครับที่มีวาทะกรรมที่ว่า “เมื่อนิติศาสตร์คือวงการแห่งความไม่เท่าเทียมกันซะแล้ว”  มีทั้งหลักสูตรอินเตอร์แยกออกจากหลักสูตรทั่วไป  มีการสอบผู้พิพากษาสนามพิเศษสำหรับคนเรียนจบนอกสองใบ   แต่ผมคงต้องตั้งคำถามต่อไปอีกว่า “คุณจะยอมจำนนแค่นี้เหรอ!” เอาเวลาว่างไปหาทางออกมิดีกว่าหรอครับ...............&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-7340463079701947058?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/7340463079701947058/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=7340463079701947058' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/7340463079701947058'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/7340463079701947058'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/12/blog-post_28.html' title='กลิ่นอายของความท้อแท้'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-660524083438069303</id><published>2009-11-26T05:56:00.000-08:00</published><updated>2009-11-26T06:01:40.793-08:00</updated><title type='text'>คงจะเป็นกรรมของผม  ที่เกิดมาอยากเรียนรู้ตลอดเวลา</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/Sw6KMce9LvI/AAAAAAAAAFc/dz76cu5EM1A/s1600/R0014530.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5408412148927639282" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/Sw6KMce9LvI/AAAAAAAAAFc/dz76cu5EM1A/s320/R0014530.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;คงจะเป็นกรรมของผม ที่เกิดมาอยากเรียนรู้ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันหนึ่ง เพื่อนเก่าของผมได้โทรมาถามผมว่าชีวิตผมที่ลำปางเป็นอย่างไรบ้าง ที่แปลกใจยิ่งกว่าก็คือเพื่อนถามผมว่าเหตุใดถึงมาทำงานซะไกลและรับเงินเดือนที่น้อยกว่าเดิมถึงเกือบสิบเท่าตัว(ที่หาได้จากการทำธุรกิจ)......คำตอบคงจะไม่ง่ายสำหรับคนที่เคยชินกับการทำงานอยู่ใจกลางเมือง บนตึกสูงเกือบห้าสิบชั้น ทานอาหารดีดีในห้าง หรือเคยเดินบนถนนระดับโลกอย่าง ชอง ซาลิเซ่ มิลาน หรือ โมนาโค แต่สำหรับผมนั้นเคยเป็นเด็กวัดจนๆมาแล้วเมื่อครั้นตกอับ คำตอบก็ไม่ยาก แค่ตอบว่าความพอใจอยู่ที่ไหน&lt;br /&gt;สิ่งที่ผมตอบกับเพื่อนในวันนั้นก็คือ “จะมีอาชีพไหนดีกว่านี้อีก มีคนมาจ้างให้ฉลาดขึ้น” ยิ่งไปกว่านั้น คงเป็นกรรมที่ติดตัวผมมาแต่กำเนิด ที่ผมเกิดมาอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆตลอดเวลา เรื่องไหนที่ไม่เคยทำก็จะลองทำให้จงได้ และเรื่องที่อยากทำมันดันเป็นอุดมคติซะแล้ว ดังนั้น ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ เมื่อมันมีกันจนอิ่มตัวแล้วจะเอาไปทำอะไรก็คงจะไม่มีความหมาย ความรู้ ความดีต่างหากที่ผมยังหาไม่เจอ กรรมของผมแท้ๆที่เกิดมาอยากรู้.............&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-660524083438069303?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/660524083438069303/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=660524083438069303' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/660524083438069303'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/660524083438069303'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/11/blog-post_26.html' title='คงจะเป็นกรรมของผม  ที่เกิดมาอยากเรียนรู้ตลอดเวลา'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/Sw6KMce9LvI/AAAAAAAAAFc/dz76cu5EM1A/s72-c/R0014530.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-5464530361129489447</id><published>2009-11-26T05:33:00.000-08:00</published><updated>2009-11-26T05:36:01.042-08:00</updated><title type='text'>การจัดทำ Working Group ทางวิชาการของนักศึกษา</title><content type='html'>การจัดทำ Working Group ทางวิชาการของนักศึกษา&lt;br /&gt;สวัสดีครับ เนื่องจากอาจารย์ได้แนวความคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งถ้าเราได้ระดมความคิด ความรู้และความสามารถในทางวิชาการ วิชาชีพและการปฏิบัติงานทางกฎหมายโดยร่วมมือกัน  สิ่งที่อาจารย์คาดหวังในการรวมกลุ่มนี้ก็คือ&lt;br /&gt;๑        การรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันในหมู่รุ่นพี่รุ่นน้องคณะนิติศาสตร์  ทั้งท่าพระจันทร์ รังสิตและลำปางเพื่อให้คำปรึกษากับน้องๆในแนวทางการศึกษาและรสนิยมทางนิติศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน&lt;br /&gt;๒       การรวมกลุ่มเพื่อจัดเสนอผลงานวิชาการและรวมกลุ่มความสนใจเฉพาะทางของนักศึกษาเอง  เช่น &lt;br /&gt;ก)กลุ่มที่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับเศรษฐศาสตร์&lt;br /&gt;ข) กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;ค)กฎหมายมหาชนเศรษฐกิจในเชิงการวางนโยบายแห่งรัฐ&lt;br /&gt;ง)การใช้กฎหมายภาคปฏิบัติและกฎหมายทางเลือกใหม่ๆ&lt;br /&gt;เพื่อให้การรวมกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  อาจารย์จะสนับสนุนต่อเนื่องด้วยการจัดให้มีที่ปรึกษาที่เป็นนักกฎหมายภาคปฏิบัติ  เช่น ผู้พิพากษา,อัยการ,ทนายความ,ที่ปรึกษากฎหมาย,นักกฎหมายเชิงนโยบาย ฯลฯ  ยิ่งไปกว่านั้น  นักศึกษาที่ช่วยเหลืองานวิชาการของอาจารย์ก็จะได้รับการแนะแนวในเรื่องการหาทุนเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป&lt;br /&gt;นศ  ที่มีความสนใจในเรื่องเหล่านี้สามารถจัดทำ working group และเสนออาจารย์มาที่ bhumindr_lawman@hotmail.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-5464530361129489447?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/5464530361129489447/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=5464530361129489447' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5464530361129489447'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5464530361129489447'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/11/working-group.html' title='การจัดทำ Working Group ทางวิชาการของนักศึกษา'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-3866329651120609003</id><published>2009-11-17T23:23:00.000-08:00</published><updated>2009-11-17T23:48:14.663-08:00</updated><title type='text'>ประกาศวิชาสัมมนากฏหมายนิติกรรม-สัญญา</title><content type='html'>อาจารย์ขอแจ้งนักศึกษาเบื้องต้นสำหรับ section 1 ในวันอังคารเช้า&lt;br /&gt;                                     &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาบรรยาย                                              วัน...อังคาร.......เวลา........ 9.30-11.00.....&lt;br /&gt;ห้องบรรยาย                                               .............................................ศูนย์ลำปาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1.       ชื่อวิชา  สัมมนากฎหมายนิติกรรม-สัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2.       เนื้อหารายวิชา(Course Description)&lt;br /&gt;การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีทำข้อสอบกฎหมายทั้งส่วนที่เป็นข้อสอบเชิงบรรยายทั่วไป บรรยายแสดงความคิดเห็น หรือ บรรยายเชิงเปรียบเทียบหลักกฎหมาย และในส่วนของข้อสอบยกตัวอย่างข้อเท็จจริงเพื่อนำมาวิเคราะห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3.       วัตถุประสงค์&lt;br /&gt;ก.       เพื่อศึกษาเข้าใจวิธีการเขียนตอบข้อสอบในสาขาวิชากฎหมาย&lt;br /&gt;ข.       เพื่อศึกษาแนวคิดวิเคราะห์ทางกฎหมายเพื่อสามารถเขียนอธิบายหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของหลักต่างๆที่เกี่ยวกับกฎหมายนิติกรรม-สัญญา&lt;br /&gt;ค.       เพื่อนำทฤษฎีและคำสอนที่นักศึกษาได้เรียนรู้จากวิชานิติกรรม-สัญญามาปรับใช้ได้ในทางปฎิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4.       เค้าโครงการบรรยาย (Course Outline)&lt;br /&gt;ก.       ข้อความทั่วไป                                                                                                   ๑          ชั่วโมง&lt;br /&gt;ข.       การทำข้อสอบบรรยายในลักษณะแสดงความคิดเห็นและการทำข้อสอบบรรยายในลักษณะเปรียบเทียบ (ให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มทำงาน)                                                                            ๓          ชั่วโมง&lt;br /&gt;ค.       การทำข้อสอบในลักษณะตั้งคำถามเชิงสมมุติเหตุการณ์(ตุ๊กตา)                      ๘          ชั่วโมง&lt;br /&gt;ง.        การแบ่งกลุ่มสัมมนาย่อย                                                                                   ๓          ชั่วโมง&lt;br /&gt;รวม                                                                                                                             ๑๕          ชั่วโมง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ทั้งนี้  อาจารย์ได้เตรียมเอกสารประกอบการเรียนไว้แล้วโดยสามารถไปติดต่อได้ที่ห้องฝ่ายธุรการ(คุณเอ๋)หรือสามารถดาวโหลดได้ที่   &lt;a href="http://www.4shared.com/file/154464512/155c2c43/__online.html"&gt;http://www.4shared.com/file/154464512/155c2c43/__online.html&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-3866329651120609003?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/3866329651120609003/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=3866329651120609003' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3866329651120609003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/3866329651120609003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/11/blog-post_7454.html' title='ประกาศวิชาสัมมนากฏหมายนิติกรรม-สัญญา'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-701168711534535147</id><published>2009-11-17T08:02:00.001-08:00</published><updated>2009-11-17T08:04:13.607-08:00</updated><title type='text'>นิติศาสตร์ชายทุ่งจากรังสิตถึงห้างฉัตร...เสียงคำรามของลูกเสือเหลือง</title><content type='html'>นิติศาสตร์ชายทุ่งจากรังสิตถึงห้างฉัตร...เสียงคำรามของลูกเสือเหลือง&lt;br /&gt;คงจะเริ่มจากความประทับใจบางอย่างที่เกิดขึ้นจากวันที่ผมได้ยินเสียงบูมนิติฯของนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ศูนย์ลำปาง  ปีนี้เป็นปีแรกที่เราขยายคณะไปสู่ลำปางภาคปกติ  จากวันแรกที่ผมมาที่นี่ทำให้ผมหวนคิดไปถึงวันที่เริ่มเรียนปีแรกที่รังสิตเลยทีเดียว ที่ที่ทุกคนโหยหาและรอคอยภาพวาดแห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย สัญลักษณ์มากมายถูกอุปโลกน์ขึ้นมาอย่างมีชีวิตชีวา เช่นว่าลูกแม่โดม ฯลฯ  แต่ความโหยหาอุดมการณ์ดังกล่าวกลับว่างเปล่าเหลือเกิน.....ทุ่งรังสิต  ตึกเรียนอีกไม่กี่ตึก.....นี่มันอะไรกันหว่า (ผมนึกในใจ)..........&lt;br /&gt;ในขณะที่มหาวิทยาลัยอื่นๆมีสวัสดีการเพียบพร้อม  แล้วทำไมเราไม่มีอะไรเลย  ท่าพระจันทร์ก็ไม่ต่างกันมากนัก  พื้นที่เท่าโรงเรียนมัธยมรอบสนามฟุตบอล ป้ายมหาวิทยาลัยเพียงเล็กน้อย  แล้วอะไรหว่าที่เป็นโรงงานผลิตรัฐบุรุษมากมาย ผลิตผู้ชี้นำสังคมไทยมาหลายต่อหลายรุ่น  ผมคิดในใจ......&lt;br /&gt;สี่ปีแห่งการแสวงหาก็ทำให้ค้นพบว่าไม่ใช่ความเจริญทางวัตถุ  ไม่ใช่พื้นที่ใช้สอย  ความเล็กของท่าพระจันทร์นี่เองที่เป็นจุดเด่นแห่งการแสวงหาความรู้และมิตรภาพ  เนื่องจากเราได้เจอกันแทบทุกวัน  แทบทุกคณะ ไม่มีแบ่งแยก ลูกมหาเศรษฐี ลูกมนุษย์เงินเดือน ลูกชาวนาถูกผสมอย่างกลมกลืมไม่มีแบ่งแยกเพราะเหตุว่าท่าพระจันทร์นั้นเล็ก  จึงไม่มีใครสามารถนำรถมาอวดมั่งอวดมีกันได้&lt;br /&gt;ภาพแห่งเสรีชนและความเสมอกันนี้ไม่ปรากฏต่อไปอีกแล้วที่ท่าพระจันทร์(ที่ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของชนชั้นกระฎุมพีไปแล้ว)  แต่ไปปรากฏในที่ที่ผมคาดไม่ถึง......รังสิตในอดีต......ลำปางในปัจจุบัน       สองเท้าติดดิน  คีบแตะ กลางทุ่งไม่ต่างจากพวก ๕ ย (ผมยาว เสื้อยืด กางเกงยีน สะพายย่าง รองเท้ายาง) ไม่ว่าจะเป็นแนวนโยบายให้นักศึกษาเข้าใจสังคมไทยรากหญ้า  ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรสหวิทยาการและความใกล้ชิดของอาจารย์และลูกศิษย์ที่ไม่มีช่องว่างแบบขุนนางกับบ่าวดังเช่นมหาลัยในเมืองหลวง&lt;br /&gt;   ความรู้สึกดีดีนี้เป็นของขวัญแก่นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง รุ่นแรกทั้งอาจารย์และนักศึกษา  ที่เรียกว่าเป็นของขวัญก็เนื่องจากว่าพวกเรา(อาจารย์)ได้ปฏิญาณกับนักศึกษาในวันบายศรีสู่ขวัญว่าจะปฏิบัติหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์ที่ดี  จะเป็นดั่งเทียนเล่มหนึ่งที่จุดประกายทางความคิดให้สว่างไสว จะเป็นโรงงานผลิตฟันเฟืองแห่งปัญญาชนที่มีคุณภาพดี  เพื่อไปหมุนขับเคลื่อนสังคมไทยให้เจริญงอกงาม        ผู้เขียนเชื่อว่าการที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดสอนในส่วนภูมิภาค เช่นที่จังหวัดลำปางนี้  เป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษา  โอกาสทางการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในสังคมของเราที่จะทำให้เกิดการพัฒนาต่อไปในส่วนท้องถิ่นของประเทศ&lt;br /&gt;ผมได้ยินเสียงร้องของเหล่าลูกเสือเหลือง...........เสียงคำรามที่รอวันเติบโตเป็นใหญ่  ไม่ใช่แค่นักกฎหมาย  ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการเท่านั้น  แต่เป็นผู้เปลี่ยนแปลงเมืองไทย ผู้ร่าง ผู้ใช้ ผู้นำเมืองไทยให้พ้นจากสภาวะงมงายและขาดประชาธิปไตยเช่นนี้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-701168711534535147?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/701168711534535147/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=701168711534535147' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/701168711534535147'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/701168711534535147'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/11/blog-post_17.html' title='นิติศาสตร์ชายทุ่งจากรังสิตถึงห้างฉัตร...เสียงคำรามของลูกเสือเหลือง'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-5190535236286032080</id><published>2009-11-15T09:09:00.000-08:00</published><updated>2009-11-15T09:14:56.411-08:00</updated><title type='text'>หนังสือเรื่องความรู้เบื้องต้นการให้คำปรึกษาและทำหน้าที่ทนายความฝึกหัด</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/SwA2Vjg8P6I/AAAAAAAAAFU/heiey99_oWo/s1600-h/newlawye01r%5B1%5D.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5404379296783155106" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 228px" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/SwA2Vjg8P6I/AAAAAAAAAFU/heiey99_oWo/s320/newlawye01r%5B1%5D.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สวัสดีครับทุกคนที่ติดตามบทความเรื่องทนายความฝึกหัดของผมมานาน  บัดนี้ถึงเวลาที่ผมได้เขียนเสร็จสิ้นและเตรียมวางแผงขายในเดือนธันวาคมนี้โดยสำนักพิมพ์นิติธรรมครับ&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ท่านที่เตรียมตัวฝึกงานตามสำนักงานสามารถไปหาซื้อได้ตามคำเรียกร้อง   &lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;อาจารย์ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-5190535236286032080?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/5190535236286032080/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=5190535236286032080' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5190535236286032080'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/5190535236286032080'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='หนังสือเรื่องความรู้เบื้องต้นการให้คำปรึกษาและทำหน้าที่ทนายความฝึกหัด'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/SwA2Vjg8P6I/AAAAAAAAAFU/heiey99_oWo/s72-c/newlawye01r%5B1%5D.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-1561242406538141305</id><published>2009-10-13T00:33:00.000-07:00</published><updated>2009-10-13T00:41:01.722-07:00</updated><title type='text'>แจ้ง นักศึกษาวิชากฎหมายในชีวิตประจำวัน มธ ๑๒๒</title><content type='html'>นศ. ที่ลงเรียนในวิชากฎหมายในชีวิตประจำวัน มธ ๑๒๒ สามารถ Download ข้อมูลดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;๑ หลักนิติรัฐและนิติธรรม&lt;br /&gt;๒ ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ          &lt;br /&gt;๓ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังลิ้งข้างล่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.4shared.com/file/140515361/3ebcdbd1/__-.html"&gt;http://www.4shared.com/file/140515361/3ebcdbd1/__-.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.4shared.com/file/140515483/4b7e81f6/___online.html"&gt;http://www.4shared.com/file/140515483/4b7e81f6/___online.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือติดต่อร้านถ่ายสำเนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-1561242406538141305?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/1561242406538141305/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=1561242406538141305' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1561242406538141305'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/1561242406538141305'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='แจ้ง นักศึกษาวิชากฎหมายในชีวิตประจำวัน มธ ๑๒๒'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4286227295751631897</id><published>2009-09-29T19:42:00.001-07:00</published><updated>2009-10-13T00:43:59.706-07:00</updated><title type='text'>เอกสารย่อหลักกฎหมาย๓</title><content type='html'>ย่อหลักกฎหมายวิชาวิธีสบัญญัติทั้งหมดครับ&lt;br /&gt;เช่น วิธีพิจารณาความแพ่ง วิธีพิจารณาความอาญา ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409965/e1b9e390/_online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409961/e6d42789/_2_online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409960/91d3171f/___online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409962/7fdd7633/_1_online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409966/78b0b22a/___.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409958/b425ccee/_1-2__.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409964/96bed306/_online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409963/8da46a5/___online.html&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.4shared.com/file/136409959/c322fc78/-_online.html"&gt;http://www.4shared.com/file/136409959/c322fc78/-_online.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกสารเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือสงเคราะห์จากคุณกรัณณ์ กาญจนรินทร์ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4286227295751631897?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4286227295751631897/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4286227295751631897' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4286227295751631897'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4286227295751631897'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/09/blog-post_1697.html' title='เอกสารย่อหลักกฎหมาย๓'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-2242204513245116692</id><published>2009-09-29T19:40:00.000-07:00</published><updated>2009-09-29T19:42:07.503-07:00</updated><title type='text'>เอกสารย่อหลักกฎหมาย๒</title><content type='html'>สำหรับ นศ กฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ บุคคลภายนอกที่กำลังเตรียมสอบเนติบัณฑิต หรือ ผู้ช่วยผู้พิพากษา หรือ ผู้ช่วยอัยการ ท่านสามารถ download เอกสารรายวิชาได้ครับในส่วนแรกนี้คือ วิชากฎหมายปีสาม สารบัญญัติทั้งหมดในลิ้งดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอกเทศสัญญา ๑-๒ ครอบครัว  มรดก  ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409229/8036855e/-__.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409228/f731b5c8/___online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409226/108998cf/_online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409224/fe87f9e3/_online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409230/e0f10cbb/_online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136409232/eff6d97/_online.html&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.4shared.com/file/136409227/678ea859/_online.html"&gt;http://www.4shared.com/file/136409227/678ea859/_online.html&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์ภูมินทร์ บุตรอินทร์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-2242204513245116692?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/2242204513245116692/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=2242204513245116692' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/2242204513245116692'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/2242204513245116692'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/09/blog-post_1483.html' title='เอกสารย่อหลักกฎหมาย๒'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-4918242242181834170</id><published>2009-09-29T19:34:00.000-07:00</published><updated>2009-09-29T19:38:49.409-07:00</updated><title type='text'>เอกสารย่อหลักกฎหมาย๑</title><content type='html'>สำหรับ นศ กฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ บุคคลภายนอกที่กำลังเตรียมสอบเนติบัณฑิต หรือ ผู้ช่วยผู้พิพากษา หรือ ผู้ช่วยอัยการ  ท่านสามารถ download เอกสารรายวิชาได้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในส่วนแรกนี้คือ  วิชากฎหมายปีสอง สารบัญญัติทั้งหมดในลิ้งดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นิติกรรม หนี้ ละเมิด ทรัพย์ อาญา&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136407579/18d110ad/___.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136407581/91928450/____.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136407580/e695b4c6/___online.html&lt;br /&gt;http://www.4shared.com/file/136407582/89bd5ea/___online.html&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3983599727688353871-4918242242181834170?l=neo-humanism.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://neo-humanism.blogspot.com/feeds/4918242242181834170/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3983599727688353871&amp;postID=4918242242181834170' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4918242242181834170'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3983599727688353871/posts/default/4918242242181834170'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://neo-humanism.blogspot.com/2009/09/blog-post_9916.html' title='เอกสารย่อหลักกฎหมาย๑'/><author><name>Mr.Bhumindr BUTR-INDR</name><uri>http://www.blogger.com/profile/17933863742692708976</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='21' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_lmDwDH9_fkw/TKSh6EpI3qI/AAAAAAAAAIU/IKzMmBuBIGU/S220/IMG_2810.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3983599727688353871.post-6092243946870701611</id><published>2009-09-29T08:50:00.000-07:00</published><updated>2009-09-29T08:56:34.565-07:00</updated><title type='text'>แจ้งนักศึกษาเรื่องกิจกรรม</title><content type='html'>ขอแจ้งกับนักศึกษาทุกท่านว่าในกรณีที่ท่านมีปัญหาเรื่อง&lt;br /&gt;๑) การเตรียมตัวในการทำข้อสอบ เขียนข้อสอบและการจัดกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานบอลประเพณีและค่ายกิจกรรม ฯลฯ    นศ สามารถติดต่อได้ท
