Thursday, April 22, 2010

การต่อสู้ของชนชั้นแบบสีลม-เสื้อแดง (Double Class Struggle)

กฎ “ความขัดแย้ง” ตามธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงคือสัจจธรรม ปัญหามีอยู่ว่าในคลื่นของความเปลี่ยนแปลงนั้นมนุษย์จะใช้ความพยายามให้ปรากฏการณ์และสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นในรูปการปฏิวัติ หรือจะคอยควบคุมและปรุงแต่งความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ค่อยเป็นค่อยไปตามที่เราต้องการในลักษณะการปฏิรูปเท่านั้นเอง ที่แน่นอนที่สุดคือทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นวัตถุธรรมก็ตาม คติธรรมก็ตาม ย่อมมีความเปลี่ยนแปลง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบคือในทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังสองประเภททำหน้าที่ (Function) ขัดแย้งโต้ตอบกันและกันเสมอ
เท่าที่ผ่านมา อำนาจการเมืองได้กลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจมากที่สุดในสังคม อำนาจส่วนนี้เป็นตัวกำหนดอิทธิพทพางเศรษฐกิจอีกต่อหนึ่งของสังคม และมีขึ้นมาเพื่อเป็นปัจจัยอำนวยความหนาแน่นแก่สถานภาพความเป็นอยู่ของผ่านผู้กุมอำนาจนั่นเอง ในที่นี้หมายความว่า ในระบบศักดินาและสืบทอดมาจนถึงระบบทุนนิยมอำนาจเศรษฐกิจหรืออำนาจเงินสามารถซื้ออำนาจทางการเมืองและอื่น ๆ เงินสามารถซื้อสถานภาพความเป็นผู้แทนและความเป็นรัฐบาลได้ ชนกลุ่มน้อยที่ได้อำนาจการเมืองมาด้วยอำนาจเศรษฐกิจ นอกจากทำหน้าที่ปกครองบริหารควบคุมกิจการของรัฐสนลักษณะเผด็จการทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นผู้ตรากฎหมายและกำหนดความเป็นธรรมไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคมอีกด้วย
ทำไมมนุษย์จึงมีการแบ่งกลุ่ม? ผมขอตอบว่า เพราะระบบเศรษฐกิจนั่นเอง เป็นตัวกำหนดจำแนกสถานภาพ กลุ่มและชั้นของมนุษย์ กลุ่มชนที่ถูกแบ่งแยกโดยเศรษฐกิจเรียกว่าชนชั้นดังนั้น กระบวนการเศรษฐกิจของรัฐทุกระบบในอดีต เช่นระบบทาสนิยม ระบบศักดินานิยม ตลอดจนถึงระบบทุนนิยม ล้วนเป็นระบบชนชั้นทั้งสิ้น ซึ่งอาจแบ่งกระบวนวิวัฒนาการของรัฐมาโดยลำดับ ดังนี้1. ในรัฐระบบทาสนิยม (Slavorism) รัฐประกอบด้วยกลุ่มชนสองชั้นตรงกันข้ามกัน คือ ฝ่ายหนึ่งเป็นราชาผู้ปกครอง และอีกฝ่ายหนึ่งคือพวกทาสไพร่ผู้ยากไร้ เพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ชนชั้นทั้งสองจึงเกิดการขัดแย้งต่อสู้ล้มล้างกัน ผลคือเกิดรัฐระบบ ศักดินานิยมขึ้นมาแทนที่2. ในรัฐระบบศักดินานิยม (Feudalism) มีพวกเจ้าขุนมูลนายและขุนศึกเป็นฝ่ายกำหนดและควบคุมอำนาจการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และอื่น ๆ จึงได้เกิดแบ่งชนชั้นขึ้นในรัฐอีกคือชนชั้นเจ้าขุนมูลนายศักดินาที่ดินพวกหนึ่ง กับชนชั้นไพร่ ข้าทาสแผ่นดินอีกพวกหนึ่ง เมื่อการต่อสู้ล้มล้างระหว่างชนชั้นทั้งสองถึงขีดสุด จึงได้เกิดรัฐระบบใหม่ขึ้นมาแทน คือ รัฐระบบทุนนิยม3. ในรัฐระบบทุนนิยม (Capitalism) อำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจอื่น ๆ บนรากฐานทางเศรษฐกิจ ได้แบ่งสมาชิกสังคมออกเป็นชนชั้น 2 จำพวกหรือ 2 ระดับคือ3.1 ชนชั้นนายทุน (The Capitalists) เป็นชนกลุ่มน้อย แต่เป็นเจ้าของและควบคุมกระบวนการผลิตทุกอย่าง กรรมวิธีในการผลิต ทุนในการผลิต ปัจจัยในการผลิต ผลผลิต กำไรที่ได้จากการจำหน่ายผลผลิต พวกนี้เป็นชนชั้นร่ำรวยมหาศาล3.2 ชนชั้นกรรมาชีพ (The working class) เป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ของรัฐ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยรายได้จากแรงงานชีวิตของตน และที่ตนขายทุ่มเทให้แก่กระบวนการผลิตของนายทุน พวกนี้เป็นชนชั้นยากจนแสนสาหัสกับยังมีอีกชนกลุ่มหนึ่ง เรียกว่าชนชั้นกลาง (The middle class) ชนกลุ่มนี้อยู่ในฐานะปานกลาง ไม่อาจจัดเข้าชั้นใดชั้นหนึ่งข้างต้น เป็นเพียงชนกลุ่มน้อย เช่นนักกฎหมาย ทนายความ แพทย์ นักวิชาการ อย่างไรก็ตามชนกลุ่มนี้มักจะกลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นนายทุน และเข้าข้างนายทุน ส่วนใหญ่ทำงานรับใช้นายทุนอยู่แล้วโดยตรง หรือบางทีก็กลับกลายเป็นนายทุนเสียเอง ความขัดแย้ง ต่อสู้ ล้มล้าง มิได้เล็งจุดมาสู่ชนชั้นนี้ แต่ความขัดแย้ง ล้มล้างกันโดยตรง เกิดขึ้นระหว่างชนชั้นนายทุน กับชนชั้นกรรมาชีพ และคนที่เป็นตัวแปรก็ช่างอ่อนไหวต่อข่าวสารเสียนี่กระไร

0 commentaires: