Sunday, April 25, 2010

การคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยองค์กรของรัฐ: ศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส

ภูมินทร์ บุตรอินทร์



บทคัดย่อ
What we are mainly concerned with here is the administrative protection between our public organizations and French public organizations related to Intellectual Property Rights legal enforcement. By way of introduction, let us try to explain the background of two states law enforcement agencies.
In the first place, let us consider the administrative agencies- Department of Intellectual Property, Department of IP and IT Litigation Office of The Attorney General, The Investigation and Suppression Bureau, Economic and Technological Crime Suppression Division and The provincial police Bureau 1-9, Department of Special Investigation. Finally, it is hard to agree with the way of state policies to prevent the problems, especially how they practice to human dignity (IPR violator)

ในบทความนี้ผู้เขียนมุ่งที่จะศึกษาความสัมพันธ์ของรัฐกับการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสม ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาผ่านองค์กรต่างๆ ทั้งนี้พิจารณาจากกฎหมายของฝ่ายปกครองที่ควบคุมการทำงานของฝ่ายปกครองโดยตรงและกฎหมายต่างๆที่เป็นแม่บทที่ให้อำนาจดำเนินการแก่สถาบันที่เกี่ยวข้องของทั้งประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส
เนื่องจากมาตรการในการป้องปราบการละเมิดสิทธิของไทยได้ใช้มาตรการของฝ่ายปกครองเป็นหลักมานานแล้ว เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ว่านักกฎหมายไทยส่วนใหญ่(เช่น ท่านอาจารย์วิชัย อารยะนันทกะ,ศาสตราจารย์ไชยยศ เหมะรัชตะ, ท่านอาจารย์จุมพล ภิญโญสินวัฒน์)ต่างเห็นว่ากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกฎหมายเอกชน แต่วิธีปฏิบัติต่อการคุ้มครองของประเทศไทยที่ผ่านมากลับเป็นมาตรการของฝ่ายปกครองในการดำเนินงานมากกว่าดังจะเห็นได้จากสถิติคดีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998-2007 พบว่ามีค่าเฉลี่ยการฟ้องคดีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นคดีอาญาเป็นร้อยละ 95 ของคดีทั้งหมด แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ตาม คดีอาญาไม่ได้ลดหย่อนลงเลยซึ่งเป็นไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับคดีในฝรั่งเศส อีกทั้งมาตรการฝ่ายปกครองที่เป็นหัวใจของการป้องปรามยังต่างกันเพราะมาตรการของประเทศฝรั่งเศสคือ มาตรการของฝ่ายศุลกากร ในขณะที่การป้องปรามของประเทศไทยเป็นหน้าที่หลักของกรมทรัพย์สินทางปัญญาและสถาบันตำรวจ
ผู้เขียนสามารถกล่าวได้ว่าการเกาไม่ถูกที่คันย่อมไม่อาจแก้ปัญหาใดๆได้มากนัก ปัญหาที่เกิดระหว่างสองประเทศนั้นมีที่มาและลักษณะของปัญหาที่แตกต่างกัน ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสนั้น ปัญหาการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้นจากแหล่งผลิตสินค้าปลอมแปลงนอกประเทศแทบทั้งสิ้น ดังนั้นประเทศฝรั่งเศสจึงมุ่งเน้นความเข็มแข็งขององค์กรฝ่ายปกครองไปที่กรมศุลกากร ซึ่งเป็นการเกาถูกที่คันเนื่องจากเป็นองค์กรต้นทางที่ปิดกั้นไม่ให้ปัญหาการคุ้มครองสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้าม ประเทศไทยนั้นปัญหาดังกล่าวเปรียบเสมือนสนิมเกิดแต่เนื้อในตน เนื่องมาจากการละเมิดสิทธิฯแทบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในประเทศและบางส่วนเกิดจากการทะลักของสินค้าที่มีแหล่งผลิตอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้กระนั้น ประเทศไทยก็ยังเลือกพัฒนาองค์กรของรัฐในขั้นปลายเหตุเป็นหลัก กล่าวคือไปมุ่งเน้นพัฒนาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแทนที่จะมุ่งพัฒนากลุ่มองค์กรที่เป็นขั้นป้องกันในต้นเหตุให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น กรมศุลกากรและกรมตำรวจ ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นและกำลังจะตามมาเรื่อยๆ ก็คือการนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องหลักนิติรัฐในทางอาญากับอำนาจหน้าที่ขององค์กรที่รับผิดชอบ
ดังนั้นผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบเบื้องต้นใน 3 หัวข้อคือ
(1.) องค์กรต่างๆที่คุ้มครองการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
(2.)การดำเนินงานของฝ่ายปกครองในการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
(3.) ปัญหาและแนวทางแก้ไข ดังต่อไปนี้


1.สถาบันทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
จากการศึกษาวิจัย ทำให้ผู้วิจัยพบว่าสถาบันทางกฎหมายที่สามารถนำมาศึกษาเปรียบเทียบได้นั้นมีดังต่อไปนี้

ประเทศฝรั่งเศส
1. กรมศุลกากรฝรั่งเศส (La douane en commerce) ทั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 หน่วยงานย่อยๆคือ
1.1. DGDDI (La Direction Générale des Douanes et des Droits Indirects)
1.2. DNRED (La Direction Nationale du Renseignement et des Enquêtes Douanières) เป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยอื่นเพื่อนำเรื่องไปขอออกหมายค้นและคำสั่งขอสืบค้นพยานโดยฉุกเฉิน
1.3. CCD(Le Conseil de Coopération Douanière)
2. สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขันทางการค้า(DGCCRF)
3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(La police Judiciaire et Gendarmerie : Agents d’investigations au service de l’entreprise et de l’Etat) มีหน้าที่หลักในการป้องปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและประสานงานกับองค์กรตำรวจสากล(Interpol) หน้าที่หลักอีกประการก็คือดำเนินเรื่องสืบสวนสอบสวนและติดต่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวฯ และคำสั่งสืบค้นหาพยานจากศาล
4. สมาพันธ์แห่งชาติแนวร่วมคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Le comité national anti contrefaçon-CNAC)
5. คณะกรรมการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโพ้นทะเล(La Direction des Relations Economiques Extérieures) ทำหน้าที่ประสานงานภายนอกประเทศฝรั่งเศสกับองค์กรภายในประเทศฝรั่งเศสเพื่อให้ข้อมูลการละเมิดสิทธิจากรัฐนอกประเทศอันอาจเป็นต้นทางของการขนส่งสินค้าละเมิดสิทธิ
6. หน่วยคุ้มครองการกระทำผิดในเทคโนโลยีสารสนเทศ (Le service d’enquêtes sur les fraudes aux technologies de l’information-SEFTI)

ในทางปฎิบัตินั้น ฝ่ายปกครองของประเทศฝรั่งเศสจะทำงานร่วมกันกับองค์กรระหว่างประเทศที่มีส่วนร่วมในการปราบปราม เช่น องค์การตำรวจสากลเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญร่วมกัน รวมไปถึงการร่วมมือกับองค์กรตำรวจแห่งสหภาพยุโรป (Europol)
ยิ่งไปกว่านั้นองค์กรฝ่ายปกครองต่างๆเหล่านี้ยังทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนที่ร่วมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สมาพันธ์คุ้มครองผู้ผลิตสินค้า (L’union des Fabricants-UNIFAB) โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องหมายการค้าและการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ, สมาพันธ์สินค้าอุตสาหกรรมชั้นสูงของประเทศฝรั่งเศส(Le Comité Cobert) สำหรับสินค้าแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เช่น สินค้าในกลุ่ม LVHM อย่างเช่น Louis vuitton, Hermés,CHANNEL ฯลฯ , องค์กรคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ซอฟแวร์ (L’Agence de protection des programmes-APP) องค์กรคุ้มครองงานลิขสิทธิ์ทั่วไป (Les sociétés de gestion collective des droits d’auteur) และรวมไปถึงความร่วมมือกับองค์กรลักษณะเดียวกันของประเทศอื่น เช่น สมาพันธ์สินค้าอุตสาหกรรมของประเทศอิตาลี (Le Comité COLC) หรือ EURATEX

ประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยนั้นมีองค์กรที่ถือเป็นหลักในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา 5 องค์กรคือ
1. กรมทรัพย์สินทางปัญญา

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2535 (ค.ศ. 1992) ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 18 และเป็นหน่วยงานระดับกรมสังกัดกระทรวงพาณิชย์ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 3
ต่อมาได้ก่อตั้งกรรมาธิการร่วมในการป้องปรามการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและดำเนินการป้องปรามโดยฝ่ายปกครองมานานแล้ว ทั้งนี้ปรากฏตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ว่าด้วยเรื่องการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536 ระเบียบดังกล่าวนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการใช้กฎหมาย 3 ฉบับคือ ก) พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2521 ข) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ.2522 ค) พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530
ระเบียบดังกล่าวนี้ให้มีความร่วมมือระหว่าง ก) กระทรวงมหาดไทย ข)กระทรวงพาณิชย์ ค)สำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้อำนาจกับ “กรมทรัพย์สินทางปัญญา”เป็นศูนย์กลางวางระเบียบปฏิบัติและจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน (ระเบียบข้อ 6) รวมไปถึงบทบาทในการประสานงานกับองค์กรด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเอกชนที่เกี่ยวข้อง (ระเบียบข้อ 8) ส่วนการกำหนดและตรวจสอบสินค้าที่ควบคุมฉลาก ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการว่าด้วยฉลากเป็นผู้กำหนดว่างานลิขสิทธิ์ลักษณะใดบ้างเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 30-31 เช่น สินค้าประเภทแผ่นบันทึกภาพและเสียง
2. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก)

ก่อนหน้าที่จะจัดตั้ง สศก.นั้น ประเทศไทยมีเพียงหน่วยเฉพาะกิจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากคำสั่งที่ 305/2530 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2530 โดยรับผิดชอบคดีเครื่องหมายการค้าด้วย
ต่อมา สศก. นั้นเป็นส่วนราชการที่สังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง กรมตำรวจ ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการตำรวจ กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2535 โดยแบ่งออกเป็น 4 กองกำกับการคือ ก) กองกำกับการอำนวยการ ข) กองกำกับการ 1 ค) กองกำกับการ 2 ง) กองกำกับการ 3 มีอำนาจหน้าที่ดูแลคดีอาญาเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและป้องปรามการประกอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงการประสานงานกับองค์กร หรือ หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือได้รับมอบหมาย
เมื่อผู้เขียนนำมาพิจารณาประกอบกับระเบียบกรมตำรวจว่าด้วยกำหนดหน้าที่การงานในราชการตำรวจ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2535 ประกาศวันที่ 15 เมษายน 2535 ข้อ 15.11.4 ได้กำหนดให้กองกำกับการ 1 ดูแลคดีอาญาที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าและ กองกำกับการ 2 ดูแลคดีอาญาที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ โดยร่วมประสานงานกับกองบัญชาการตำรวจภูธร 71 จังหวัดและกองบัญชาการสอบสวนกลาง(กองปราบ) อย่างไรก็ตามการป้องปรามการละเมิดสิทธิฯนั้นมีหน่วยงานที่ทำงานทับซ้อนกัน กล่าวคือในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา อันมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปจะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษแทนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

3. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (กสพ)
กรมสอบสวนคดีพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย ( Department of Special Investigation-DSI) เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัด กระทรวงยุติธรรม เพื่อป้องกัน ปราบปราม และควบคุมอาชญากรรมที่มีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมไปถึงการก่ออาชญากรรม ซึ่งพัฒนาจากการใช้ความรุนแรงเป็นอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดความเสียหายทาง เศรษฐกิจที่มีมูลค่ามหาศาล ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การใช้เทคโนโลยีคุณภาพสูงและช่องว่างของกฎหมายปิดบังความผิดของตน มีอิทธิพลและเครือข่ายองค์กรโยงใยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา (สคป) ภายใต้กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ตามประกาศ คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ.) ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2547 เรื่อง การกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิด ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจ หน้าที่ ภารกิจ และการปฏิบัติราชการของสำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา มีดังนี้
1. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติการคุ้มครองแบบผังภูมิของวงจรรวม พ.ศ. 2543 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
2. คดีความผิดกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้า
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 108 มาตรา 109 มาตรา 110 และมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็นแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่รับซื้อ สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
3. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 69 มาตรา 70 และมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะเป็น สถานที่ผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
4. คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร
คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 85 มาตรา 86 และมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 ที่มีหรือมีมูลเชื่อว่ามีการกระทำในลักษณะเป็น แหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย สถานที่เก็บสินค้า หรือได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมีสิ่งของหรือสินค้าไว้ในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิด หรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด อันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป
4. สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด
ก่อนหน้าที่จะมีการจัดตั้งสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่ดูแลคดีทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะคดีเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์เป็นความรับผิดชอบของสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร (สค.ส.) ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี สำนักงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและประสานงานร่วมกับสำนักงานอัยการจังหวัดในส่วนภูมิภาค
ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ โดยให้แบ่งส่วนราชการสำนักงานอัยการสูงสุดเพิ่มเติมขึ้นจากคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 423/2539 ลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2539 เรื่องจากจัดระเบียบบริหารราชการและแบ่งส่วนราชการและคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 313/2540 ทำให้อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกว้างขวางกว่าอำนาจอัยการโดยทั่วไป เพราะ
ก)เขตอำนาจของสำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯอยู่ภายใต้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีมาตรา 7 ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ทำให้เขตอำนาจในการสั่งคดีขยายไปถึงจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯด้วย
ข)คดีแพ่ง- สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่รัฐตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 11
ค)คดีอาญา -เขตอำนาจในการสั่งคดีขยายไปถึงจังหวัดใกล้เคียงกรุงเทพฯด้วย

5. ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

เดิมทีก่อนที่จะมีการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศนั้น การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีปัญหาอย่างมากเนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญพิเศษประกอบกับเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องความลับทางการค้าที่ไม่ต้องการเปิดเผยข้อเท็จจริง แต่กระบวนพิจารณาโดยทั่วไปกลับไม่มีการคุ้มครองในเรื่องดังกล่าวอย่างเพียงพอ ดังนั้นโดยคำสั่งของอธิบดีศาลแพ่งที่ 36/2536 ประกาศเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2536 จึงประกาศออกมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นด้วยการจัดตั้งแผนกคดีชำนาญการพิเศษขึ้นเป็นการภายในศาลแพ่ง แต่ถึงอย่างไรเสียก็ต้องพบกลับปัญหาที่ตามมาเนื่องจากมีการโยกย้ายผู้พิพากษาจากแผนกคดีชำนาญการพิเศษดังกล่าวไปยังศาลชั้นที่สูงขึ้น ทำให้ขาดผู้พิพากษาที่มีความชำนาญการพิเศษอย่างแท้จริง
ต่อมากระทรวงยุติธรรมจึงได้บรรจุโครงการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ไว้ในแผนพัฒนาศาลและกระทรวงยุติธรรม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2535 – 2539 และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาแนวทางจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ และต่อมาพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ฉบับดังกล่าวจึงเกิดขึ้นและถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 113 ตอนที่ 55 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2539 โดยให้ศาลดังกล่าวเป็นศาลชำนาญการพิเศษในระบบศาลยุติธรรม ในเบื้องต้นให้มีการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯกลางก่อนแล้วจึงขยายออกไปสู่ส่วนภูมิภาคในโอกาสต่อไป
ในทางปฏิบัตินั้น ฝ่ายปกครองของประเทศไทยจะทำงานร่วมกันกับองค์กรเอกชนที่ร่วมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เช่น องค์กรจัดเก็บ

2.การดำเนินการของฝ่ายปกครองในการคุ้มครองสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
การดำเนินการของฝ่ายปกครองในเรื่องที่เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็น ก) มาตรการของฝ่ายปกครองโดยทั่วไป เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น และ ข)มาตรการของฝ่ายปกครอง ณ จุดผ่านแดนโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

ก) มาตรการของฝ่ายปกครองโดยทั่วไป : กรณีศึกษาของประเทศไทย

ในช่วงของพัฒนาการของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว หน้าที่หลักของภาครัฐ (ผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา) คือการส่งเสริมการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินทางปัญญา และการพัฒนาระบบการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากพัฒนาการของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งแรงกดดันจากองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย เป็นผลให้ภาครัฐของไทย (ผ่านกรมทรัพย์สินทางปัญญา)ถือว่าหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งของภาครัฐคือ การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้บรรจุหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามเป็นหนึ่งในสามพันธกิจหลักขององค์กรภาครัฐ และในขณะเดียวกัน แรงกดดันต่างๆ จากผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศได้พยายามเบี่ยงเบนรูปแบบการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยให้ใช้การดำเนินคดีอาญาโดยการจับ การค้น และการยึดสิ่งของต่างๆ โดยตำรวจ ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีการบังคับสิทธิตามมาตรฐานสากล ในปัจจุบัน รูปแบบการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเน้นใช้บังคับคือ การดำเนินกระบวนการทางอาญาโดย การตรวจค้น จับกุม และฟ้องคดีอาญาต่อศาล
ตามรายการผลงานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ปี พ.ศ. 2547 ระบุผลงานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญาไว้เป็นมาตรการในทางปฏิบัติจำนวนมาก เช่น มาตรการควบคุมการผลิตซีดี ซึ่งรวมถึงการจัดชุดปฏิบัติการออกตรวจสอบโรงงานผลิตซีดีอย่างสม่ำเสมอ มาตรการควบคุมการจำหน่าย มาตรการให้เงินรางวัลและเงินสินบน มาตรการปราบปรามโดยการจัดชุดปฏิบัติการออกตรวจสอบย่านการค้าและศูนย์การค้าเป้าหมายรวม 7 พื้นที่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดรวม 4 จังหวัดเป้าหมาย เป็นต้น นอกจากนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดตั้งสำนักงานป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อดูแลการปฏิบัติงานบังคับสิทธิโดยตรง โดยมีข้าราชการที่จะออกตรวจตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดเป้าหมายเป็นประจำทุกวัน
ผู้วิจัยขอแบ่งมาตรการฝ่ายปกครองของไทยดังนี้
1. การจัดทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง, ระหว่างองค์กรภาครัฐต่างๆ
2. การออกคู่มือปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดฯ
3. การออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีและควบคุมการผลิต


1. การจัดทำบันทึกความตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง, ระหว่างองค์กรภาครัฐต่างๆ

กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ผลักดันให้มีการใช้บังคับกฎหมายอาญากับการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องและมีการจัดทำความตกลง แนวทางปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีอาญากับการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีส่วนในการจัดทำความตกลงและแนวทางต่างๆ
1.) บันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจัดทำขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 กับหน่วยราชการต่างๆ รวม 7 แห่ง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมศุลกากร และกรมสรรพากร
วัตถุประสงค์หลักของบันทึกความตกลงนี้คือ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ โดยมีขอบเขตความตกลงข้อ 3 ได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการกับกลุ่มผู้ประกอบการกิจการให้บริการโทรทัศน์ ประเภทบอกรับเป็นสมาชิกผู้ประกอบกิจการโรงแรม คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ หรืออาคารต่างๆ ทั่วประเทศ และกลุ่มโรงงาน ผู้ผลิตสินค้า หรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการละเมิดลิขสิทธิ์รายการของผู้อื่น
2.) บันทึกความตกลงว่าด้วยการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งจัดทำขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 2547 โดยองค์กรเอกชนรวม 25 องค์กร ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม คือ ภาคเอกชนเจ้าของลิขสิทธิ์ ภาคเอกชนผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ภาคเอกชนผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ และภาคเอกชนผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์
บันทึกความตกลงดังกล่าวแบ่งเป็นสองส่วนคือ ด้านการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ และด้านการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ โดยในส่วนของการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์นั้น เป็นการกำหนดหน้าที่ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ของผู้จัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ของผู้ใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ส่วนด้านการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์นั้น เป็นการกำหนดขั้นตอนของการตั้งผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงให้ไปบังคับสิทธิในทางอาญา โดยมีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นศูนย์กลางดูแลกระบวนการต่างๆ ซึ่งปรากฏตามรายละเอียดของบันทึกความตกลงดังกล่าว เช่น ข้อ 2.2.4 เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้รับมอบอำนาจจะแจ้งรายชื่อตัวแทนผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อ 2.2.5 การดำเนินคดีละเมิดลิขสิทธิ์ทางอาญาดังกล่าวจะต้องประสานแจ้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา ข้อ 2.2.7 จะต้องแจ้งผลการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวแก่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประจำทุกเดือน เป็นต้น


2. การออกกฎหมายควบคุมการนำเข้าเครื่องจักรผลิตแผ่นซีดีและควบคุมการผลิต

มาตราฝ่ายปกครองในเรื่องที่เกี่ยวกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์นั้นได้รับการคุ้มครองที่เพิ่มเติมจากพระราชบัญญัติการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 โดยที่กฎหมายดังกล่าวได้แบ่งส่วนในการควบคุมดังต่อไปนี้คือ
ก. การควบคุมผู้ที่ครอบครองเครื่องจักรการผลิตคอมแพ็คดิส – ตามประกาศกระทรวงฉบับวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้ที่ครอบครองเครื่องจักรผลิตต้องแจ้งปริมาณเครื่องจักรที่สามารถใช้ในการผลิตและสถานที่เก็บเครื่องจักรดังกล่าวภายใน 7 วันนับแต่วันที่ครอบครองโดยแจ้งไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ พาณิชย์จังหวัดโดยทางไปรษณีย์ตอบรับ หรือ โทรสารก็ได้ ผู้ใดไม่แจ้งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทและปรับอีกวันละไม่เกิน 2,000 บาทจนกว่าจะแจ้ง

ข. การควบคุมผู้ผลิตหรือรับผลิตคอมแพ็คดิส ผู้ว่าจ้างผลิตคอมแพ็คดิส - บุคคลเหล่านี้ต้องแจ้งข้อมูลของแต่ละเดือนเป็นประจำทุกๆ เดือนภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการจัดทำบัญชีคุมสินค้าแสดงข้อมูลต่อไปนี้คือ ปริมาณการผลิต รับจ้างผลิตและว่าจ้างผลิต, ปริมาณการจำหน่าย ส่งมอบ, ปริมาณคงเหลือในแต่ละเดือน, รายชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อและว่าจ้างผลิต
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ซีดีได้แก่ Compact Disc, Digital Versatile Disc, Stamper
ส่วนอุปกรณ์ของเครื่องจักรได้แก่ Signal Processing System for Laser Beam Recorder, Equipment for spin coating glass master with a photo resist or non resist for laser beam recorder, Metaliser for laser beam recorder, Mould, Integrated Optical Disc Replication Line ฯลฯ ทั้งนี้อาจได้รับการยกเว้นตามประกาศกระทรวงพานิชย์ เรื่องการทำการผลิตและว่าจ้างทำการผลิตผลิตภัณฑ์ซีดีที่ไม่ต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2548 ข้อ 1
ค. การควบคุมผู้จำหน่าย ผู้ให้เช่าคอมแพ็คดิส วัสดุเทปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง- ให้บุคคลดังกล่าวจำหน่ายคอมแพ็คดิส แถบบันทึกภาพบันทึกเสียงที่บรรจุในซอง หรือภาชนะบรรจุที่มีชื่อผู้ผลิต, ผู้ว่าจ้างผลิตและเครื่องหมายการค้าของเจ้าของและผู้จำหน่ายต้องได้จดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทั้งนี้ในกรณีวัสดุเทปหรือโทรทัศน์ต้องมีการขออนุญาติจาก กองทะเบียน สนง ตำรวจแห่งชาติด้วย ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ง. การสร้างแรงจูงใจด้วยการให้สินบน(แก่ผู้ให้เบาะแส)และเงินรางวัลนำจับ(แก่เจ้าพนักงานที่เข้ายึด)- ตามประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา เรื่อง การกำหนดแบบรับแจ้งข้อมูลการกระทำละเมิด แบบขอรับเงินสินบน แบบขอรับเงินรางวัล วันที่ 19 พฤศจิกายน พศ 2547 ได้วางหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินรางวัลนำจับหรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานแก่เจ้าหน้าซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามกำหนดของคณะกรรมการวินิจฉัยจ่ายเงินรางวัล(ข้อ 23)เป็นผู้วางเงื่อนไขการขอรับเงินรางวัล

ตามระเบียบดังกล่าวได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากปัจจัยที่ว่าอัตราการจ่ายเงินรางวัลค่อนข้างสูง กล่าวคือ กรณีจับกุมได้ ณ โรงงานผลิตและสามารถยึดหรืออายัดเครื่องจักรที่ใช้ผลิตได้เครื่องหนึ่งจะได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท(เครื่องละ 1 ล้านบาท) (ข้อ 14.1)
การจ่ายเงินรางวัลดังกล่าวจะจ่ายให้แก่ผู้ยึดหรืออายัดผลิตภัณฑ์ซีดี หรือ เทป ในอัตราชิ้นละสามบาท ส่วนผู้ที่ให้เบาะแสจะได้เงินสินบนอัตราร้อยละ 10 ของเงินรางวัล(ข้อ 15)
การวางข้อกำหนดนี้ทำให้เจ้าหน้าที่มุ่งเน้นไปที่เครื่องจักรผลิตอันเป็นต้นเหตุที่สำคัญในการละเมิดสิทธิซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

การแจ้งข้อมูลการทำละเมิดให้แจ้งไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ เจ้าพนักงานสอบสวน หรือ ตำรวจที่มีหน้าที่จับกุม(ในท้องที่ที่เกิดความผิด) (ข้อ 10)(สังเกตว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ศุลกากร) และการจ่ายเงินรางวัลและสินบนเมื่ออัยการสั่งฟ้องกึ่งหนึ่ง และ จ่ายส่วนที่เหลือเมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุด(ข้อ 16) การจ่ายเงินสินบนดังกล่าวต้องทำการร้องขอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินฯ ตามเงื่อนไขข้อ 19

3. การออกคู่มือปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดฯ

ต่อมาได้มีร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ตามข้อที่ 4 บัญญัติให้ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งหรือมติคณะรัฐมนตรีใดที่กำหนดไว้แล้ว หรือ ขัดแย้งกับระเบียบดังกล่าวให้มาใช้ระเบียบการบริหารเพียงหนึ่งเดียวทำให้มาตรการป้องปราบของฝ่ายบริหารเกิดความเป็นเอกภาพมากขึ้น
อีกทั้งระเบียบดังกล่าวได้ให้นิยามคำว่า “ทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้องคุ้มครอง” ครอบคลุมไปทุกประเภทกล่าวคือ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ แบบผังภูมิวงจรรวม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และความลับทางการค้า (ทั้งนี้ไม่รวมถึงกฎหมายคุ้มครองพันธ์พืช) ทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจกว้างขวางในการป้องปราม(ข้อ 5)
ระเบียบนี้ยังได้จัดวางองค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการละเมิดที่เป็นหัวใจของการทำงานทั้ง 12 สถาบันได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลังซึ่งรวมถึง กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต กรมสรรพากร สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงพาณิชย์ซึ่งรวมถึง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการค้าภายในและกรมการค้านอก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณะสุข กระทรวงอุตสาหกรรมกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ(ข้อ 8)
องค์กรต่างๆ ดังกล่าวมีอำนาจบริหารจัดการตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ 34 ฉบับ (ดูข้อ 7)และมีอำนาจดำเนินการร่วมกันโดยผ่านการจัดการในสองลักษณะคือ

1) คณะกรรมการกลางในการบริหาร(คป ทป) ซึ่งกรรมการถูกแต่งตั้งมาจากองค์กรต่างๆที่กล่าวมา(ข้อ 10) มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการป้องปราบ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการย่อย เสนอแนะปัญหาและอุปสรรคให้รองนายกรัฐมนตรีและออกประกาศหรือระเบียบเพื่อปฏิบัติการ (ข้อ 12) ตามความเห็นส่วนตัวคิดว่าคณะกรรมการ ดังกล่าวมาจากการแต่งตั้งที่ซับซ้อนเกินไปเพราะประกอบด้วยหน่วยงานมากมายดังปรากฏในข้อ 10

2) ให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหน่วยงานกลางเป็นศูนย์ประสานงานเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร จัดทำแผนนโยบายการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องและประเมินผลการปฏิบัติงาน อีกทั้งประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อจัดวางระเบียบปฏิบัติและคู่มือเพื่อปฏิบัติงาน ทั้งนี้ให้รายงานผลการปฏิบัติงานแก่ คป ทป และนายกรัฐมนตรีทราบทุกๆ 3 เดือน (ข้อ 16) ทั้งนี้ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดแต่งตั้งบุคลากรและงบประมาณรายจ่ายและจัดส่งผลการปฏิบัติงานแก่กรมทรัพย์สินฯ(ข้อ 9)
ทั้งนี้กรมทรัพย์สินยังมีหน้าที่ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ในการเผยแพร่ข่าวสารด้านการปราบปราม สร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนให้เคารพกฎหมายและเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ เช่น การวางนโยบายการป้องปราบ (ข้อ 13)
ให้สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาร่วมกับกรมทรัพย์สินฯส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกเพื่อให้ครู นักเรียนเคารพในสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาไม่ทำการละเมิด

ตามระเบียบดังกล่าวมีสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่และเป็นความก้าวหน้าในการบริหารงานเรื่องดังกล่าวอย่างยิ่ง ตามข้อที่ 15 นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง หรือกรมทรัพย์สินฯอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานโดยให้ถือเป็นการปฏิบัติงานตามปรกติ ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีอาจกำหนดค่าตอบแทนด้วย คำสั่งโยกย้ายและยืมตัวบุคลากรดังกล่าวก่อให้เกิดความคล่องตัวในการป้องปรามอย่างยิ่ง

เมื่อผู้เสียหายได้ทราบว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเกิดขึ้นให้รีบดำเนินการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมหลักฐานดังนี้
ก) กรณีเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรให้แสดงทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยแสดงต้นฉบับและหนังสือรับรอง กรณีลิขสิทธิ์ให้แสดงหลักฐานการสร้างสรรค์งานและการโฆษณางานครั้งแรก
ข) ตัวอย่างสินค้าจริงและสินค้าปลอมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ เอามาเปรียบเทียบ
ค) หนังสือรับรองสถานะภาพของเจ้าของสิทธิตามกฎหมาย เช่น หนังสือรับรองนิติบุคคล หรือ บัตรประชาชนพร้อมคำแปลกรณีเป็นภาษาต่างชาติ
ง) กรณีมอบอำนาจให้บุคคลใดทำการแทนต้องแสดงหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว โดยมีการรับรองจากโนตารีหรือ กงสุลไทยในกรณีเป็นเอกสารต่างชาติ
และไปร่วมนำชี้เพื่อยึดสินค้าที่ละเมิดในการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปเป็นหลักฐานและกำหนดค่าเสียหายในภายหลัง การเข้าจับกุมและตรวจค้นในที่รโหฐานจะต้องมีคำสั่ง หรือ หมายศาลมาแสดงก่อนจึงจะทำการค้นได้ อีกทั้งการเข้าค้นต้องแจ้งสิทธิขั้นพื้นฐานแก่ผู้ถูกตรวจค้นด้วย

อย่างใดก็ตาม การปฏิบัติหน้าที่การป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าวของประเทศไทยกลับมิได้ให้ความสำคัญถึงหลักนิติรัฐ แต่ได้เน้นการดำเนินคดีอาญาเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นผลให้แนวทางการบังคับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีลักษณะที่แตกต่างไปประเทศฝรั่งเศส
เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดต่างๆที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านมาของไทยมิได้กระทำในลักษณะภาพรวม ในลักษณะของการวางนโยบาย หรือในลักษณะของการพัฒนาโครงสร้างของกระบวนการที่จะเอื้อต่อการป้องกันและการรักษาสิทธิของปัจเจกชน แต่กลับเป็นการที่องค์กรฝ่ายปกครองของรัฐเข้าไปจัดการและดำเนินการในรายละเอียดของทางปฏิบัติอย่างเจ้าของสิทธิเอง โดยมีการตั้งองค์กรฝ่ายปกครองให้เข้าไปติดตามจับกุมและตรวจค้นสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเอง ซึ่งอาจกระทบกับความเป็นกลางในฐานะของรัฐ นอกจากกรณีทั้ง 3 ดังที่ผู้วิจัยได้กล่าวมานี้ ยังมีอีกกรณีที่สมควรนำมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างของประเทศทั้งสอง นั่นคือการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาผ่านการกักกันของกรมศุลกากรดังต่อไปนี้

ข)มาตรการของฝ่ายปกครอง ณ จุดผ่านแดนโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งเศส

กรณีศึกษาของประเทศฝรั่งเศส

ในขณะที่ประเทศไทยใช้มาตรการฝ่ายปกครองอย่างจริงจัง ประเทศฝรั่งเศสกลับใช้มาตรการดังกล่าวเพียงเท่าที่จำเป็นโดยผ่านกรมศุลกากร ทั้งนี้มาตรการหลักของกรมศุลกากรฝรั่งเศสคือการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนด้วยกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง

1 ความเป็นมาของระบบศุลกากรฝรั่งเศสและการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาของข้อบังคับสหภาพยุโรป

การกักสินค้า คือ มาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนสินค้าจะเข้าสู่ดินแดนเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายในภายหลัง ก่อนที่จะมีการบังคับคดีซึ่งเทียบได้กับมาตรการสืบค้นหาพยานและคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องอันเป็นมาตรการยับยั้งไม่ให้ความเสียหายบานปลาย ในขณะที่การตรวจค้นยึดโดย เจ้าพนักงานเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เองซึ่งไม่ต้องรอการร้องขอจากฝ่ายผู้เสียหายถ้าน่าเชื่อได้ว่าจะมีการกระทำผิดเกิดขึ้น (อำนาจตาม ประมวลกฎหมายศุลกากร) เจ้าหน้าที่ศุลกากรฝรั่งเศสมีอำนาจหน้าที่หลักๆ คือ 1) การยึดริบสินค้า ณ จุดผ่านแดนที่เห็นได้โดยชัดแจ้งซึ่งเป็นอำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่ 2) การตรวจค้นสินค้าน่าสงสัย ณ ด่านศุลกากรและกักกันสินค้าตามคำร้องขอของผู้เสียหายโดยตรง
ความเป็นมาในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยมาตรการกักสินค้า ณ จุดผ่านแดนตามกฎหมายฝรั่งเศสมีที่มาจากข้อบังคับสหภาพยุโรปฉบับต่างๆ เช่น ข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 3842/86 ( Règlement du Conseil n° 3842/86 du 1er décembre 1986.) และต่อมาได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 3295/94 (Un règlement du Conseil n° 3295/94 ) และต่อมาได้แก้ไขเพิ่มเติมเป็นข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 (règlement du conseil n° 1383/2003 du 22 juillet 2003)

2 การเกิดขึ้นของข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 เกี่ยวกับการกักสินค้า ณ จุดผ่านแดนและความพยายามให้เกิดเอกภาพ

เนื่องจากข้อบังคับสหภาพยุโรปฉบับเดิมใช้เฉพาะเครื่องหมายการค้า และมีข้อจำกัดอื่นๆ ต่อมาจึงได้ออกข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 หลักเกณฑ์ที่ออกโดยข้อปฏิบัติแห่งสหภาพยุโรปฉบับใหม่ได้พัฒนาขอบเขตไปมากโดยการนำเสนอของนาย Bolkenstein ดังต่อไปนี้

ก) การขยายประเภทสินค้าที่สามารถคุ้มครองได้
ข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003 บัญญัติถึงการขยายการคุ้มครองไปสู่ทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภทและขยายขอบเขตในการตรวจจับโดยที่สามารถตรวจจับได้แม้แต่นักท่องเที่ยวรายย่อยๆ ที่ทยอยขนมาที่ละน้อย ในกรณีที่ตรวจพบของปลอมในปริมาณพอควร เจ้าหน้าที่ศุลกากรอาจตรวจยึดโดยมองว่าเป็นการนำเข้าเพื่อการค้าได้

ข) ทำให้กระบวนการร้องขอกักกันสินค้าง่ายขึ้น
เมื่อมีเหตุต้องสงสัยว่าสินค้าที่นำเข้ามาดังกล่าวเป็นของปลอม เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสามารถร้องขอต่อต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรโดยเขียนคำร้อง ต่อที่ที่มีเขตอำนาจ ทั้งนี้การปรับใช้หลักการละเมิดสิทธิเป็นไปตามกฎหมายของรัฐที่จับกุมได้ เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาอาจร้องขอพร้อมๆ กันหลายประเทศได้ถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรป สินค้าปลอมดังกล่าวไม่สามารถนำเข้ามาในเขตศุลกากร ,นำออกจากเขตศุลกากร ,ปล่อยสินค้าให้เป็นอิสระ ,ส่งออก ,ส่งกลับ ,เก็บไว้ที่เขตปลอดหรือคลังสินค้า
ตามข้อบังคับสหภาพยุโรปที่ 1383/2003ได้ให้คำจำกัดความของบุคคล นิติบุคคลผู้ที่สามารถเสนอเจ้าของ หรือ ผู้รับมอบอำนาจ เพื่อใช้สิทธิดังกล่าวและวิธีในการร้องขอ
ตามมาตรา 5-7 ได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการใช้สิทธิของผู้เสียหายสำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดย่อมด้วยการยกเลิกหลักการวางเงินมัดจำก้อนใหญ่ในกฎหมายเก่าเพื่อเพิ่มความสะดวกแก่องค์กรขนาดเล็กในการร้องขอด้วยการยกเว้นค่าธรรมเนียมคำร้องขอกักกันสินค้า กฎหมายใหม่บัญญัติให้แทนที่ด้วยการทำข้อตกลงของฝ่ายผู้ทรงสิทธิในขณะยื่นคำร้องขอกับศุลกากรโดยเขียนยืนยันความรับผิดชอบในกรณีเกิดความเสียหาย
ตามข้อบังคับใหม่ให้อำนาจผู้ร้องริบตัวอย่างสินค้าต้องสงสัยดังกล่าวเพื่อนำไปพิสูจน์ทางเทคนิค และตามมาตรา 11 เพิ่มประสิทธิภาพแก่การกักสินค้าด้วยการให้อำนาจในการทำลายสินค้าที่ถูกกักเพื่อลดปัญหาไม่มีที่เก็บสินค้าและให้เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นผู้รับผิดชอบ
การร้องขอต่อศุลกากรเพื่อกักกันสินค้า( เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นๆ ) มีกระบวนการในการร้องขอโดยผู้เสียหายต้องร้องขอโดยการเขียนคำร้องยื่นต่อ DNRED ด้วยการเขียนจดหมายและสามารถต่ออายุได้ทุกๆปี โดยในปัจจุบันนี้สามารถร้องขอผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า MUSYC โดยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายสามารถส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบก่อน

หลังจากที่มีการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะส่งเรื่องให้อัยการ ผู้ร้องเรียนและผู้ครอบครองสินค้าหรือผู้นำเข้าสินค้าที่ถูกกักกันดังกล่าวมาพร้อมกันเพื่อตรวจสภาพและปริมาณสินค้าดังกล่าว
กรณีที่ตรวจเอกสารสิทธิและผ่านการเห็นชอบแล้ว DNRED จะส่งข้อมูลไปยังศุลกากรเพื่อตรวจสอบสินค้าต่อไป อำนาจของผู้ร้องดังกล่าวมีระยะเวลาใช้สิทธิเพียงหนึ่งปีซึ่งถ้าจะใช้ต่อต้องยื่นคำร้องแสดงความจำนง ในกรณีที่เห็นการนำเข้าสินค้าละเมิดสิทธิฯอย่างเด่นชัด เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีอำนาจกักสินค้าได้เองโดยไม่ต้องผ่านการร้องขอเบื้องต้น (เป็นดุลพินิจ) ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่จะกักสินค้าไว้สามวันรอจนกว่าผู้มีส่วนได้เสียมาดำเนินการซึ่งภายในระยะเวลาดังกล่าวผู้มีส่วนได้เสียต้องรีบติดต่อกับ DNRED เพื่อแสดงความจำนง
กระบวนการที่ทำการกักสินค้าไว้ (La procédure de retenue en douane) มีหลักดังต่อไปนี้
เจ้าหน้าที่ต้องทำหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง(Le travail de surveillance des douanes)
หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจาก DNRED เจ้าหน้าที่ศุลกากรต้องเข้ามาตรวจสอบสินค้าด้วยความระมัดระวัง สินค้าดังกล่าวคือสินค้าที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ เช่น เครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ เป็นผู้แจ้งเพื่อให้ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบฐานข้อมูลรูปประพรรณทรัพย์สินทางปัญญา (เช่น สินค้าที่มีตราเครื่องหมายการค้า หรือ สินค้าที่มีลิขสิทธิ์) ได้ที่ฐานข้อมูลกลางออนไลน์ของ DNRED

การกักสินค้าที่สันนิษฐานว่าเป็นของปลอม(La retenue de marchandises présumées contrefaisantes)

Les compétences "ex officio" -อำนาจของศุลกากรในลักษณะนี้เป็นอำนาจสั่งคดีโดยไม่ต้องรอคำร้องขอจากผู้ร้องซึ่งเป็นอำนาจดุลพินิจของเจ้าหน้าที่สามารถสั่งกักกันสินค้าได้ทันที(คล้ายกับการจับโดยไม่มีหมายจับในกฎหมายไทย)
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ฯจะใช้อำนาจดุลพินิจสั่งการดังกล่าวได้ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ชัดแจ้งเพียงพอเมื่อตรวจดูสินค้าแล้ว ทังนี้จะกักกันได้เพียงแค่ 3 วัน ดังนั้นจึงต้องรีบแจ้งแก่เจ้าของสิทธิเพื่อมาตรวจสอบโดยด่วน มิฉะนั้นเมื่อเลยเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่จะปล่อยสินค้า เมื่อใกล้จะเกินกำหนด 3 วัน โจทก์ต้องรีบดำเนินการแบบทั่วไปโดยการร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ (ให้กักกันต่อภายใน 10 วัน) ถ้าตนประสงค์จะกักสินค้าดังกล่าว ถ้าไม่ร้องขอก็ให้ดำเนินการปล่อยสินค้า เมื่อมีการกักสินค้าแล้วต้องรีบแจ้งแก่อัยการ ผู้ร้องและผู้ที่สินค้าถูกกักกันทันที หลังจากตรวจพบสินค้าต้องสงสัยดังกล่าวด้วยตัวเอง และในกรณีที่ผู้ร้องยืนยันว่าให้กักสินค้าก็จะเข้าสู่กระบวนการกักกันผู้ร้องขอต้องดำเนินคดีภายใน 10 วัน

ท่านอาจารย์ Pollaud-Dulian เห็นว่าการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนมีประโยชน์สองอย่างคือ 1. เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการสืบเสาะหาพยานเพราะกรณีดังกล่าวสามารถกักสินค้าเอาไว้เป็นหลักฐาน และ 2. สามารถสืบหาแหล่งที่มาและเจ้าของสินค้าดังกล่าวได้และจุดมุ่งหมายปลายทางของสินค้านั้น
มาตรากักสินค้า ณ จุดผ่านแดนนี้เป็นมาตรการเฉพาะที่แยกออกมาจากกฎหมายทั่วไปในการสืบค้นหาพยานหลักฐานและยังเป็นบทลงโทษด้วย ดังนั้นผู้ร้องจึงควรดำเนินการโดยด่วนภายในระยะเวลา 10 วัน ในกรณีของกฎหมายลิขสิทธิ์ เมื่อเกิน 10 วันแล้วผู้ร้องไม่สามารถหาพยานหลักฐานมายืนยันย่อมทำให้ต้องยกเลิกการกักกันสินค้าดังกล่าวไป แต่ถ้าหาพยานมาชี้ชัดได้ก็ทำให้สามารถกักต่อไปได้อีก (ไม่เกิน 10 วัน) ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา L. 335-10 CPI และ L 716-8 du CPI.
หลักในการเริ่มนับระยะเวลากักกันสินค้าคือ ให้เริ่มนับจากวันที่มีการแจ้งให้กักสินค้าโดยเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาผู้ได้รับความเสียหายที่ร้องขอมา ในเวลาดังกล่าวผู้เสียหายต้องเลือกว่าจะดำเนินการสืบค้นพยานและขอคุ้มครองชั่วคราวสินค้าดังกล่าว หรือ จะดำเนินคดีแพ่งหรืออาญา
เจ้าหน้าที่จะให้ข้อมูลทุกอย่างที่จำเป็นแก่ผู้ร้อง เช่น ชื่อ ที่อยู่ของผู้ครอบครองสินค้า, จุดหมายปลายทางและผู้นำเข้า (โดยไม่ขัดต่อมาตรา 59 ประมวลศุลกากร )

กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศไทย

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ผู้เขียนพบว่าแนวทางในการคุ้มครองสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรของประเทศไทยนั้นแตกต่างออกไปและไม่เป็นที่นิยมดังเช่นประเทศฝรั่งเศส แนวทางของประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ 1) การกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนสำหรับสินค้าต้องห้ามต้อกำกัดโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร 2) การขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องและขอไต่สวนสืบพยานฉุกเฉินโดยการร้องขอต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้กักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดน ซึ่งทั้งสองมาตรการดังกล่าวแทบจะไม่มีการใช้งานเนื่องจากความนิยมของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยมุ่งเน้นไปที่การดำเนินการของฝ่ายปกครองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยมุ่งอำนวยความสะดวกในการนำเข้าส่งออกเป็นอย่างมากทำให้มาตรการกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนไม่เข้มงวด ทั้งนี้ได้มีการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรลง ตามมาตรา 4 พระราชบัญญัติศุลกากรได้กำหนดด่านศุลกากรแยกตามประเภทคือ ท่าเรือ 17 แห่ง, สนามบิน 14 แห่งและที่เพื่อการนำเข้าส่งออกอันเป็นสถานที่ทางบก ซึ่งรวมไปถึงด่านศุลกากรทางไปรษณีย์ด้วย ดังนั้น การระบุเขตของศุลกากรดังกล่าวมีความสำคัญต่อความรับผิดของจำเลยอย่างมากเพราะตามมาตรา 10 ทวิได้บัญญัติว่า “การจะนำของใดๆเข้ามา จะเป็นผลสำเร็จเมื่อเรือที่นำของเข้าได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของลงจากเรือ” ดังนั้นเขตศุลกากรจึงสำคัญต่อการวิเคราะห์ว่าความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่
เมื่อดูในเรื่องการละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ณ จุดผ่านแดน จุดที่มีการเฝ้าระวังเป็นบริเวณพิเศษ(RED ZONE) อยู่ที่ทางภาคเหนือได้แก่ ด่านศุลกากรแม่สาย เชียงของ เชียงแสน แม่สอด ซึ่งจุดดังกล่าวได้มีการลักลอบนำสินค้าปลอมแปลงจากประเทศจีนตอนใต้ (Shenzhen) โดยผ่านมายังประเทศพม่า สินค้าดังกล่าวได้แก่พวกสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ โดยมีการเปิดร้ายค้ามากมายในเขตพม่า ซึ่งผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีด่านศุลกากรทางไปรษณีย์ที่แม่สาย ทั้งๆที่การส่งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ใช้วิธีสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตจากบริเวณดังกล่าว
ส่วนทางภาคใต้ ได้แก่ ด่านศุลกากรสะเดา, ปาดังเมซาร์ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีการลักลอบนำเข้าสินค้าปลอมแปลงเทคโนโลยีสิทธิบัตรอันเนื่องจากโรงงานผลิตสินค้าเหล่านี้อยู่ในประเทศมาเลเซียและบริเวณใกล้เคียง ยิ่งไปกว่านั้น เขตทางตอนใต้ที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรอาชญากรรมได้แก่ด่านศุลกากรปัตตานี นราธิวาส ตากใบ เขตดังกล่าวเป็นเขตอันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากมีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ขายสินค้าปลอมแปลงทั้งยาเสพติดเพื่อแลกกับอาวุธสงคราม
การคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยกรมศุลกากรไทย ณ จุดผ่านแดนนั้นประกอบไปด้วยกฎหมายดังต่อไปนี้

1. พระราชบัญญัติศุลกากร(ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2542 (The Thai Custom Act (n°16) BE 2542)
2. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2530(The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2530(14 oct 1987)
3. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์พ.ศ. 2536 (The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2536(N°94)
4. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์พ.ศ. 2536 (The ministry of Commerce’s Notification on the Exportation out of and Importation into the Kingdom of Goods BE. 2536(N°95)
5. ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2536 (Notification of Ministry of Commerce on import goods in the Kingdom (Volume 96) B.E. 2536.)
6. ประกาศกรมศุลกากรว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลขที่ 6/2531( The Notification of Customs Department No. 6/2531)
7. ประกาศกรมศุลกากรว่าด้วยการส่งออกและนำเข้าสินค้าที่มีลิขสิทธิ์เลขที่ 28/2536(The Notification of Customs Department No. 28/2536 (Practical rules on copyright infringement)
สังเกตว่ามาตรการกักกันสินค้าโดยศุลกากรของไทยมุ่งคุ้มครองเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญาประเภทเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์เท่านั้น ในขณะที่กรมศุลกากรฝรั่งเศสมุ่งคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท และถึงแม้ว่ากรมศุลกากรของทั้งสองประเทศต่างก็มีอำนาจดุลพินิจเหมือนกันในการกักกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่กรมศุลกากรไทยนั้นแทบจะไม่ใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวเลยถ้าไม่มีการร้องขอให้กักกันโดยผู้เสียหายโดยตรง หรือ มีการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนฟ้องกรณีขอกักกันสินค้า ณ จุดผ่านแดนโดยศาล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรไทยไม่สามารถแยกแยะได้เองว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่แท้จริง หรือ สินค้าละเมิดสิทธิในกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

3. ปัญหาและแนวทางแก้ไข

จากการศึกษาเปรียบเทียบหลักกฎหมายที่เกี่ยวกับองค์กรที่บังคับใช้กฎหมายและมาตรการของรัฐ ทำให้ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาในเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นที่องค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจ ศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการ โดยผู้เขียนขออธิบายถึงปัญหาต่างๆและแนวทางการแก้ไขดังต่อไปนี้

1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก)

ในทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น โดยความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสำหรับตำรวจนั้นมีอยู่สองประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ
ประเด็นแรก ผู้เขียนพบว่าแม้ตำรวจจะมีอำนาจเต็มในการดำเนินการ แต่ก็เป็นการยากที่ระบุชี้ชัดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือสินค้าปลอมแปลง ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานจะนำเรื่องความผิดซึ่งหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญามาตรา 87 มาพิจารณาย่อมเป็นเรื่องยากและเป็นความเสี่ยงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานด้วย ดังนั้นถ้าเจ้าพนักงานไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ย่อมเป็นเรื่องยาก โดยทั่วไปอำนาจหน้าที่ของตำรวจเกี่ยวกับการกระทำความผิดอาญาหรือการสอบสวนคดีอาญานั้นครอบคลุมถึงการกระทำความผิดอาญาทุกประเภท และตำรวจมักดำเนินการไปตามนโยบายของผู้บริหารเป็นสำคัญ ในการดำเนินการกับเรื่องดังกล่าวนี้ตำรวจใช้หลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นหลัก ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์เดียวกับการสืบสวนสอบสวนและการดำเนินการตามหมายอาญาในคดีอาญาทั่วไป โดยมิได้มีหลักเกณฑ์อื่นเป็นพิเศษ นอกจากนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีต่างๆ เช่น การจับกุม การตรวจค้น เป็นต้น เป็นกรณีๆ ไป โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติและแจ้งให้พนักงานตำรวจปฏิบัติตามปรากฏตามบันทึกข้อความในแต่ละเรื่อง แต่ไม่มีการแบ่งแยกแนวทางปฏิบัติในกรณีของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกต่างหากแต่ประการใด ตัวอย่างแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ เช่น แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ. อาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในการจับ การควบคุม และการค้น โดยเทียบเคียงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเพิ่มเติมรายละเอียดในทางปฏิบัติเข้าไปในแต่ละเรื่อง
ในเรื่องดังกล่าวนี้ ประเทศฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ที่เด่นชัดเช่นเดียวกัน เนื่องจากปัญหาของฝรั่งเศสไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศ แต่เป็นปัญหาการนำเข้าสินค้าละเมิดสิทธิฯจากภายนอกประเทศ
ประเด็นสุดท้ายนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ปัญหาเรื่องความผิดอาญาอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว เช่น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ มาตรา 66 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 272 สำหรับเครื่องหมายทางการค้า ด้วยเหตุที่กฎหมายในเรื่องดังกล่าวบัญญัติให้เป็นความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาในการทำหน้าที่ของตำรวจอย่างมากเพราะนอกจากตำรวจไม่สามารถเริ่มต้นคดีได้เองถ้าไม่มีผู้ใดร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว ถ้ามีผู้เสียหายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอนคำร้องทุกข์ดังกล่าวเมื่อยอมความกัน คดีที่เจ้าหน้าที่ลงแรงมาก็จะสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)
ปัญหาที่กล่าวมานี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะการดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้เสียหายเป็นหลัก ในทางตรงกันข้าม ประเทศฝรั่งเศสนั้นมีหลักกฎหมายเรื่อง Electa una via ซึ่งไม่ยินยอมให้ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้เองเป็นการส่วนตัว แต่จะต้องเป็นการดำเนินคดีผ่านเจ้าพนักงานอัยการเสมอ การวางหลักดังกล่าวไว้ในกฎหมายอาญาส่งผลดีต่อกระบวนพิจารณามากกว่ากฎหมายไทยเพราะเมื่อไม่มีการดำเนินคดีแบบคู่ขนานเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดปัญหาแบบกฎหมายไทยที่เมื่อผู้เสียหายโดยส่วนตัวนำคดีไปฟ้องเอง แต่หลักฐานไม่เพียงพอจนศาลยกฟ้องไปย่อมตัดอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการอีก

2. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (กสพ)
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นไม่ผิดไปจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษเคยให้ความเห็นเอาไว้ ทั้งนี้ได้ให้เหตุผลไว้ว่า การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายหน่วยงานมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาจะก่อให้เกิดปัญหาการทำงานทับซ้อนกันโดยไม่มีหน่วยงานกลางมาเป็นผู้กำหนดขอบเขตรับผิดชอบในคดีอาญา ในส่วนที่เกี่ยวกับคดีทรัพย์สินทางปัญญานั้น ปัญหาเกิดขึ้นจาก “ประกาศคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ) ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2547” ซึ่งกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 28 (1) ของพระราชบัญญัติกรมสอบสวนคดีพิเศษครอบคลุมไปถึงคดีความผิดตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งสิ่งของหรือสินค้าดังกล่าวมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อเป็นดังนี้ย่อมเป็นปัญหาในการตีความว่า “สินค้าอันมีมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป” จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการวัดมูลค่าของสินค้า เรื่องดังกล่าวนำมาสู่ปัญหาการทับซ้อนของการทำงานระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรจะแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ให้ชัดเจนด้วย

3. กรมศุลกากร
สำหรับกรมศุลกากร ปัญหาต่างๆที่ควรต้องแก้ไขในกฎหมายไทยนั้น ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้
ก) เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ทางปกครองเลย(Ex offocio) เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ยกเว้นความรับผิดที่ชัดเจนแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการปฏิบัติงานกรณีที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากมากในการแยกแยะสินค้าว่าปลอมแปลงหรือไม่เนื่องจากสินค้าดังกล่าวปลอมแปลงมาจากโรงงานหรือแหล่งผลิตเดียวกันทำให้อาจคิดไปได้ว่าเป็นการนำเข้าซ้อนแทนที่จะเห็นว่าเป็นสินค้าละเมิดสิทธิฯ
ข) กรมศุลกากรไม่มีหน่วยงานกลางในการรับเรื่องคำร้องเพื่อสั่งการไปยังด่านต่างๆ เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้รับเรื่องไม่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจสอบวินิจฉัยสินค้าจะส่งเรื่องกลับไปที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้ฝ่ายทะเบียนตรวจดูว่าเป็นสินค้าปลอมแปลงหรือไม่ จึงเป็นการทำงานที่เสียเวลา ในทางตรงกันข้าม กรมศุลกากรประเทศฝรั่งเศสมีหน่วยงานกลางมารับผิดชอบเพื่อตรวจสอบความแท้จริงของสินค้า (DNRED)
ค) หลักเกณฑ์ในการร้องขอกักกันแต่ละครั้งต้องมีการยื่นเอกสารใหม่ทุกครั้ง ซึ่งทำให้การขอล่าช้าและไม่สะดวก ในทางตรงกันข้าม ฝรั่งเศสมีระบบยื่นครั้งเดียวและขอต่อได้ทุกๆ ปีซึ่งสะดวกกว่าหลักเกณฑ์ของไทย
ง) ตามประกาศกรมศุลกากรฯ ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ร้องขอกักกันสินค้าต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดมีราคาสูงมากและไม่มีรายละเอียดกำหนดค่าใช้จ่ายใดๆบ้าง ทำให้ผู้ร้องขอกักกันสินค้าไม่กล้าร้องขอให้กักกันสินค้าดังกล่าว
จ) ไม่มีหลักเกณฑ์ให้อำนาจแก่ศุลกากรสั่งผู้ร้องขอกักกันสินค้าวางทรัพย์เป็นประกันในการร้องขอ
ฉ) การกักกันสินค้าของประเทศไทยนั้น นอกจากการนำเข้าแล้วก็ควรจะรวมไปถึงการส่งออกสินค้าและการส่งผ่านสินค้าด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนที่เป็นสินค้าละเมิดสิทธิฯของนักท่องเที่ยวรายย่อยนั้นก็สมควรที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถใช้ดุลพินิจยึดริบสินค้าดังกล่าวได้ด้วย
4. สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด
โดยหลักแล้ว สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วางแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ดังต่อไปนี้
1) อัยการมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 28 แต่อัยการไม่มีอำนาจสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 เว้นแต่คดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาญาจักรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 20 หรือ คดีที่พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 ให้แก่สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา
2) อัยการมีอำนาจดุลพินิจในการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 143 (ก) หรือ เห็นควรสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและส่งพยานมาซักถามเพื่อสั่งการต่อไปซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อคดีอย่างมาก

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าพนักงานอัยการนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาการสอบสวนคดีความผิดอันยอมความได้ดังที่ได้กล่าวมาในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องมาจากคดีบางประเภท เช่น คดีละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นเป็นความผิดอันยอมความได้ ดังนั้นเจ้าพนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ต่อเมื่อผู้เสียหายได้ดำเนินการร้องทุกข์เสียก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 และปัญหาที่สำคัญก็คือ ผู้ร้องทุกข์นั้นเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายรึไม่อันเป็นปัญหาการพิจารณาสถานะของผู้เสียหายที่ยากพอสมควรและต้องพิจารณาตามลำดับคือ
ก) งานสร้างสรรค์นั้นอยู่ในงานประเภทที่มีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายรึไม่ ซึ่งหากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวก็จะส่งผลให้ไม่มีอำนาจฟ้องได้ และควรพิจารณาประกอบว่างานสร้างสรรค์ดังกล่าวได้มีการโฆษณางานหรือไม่ งานดังกล่าวอยู่ในอายุความคุ้มครองตามกฎหมายรึไม่ และมีข้อยกเว้นการละเมิดสิทธิด้วยรึไม่
ข) ผู้เสียหายดังกล่าวเป็นผู้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในฐานะใด เช่น เป็นผู้สร้างสรรค์ หรือได้มาด้วยเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย เรื่องดังกล่าวนี้มีข้อสังเกตว่า ถึงแม้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 62 จะมีบทสันนิษฐานที่เป็นคุณแก่โจทก์ว่างานที่มีการฟ้องคดีนั้นเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ แต่ก็ต้องได้ความในเบื้องต้นด้วยว่าผู้ร้องทุกข์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นพนักงานอัยการก็ไม่มีอำนาจฟ้อง
ค) ผู้เสียหายได้มอบอำนาจให้มาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารึไม่ โดยเฉพาะการมอบอำนาจช่วงของนิติบุคคล ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าผู้ลงนามในนิติบุคคลนั้นมีอำนาจรึไม่และได้มอบอำนาจกับมอบอำนาจช่วงต่อกันมาโดยไม่ขาดสายโดยที่หนังสือมอบอำนาจให้อำนาจกับผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจช่วงด้วยรึไม่ หรือในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต่างประเทศเป็นผู้เสียหาย ก็ต้องมีคำแปลอย่างชัดแจ้งด้วย
การพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงหรือไม่ในระยะเวลาจำกัดถือว่าเป็นเรื่องยากสำหรับพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เรื่องดังกล่าวยังส่งผลต่อการทำหน้าที่ของพนักงานอัยการเนื่องจากพนักงานอัยการจะไม่บรรยายฟ้องโดยปราศจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนสอบสวนของเจ้าพนักงานสอบสวน เพราะอาจเป็นเหตุให้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องจนศาลสั่งยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192
โดยทั่วไปพนักงานอัยการจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมและก่อนที่จะมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ให้พนักงานอัยการพิจารณาพยานหลักฐานให้แน่ชัดเสียก่อนว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิดหรือไม่ ถึงแม้จะมีคำรับสารภาพของผู้ต้องหาแล้วก็ตามถ้าไม่เป็นที่แน่ชัดก็สั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมเนื่องจากตามระเบียบกรมอัยการว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2528 เปิดช่องให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจสั่งสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเมื่อผู้ต้องหา หรือ ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องร้องขอ
เมื่อปัญหาของคดีละเมิดลิขสิทธิ์เกิดจากการบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ทำให้ประสิทธิภาพของกฎหมายในเรื่องดังกล่าวเกิดความบกพร่องอย่างร้ายแรงแม้จะใช้มาตรการฝ่ายปกครอง(กรมทรัพย์สินทางปัญญา, ตำรวจและกรมสอบสวนคดีพิเศษ)ที่รุนแรงเพียงใดก็ตาม ผลลัพย์ที่ได้ก็คือความสูญเปล่าทั้งงบประมาณในการปราบปรามและผลเสียต่อสังคม เนื่องจากใช้กฎหมายอาญาจนฟุ่มเฟือย เรื่องดังกล่าวปรากฎชัดในทัศนะคติของผู้ใช้กฎหมาย ดังนั้นผู้เขียนจึงเห็นว่าควรยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าวนี้

ประเด็นปัญหาทั้งหมดที่ผู้เขียนกล่าวมานี้เป็นปัญหาที่รัฐควรจะต้องใส่ใจและผู้เขียนหวังว่าแนวทางที่เสนอแนะไปจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาให้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเกิดประสิทธิภาพสูงสุด


บรรณานุกรม

หนังสือตำราไทย บทความวิชาการ
1. วัชระ อยู่หุ่น, “ยรรยวง พวงราชกับความเป็นไปได้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญา” เอกสารภาษีอากร 152 (พฤษภาคม 2537)
2. วันชัย ปุสสเด็จ, การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารงานป้องกันและปราบปรามของกรมศุลกากร, วารสารกรมศุลกากร ปีที่ 7 ฉบับที่ 47 (มีนาคม-เมษายน 2538)
3. สุรพล ไตรเวทย์, “การสอบสวนคดีพิเศษ” พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน, มกราคม 2549)
งานวิจัยไทย
1. Jumpol Pinyosinwat, « A Comprehensive Research to Provide The Guideline for IP Enforcement: Copyright Infringement by Performing or Singing The Musical Work », Final Report, The National Research Institution, éd.1, 2006
2. Sataya ARUNTAREE, « The Enforcement of IPRS :The Role of Attorney General “, Final Report, Institution of Justice, Ministry of Justice., 1998
หนังสือตำราต่างประเทศ
1. Phillippe BELLOIR, « Le délit pénal de contrefaçon œuvres logicielles et multimédias », thèse, L’université de Rennes I, 30 Janvier 1999
2. E. Vilmart, « Contrefaçon de marque rôle des douanes », J-Cl. Marque, fasc. 7530.
3. Juris-classeur Propriété littéraire et artistique, Fasc. 1612
4. P. VERON, «Saisie-contrefaçon », Dalloz référence, 2ème édition 2005
5. Frédéric Pollaud-Dulian, Le droit d'auteur, Economica, 1 édition, 2005, n°1300

กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง (ไทย)
1. ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536 ประกาศ ณ วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2536
2. คู่มือการปฏิบัติงานตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536
3. ระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยวิธีปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536
4. คู่มือการปฏิบัติงานตามระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วย วิธีปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการบริหารกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2536
5. คำสั่งกรมอัยการ ที่ 244/2530 สั่ง ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2530
6. คำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดที่ 442/2540 เรื่องการจัดระเบียบบริหารข้าราชการและการแบ่งส่วนราชการ (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2540
7. พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534
8. กฏกระทรวงว่าด้วยการกำหนดผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พศ 2548
9. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการกำหนดผลิตภัณฑ์ซีดีและอุปกรณ์ของเครื่องจักร พศ 2548 มาตรา 1
10. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลหรือเงินสินบนคดีผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีดีหรือผลิตภัณฑ์เทปที่ละเมิดต่อกฎหมาย พ.ศ. 2547 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546
11. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลหรือเงินสินบนคดีผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซีดีหรือผลิตภัณฑ์เทปที่ละเมิดต่อกฎหมาย พ.ศ. 2547
12. บันทึกข้อความของกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 0004.6/1378 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2548 เรื่อง แนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแก่ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2547
13. นโยบายและแนวทางในการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งได้ให้ไว้เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2538 ในเรื่องการอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาโดยทั่วไปของอัยการ
14. Memorandum of Understanding on the cooperation of the Relevant Government Agencies and the Private Sector to Prevent and Suppress the Smuggling of Infringing Products
15. Memorandum of Understanding on the cooperation of the Relevant Government Agencies on the Enforcement of IPRs
16. Memorandum of Understanding on the Prevention and Suppression of the Distribution of Pirated Products
17. Memorandum of Understanding on the Cooperation for the Prevention and Suppression of Pirated Products

กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง (ต่างประเทศ)

1. Décret n° 2005-1298 du 20 octobre 2005 portant attribution de compétences dans le domaine de la lutte contre la contrefaçon, Journal officiel 246 du 21 octobre 2005.
2. Un décret n°94-836 du 27 septembre 1994 - JO du 29 septembre 1994.
3. La loi du 4 janvier 1991 ou Perben I
4. La loi n°94-102 du 5 févier 1994 ou « LONGUET ».
5. Code de Douanes
6. La loi n° 2007-1544 du 29 octobre 2007
7. La première proposition de la Commission - COM(93) 329 final
8. Règlement (CE) n° 3295/94 du Conseil du 22 décembre 1994, fixant des mesures en vue d'interdire la mise en libre pratique, l'exportation, la réexportation et le placement sous un régime suspensif des marchandises de contrefaçon et des marchandises pirates, JOCE, L. 341 du 30 décembre 1994
9. Règlement 1383/2003 du Conseil du 22 juillet 2003 concernant l'intervention des autorités douanières à l'égard de marchandises soupçonnées de porter atteinte à certains droits de propriété intellectuelle ainsi que les mesures à prendre à l'égard de marchandises portant atteinte à certains droits de propriété intellectuelle, Journal Officiel de l'Union Européenne, L. 196 du 2 août 2003

ข้อมูลสถิติต่างๆ
1. ฝ่ายแผนงานและสารสนเทศ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง, คดีทรัพย์สินทางปัญญาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ดู กรมทรัพย์สินทางปัญญา- http://www.ipthailand.org

6 commentaires:

KarieS美航嘉雯 said...

火辣歐美女優 777美女dvd影片無碼 666美女 美女人影 性美女 熱辣美女 美女漫畫 免費性感美女影片 洋妞美女圖 日本浣腸排泄美女 美女試看 找美女 美女報時器 美女看片 歐美美女圖 加入會員送點視訊辣妹秀 ut聊天辣妹 showlive影音視訊辣妹聊天網 live視訊辣妹 辣妹交友視訊 辣妹比基尼 辣妹情色貼圖 辣妹寫真貼圖 辣妹內衣 辣妹貼圖偷拍 辣妹高潮 辣妹視訊館 辣妹視訊短片 辣妹裸體影片 辣妹裸體照 辣妹露胸部 辣妹脫衣影片 辣妹相簿 辣妹的裸體 辣妹牆 正妹,辣妹性交 歐朋辣妹寫真穿邦 歐朋電視台辣妹寫真影片 歐朋電視辣妹總動員方 桃園中元普渡鋼管辣妹秀 本土辣妹貼圖 本土辣妹鋼管秀 本土自拍辣妹 會動的性感辣妹影片 日本性感辣妹 日本辣妹自拍 成人視訊辣妹秀 情色辣妹貼圖 性感人妻辣妹自拍 性感辣妹免費影片 性感辣妹視訊網 性感辣妹裸照 性感美女辣妹 巨乳辣妹視訊影片 巨乳辣妹裸體

W1219estonMitcham said...

cool blog,期待更新........................................

PorshaCoghlan梁子珠 said...

成人色情圖片激情聊天室火辣美眉520sex赤裸美女成人自拍貼圖18限性影片觀賞av色情影音聊天手淫激情成人聊天室成人色情圖片網sex520自拍走光照片淫慾18禁成人影音聊天美女台灣性網限制級女生手淫成人聊天春宮裙底風光情趣丁字褲極度震撼情色論壇露點成人視訊聊天avlive show愛愛明星露點台灣色情網站自慰少婦成人聊天網美女視訊成人頻道人妻熟女蕩婦一對多激情成人色情聊天室av成人上空秀巨奶視訊網愛聊天室一夜正妹色情貼片一對多免費美女視訊粉紅乳頭作愛影片美女聊天sexy成人色情圖片網女人胸部圖片視訊色情情色網站性關係辣妹聊天室大奶子

彥宏志宏 said...

尼克成人電影免費觀看成人動畫成人鴛鴦吧歐美成人區線上免費觀看成人卡通上床免費看上床美女影片免費試看上床影片免費看上班族天室上班族室上班族聊天(f1)上班族聊天至上班族聊天室(f1)口交電影口焦大乃妹做愛影片女生裸睡圖片一葉聊天tw18禁wii後宮電影院xevideoxex888xvdeosxveidosxvideo 免費影片xvideo 松島xvideo 線上xvideo松島楓xvidesxviedo武俠小說 亂倫小說 色情文學正妹計時器

韋于倫成 said...

may the blessing be always with you!!........................................

湘嬌湘嬌 said...

色情qvod色情視訊電話色情美眉寫真色情片免色情區咪咪情色區哈比成人網金瓶成人影片交流區金平梅近親相姦免費影片松島楓看波波貼圖區波波線上美女拳波波線上遊網波波線上戲網波霸美女貼圖區玩女人視訊網玩女人試看片玩女人影片直播色情片直播免費影片芭比成人情色花王影片哈比淫色網哈免費小遊戲洪爺色情免費影片洪爺色情網站影片洪爺色論壇洪爺免費直播片洪爺動畫色咪咪影片網一夜情聊天室聊天室正妹牆